Food Therapy ปวดข้อ  ศาสตราจารย์โจนาธานแนะนำว่า ควรกินผักผลไม้มากขึ้นและลดการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยมีผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยที่ปรับเปลี่ยนการกินอาหารอย่างเหมาะสมมีอาการเจ็บปวดจากโรคลดลงและสามารถเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
	
อาจารย์สาทิสแนะนำให้เปลี่ยนอาหารจากเนื้อ นม ไข่ และอาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นอาหารชีวจิต โดยกินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร่วมกับโปรตีนจากพืช คือ กลุ่มถั่วต่างๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร ควรเลิกกินอาหารหวานและมันโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะไอศกรีม ขนมเค้กต่างๆ ช็อกโกแลต และน้ำอัดลมทุกชนิด รวมถึงอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ เหล้า เบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์
	
พร้อมเพิ่มเติมว่า หากกินอาหารถูกต้องครบหมวดหมู่ตามสูตรชีวจิต ร่างกายจะได้รับวิตามินอย่างเพียงพอโดยไม่ต้องเสริม แต่ในช่วงที่มีอาการข้ออักเสบรุนแรง อาจเปลี่ยนมากินวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่เหมาะสมแทนยาแก้ปวด
	
โดยวิตามินที่แนะนำให้กินหลังอาหาร ได้แก่ วิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม 3 มื้อ (เช้า กลางวัน และเย็น) วิตามินดี 1,000 ไอยู 3 มื้อ (เช้า กลางวัน และเย็น) วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) 1,000 มิลลิกรัม 3 มื้อ (เช้า กลางวัน และเย็น)  วิตามินบี 5 (ไนอะซิน) 1,000 มิลลิกรัม 3 มื้อ (เช้า) วิตามินเอ 10,000 ไอยู 2 มื้อ (เช้าและเย็น)
	
อาจารย์สาทิสเน้นให้ปรับเปลี่ยนการกินควบคู่กับการรักษาตามการแพทย์แผนปัจจุบันและใช้วิธีอื่นๆ ผสมผสาน เช่น การแช่น้ำอุ่นเพื่อคลายอาการปวดข้อ (ใส่รำข้าวประมาณ ¼ กิโลกรัม ดีเกลือ 1 ถ้วย ผสมในน้ำอุ่น แช่น้ำทั้งตัวหรือเฉพาะส่วนที่อักเสบ) เพื่อให้การบำบัดอาการปวดข้อได้ผลดียิ่งขึ้น
	
การปรับเปลี่ยนอาหารจะขจัดอาการปวดอย่างได้ผล เมื่อทำควบคู่กับการออกกำลังกาย ดูแลจิตใจให้เบิกบาน และปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ประจำตัวค่ะ
Food Therapy ต้านปวดทั่วตัว หัวจรดเท้า

อาการปวดยอดฮิตที่รบกวนจิตใจอยู่ทกเมื่อเชื่อวัน ทั้งปวดศีรษะ ปวดหัวใจ ปวดท้อง ปวดไหล่ ปวดข้อ อาจมีสาเหตุมาจากการกินอาหารผิดๆ ชนิดที่ใครก็คาดไม่ถึง
	
ปักษ์นี้จะพาคุณผู้อ่านมาสังเกตอาการปวดยอดฮิต และเช็กอาหาร ชวนตรวจสอบอาหารที่ก่อให้เกิดอาการปวด พร้อมเสนอแนะการกินอย่างถูกวิธี เพื่อขจัดบรรดาอาการปวดแสนน่ารำคาญไม่ให้กลับมาแผ้วพานได้ค่ะ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์รังสรรค์ ชัยเสวิกุล ภาคิวชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลว่า ไมเกรนคือโรคที่ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่ง โดยมีอาการเริ่มจากปวดศีรษะข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดลามทั้งสองข้าง หรืออาจปวดศีรษะทั้งสองข้างพร้อมกันตั้งแต่เริ่มต้น
	
“จะมีอาการปวดตุบๆ เป็นระยะ บางครั้งแบบตื้อๆ ส่วนมากจะปวดรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก โดยจะค่อยๆ ปวดทีละน้อยจนกระทั่งปวดรุนแรงเต็มที่ มักปวดนานหลายชั่วโมง จากนั้นอาการปวดจึงบรรเทาลงจนหาย
	
“ขณะปวดมักมีอาการอาเจียนร่วมด้วย บางรายมีอาการนำมาก่อน เช่น สาจตาพร่ามัวหรือมองเห็นแสงกะพริบ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต กล่าวว่ะ ผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนเกิดจากการแพ้อาหารบางชนิด หรือกินอาหารประเภทเนยแข็ง เค้ก ไอศกรีม และช็อกโกแลตมากเกินไป
	
“เริ่มต้น ผู้ที่แพ้อาหารเหล่านี้จะป่วยด้วยโรคไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) หรือน้ำตาลในเลือดต่ำก่อน จากนั้นจึงมีอาการปวดหัวไมเกรนตามมา
	
“แค่เพียงหยุดกินอาหารดังกล่าว ผุ้ป่วยสามารถหายจากการปวดหัวไมเกรนได้โดยไม่ต้องใช้ยา”
	
สอดคล้องกับข้อมูลจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ที่ระบุว่า นอกจากการอดอาหารจะทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน อาหารบางชนิดอาจกระตุ้นให้อาการไมเกรนกำเริบได้เช่นกัน ดังแบ่งหมวดหมู่ของอาหารที่ควรระวังไว้ ดังนี้

สำหรับการรักษาอาการปวดไม่เกรนตามแนวทางชีวจิต อาจารย์สาทิสแนะเพิ่มเติมให้ปรับเปลี่ยนวิธีกินและการปฏิบัติตัวควบคู่ไปกับการรักษาทางแผนปัจจุบัน โดยเริ่มจากลดน้ำตาลขาว ของหวาน น้ำอัดลม กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
	
จากนั้นงดอาหารประเภทเนื้อ นม ไข่ อาจเปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติหรืออาหารเจชั่วคราว หากเลือกกินอาหารเจ ควรงดเนื้อเทียมร่วมด้วย เพราะบางคนแพ้ กินแล้วไม่ย่อยเกิดท็อกซินในร่างกาย ส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะมากขึ้น หรือหันมากินตามสูตรอาหารชีวจิต โดยเว้นเนื้อสัตว์ในช่วงสองสัปดาห์แรก และหลังจากนั้นสามารถกินเนื้อปลาเพิ่มได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
	
ทั้งนี้หากมีอาการปวดศีรษะรุนแรง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบที่ต้นคอและศีรษะ เพื่อให้เส้นเลือดขยายตัว จากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือสองข้างนวดเบาๆ บริเวณกกหู ใบหู และขมับทั้งสองข้าง แล้วจึงนวดนิ้วเท้าทุกนิ้ว นวดบริเวณเนินใต้นิ้วเท้าร่วมด้วยร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น อาการปวดศีรษะจะทุเลาลง อาการปวดหัวใจ แสบร้อนเหมือนไฟเผากลางอก (heartburn) เป็นหนึ่งในอาการของกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux desease)
	
สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ประเทศสหรัฐอเมริกา (American Gastroenterological Association) ให้ข้อมูลว่าอาการของกรดไหลย้อนมีหลากหลาย ที่พบมากคือ อาการแสบร้อนกลางอก ลามขึ้นไปถึงบริเวณลำคอ เกิดจากกรดในกระเพราะอาหารไหลย้อนขึ้นมา ผ่านบริเวณหน้าอก หลอดอาหาร จนถึงปากและลำคอ โดยบางคนพบอาหารไหลย้อนขึ้นมาร่วมกับน้ำย่อยด้วย ทำให้รู้สึกกลืนลำบาก ระคายคอ และขมในปาก
	
อาการเหล่านี้มักเกิดหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะหลังการกินอาหารประมาณมากหรือเอนตัวนอนหลังกินอาหาร
	
อาการแสบร้อนแบบนี้ อาจารย์สาทิสเรียกว่า “อาการปวดหัวใจ” เกิดเพราะอาหารไม่ย่อย กินอาหารรสจัด หรือกินอาหารทั้งเนื้อสัตว์และโปรตีนมากจนเกิดไป การกินอาหารแต่พอดี รสไม่จัดจ้าน และหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพราะอาหาร สามารถช่วยลดอาการปวดหัวใจอย่างได้ผล
	
สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ประเทศสหรัฐอเมริกา แนะให้ผู้ป่วยกรดไหลย้อนหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดที่กระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น อาหารทอด อาหารที่ไขมันสูง ช็อกโกแลตเปปเปอร์มินต์ มัสตาร์ด ซอยมะเขือเทศ แอลกอฮอล์ และน้ำผลไม้ เช่น น้ำสับปะรด
	
นอกจากอาหารดังกล่าว ควรสังเกตตัวเองอยู่เสมอว่ามีอาหารชนิดใดที่กระต้นให้เกิดอาการหลังมื้ออาหารหรือไม่ ควรจดบันทึกและงดอาหารเหล่านั้น
	
เพื่อป้องกันอาการปวดหัวใจอย่างได้ผล สิ่งที่ควรปฏิบัติเป็นประจำคือ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงการกินอาหาร 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน หรือกินอาหารปริมาณมากเกินไป โดยเฉพาะในมื้อเย็น การยกหัวเตียงให้สูงขึ้น 4-6 นิ้วหรือนอนหนุนหมอนสูงขึ้น ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยลดอาการกรดไหลย้อนขณะนอนหลับได้
	
ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงวิถีชีวิตหรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดความดันในช่องท้องจนเป็นสาเหตุให้หูรูดระหว่างกระเพราะอาหารกับหลอดอาหารอ่อนแอ ซึ่งเพิ่มโอกาสการไกลย้อนของกรดขึ้นมาในหลอดอาหาร เช่น การใส่เสื้อผ้าหรือกางเกงที่คับจนเกินไป และหากใครรู้ตัวว่าน้ำหนักเกินควรลดน้ำหนัก เพื่อให้ความดันในช่องท้องลดลงโดยอัตโนมัติ อาการปวดหัวใจสาเหตุจากกรดไกรย้อนจะลดลงจนสังเกตได้อย่างชัดเจน มีผู้หญิงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ที่มีอาการปวดท้องประจำเดือน และประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์มีปัญหาปวดท้องประจำเดือนในช่วง 1-2 วันแรกของการมีรอบเดือน ซึ่งอาจรุนแรงจนมีผลกระทบต่อการทำงาน
	
หนังสือ อาหารบำบัดโรค สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนว่า เกิดจากสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin ชนิด PG2) ในร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการอักเสบและหดตัวของกล้ามเนื้อและหลอดเลือดเพิ่มระดับสูงขึ้น ทำให้หลอดเลือดและกล้ามเนื้อในมดลูกบีบตัวจนทำให้เกิดอาการปวด ยิ่งสารพรอสตาแกลนดิน (ชนิด PG2) สูง อาการปวดยิ่งรุนแรง อาหารมีผลต่อสมดุลของฮอร์โมนภายในร่างกาย การเลือกกินอาหารที่เหมาะสมจึงช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือน ตลอดจนอาการปวดศีรษะ ปวดหลัง และอารมณ์แปรปรวนก่อนมีรอบเดือนได้
	
นายแพทย์นีล บาร์นาร์ด (Neal Barnard) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการมนุษย์ ศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่ลดการบริโภคไขมันจะมีระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนลดลง ส่งผลให้การหลั่งสารพรอสตาแกลนดินในผนังมดลูกลดลง นอกจากนี้ยังพบว่าอาหารมังสวิรัติที่มีไขมันต่ำสามารถลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการปวดท้องประจำเดือน ทั้งลดอาการต่าง ที่ไม่พึงประสงค์ก่อนมีรอบเดือนได้อีกด้วย
	
นอกจากหลีกเลี่ยงอาหารที่ไขมันสูง สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศอังกฤษ (The British Dietetic Association) ยังแนะนำการกินอาหารอย่างเหมาะสมเพื่อลดและป้องกันอาหารปวดท้องประจำเดือน ดังนี้

1.กินอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง เช่น โยเกิร์ตงาดำ โดยมีหลายการศึกษาระบุว่า กินแคลเซียมเสริมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินดี 10 ไมโครกรัม สามารถลดอาการปวดท้องประจำเดือนและปวดศีรษะได้

2.เลือกอาหารประเภทข้าวและแป้งไม่ขัดขาว ธัญพืชมัดสีและขนมปังโฮลวีต เพราะมีวิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 สูงหากกินเป็นประจำสามารถลดอาการปวดท้องรวมถึงอาการอื่นๆ ก่อนมีระอบเดือนได้ถึง 35 เปอร์เซ็นต์

3.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลขัดขาว เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟอีนและแอลกอฮอล์ เพื่อลดความรุนแรงของอาการปวดท้องประจำเดือน อาการปวดไหล่มีหลายแบบ โดยส่วนใหญ่มักพบว่ามีต้นตอมาจากความเครียด
	
หนังสือ จีนบำบัด สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ ให้ข้อมูลว่าความเครียดส่งผลกระทบต่อตับ ทำให้ลมปราณตับชะงักการเคลื่อนไหวและครั่งค้างอยู่ที่บริเวณไหล่ เลือดจึงไหลเวียนไม่สะดวก เป็นสาเหตุให้เกิดอาการยึดตึงตั้งแต่ส่วนหลังของศีรษะไล่ลงมาตามแนวคอและไหล่ จึงมีอาการปวดต่อเนื่องตั้งแต่ไหล่ถึงศีรษะ วิธีบำบัดขั้นแรกของอาการปวดไหล่อันเนื่องมาจากความเครียด คือ การกำหนดลมหายใจ นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เล่นกีฬา หรือหากิจกรรมที่ทำแล้วผ่อนคลาย เพื่อช่วยให้ลมปราณและเลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น
	
คุณนะโอกิ ฮิระมะ วิทยาการแพทย์แผนตะวันออกมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์นิฮง ประเทศญี่ป่น แนะนำอาหารที่ช่วยให้ลมปราณดีเดินสะดวก ได้แก่ เส้นโซบะ หัวไช้เท้า ส้มและขึ้นฉ่าย กินเป็นประจำสามารถช่วยคลายความเครียดและลดอาการปวดไหล่ได้ดี
	
หากกดที่ไหล่แล้วรู้สึกเจ็บมากกล้ามเนื้อที่ไหล่และคอแข็งเกร็ง เบื้องต้นควรทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกเสียก่อน โดยทำให้ร่างกายอบอุ่น โดยเฉพาะที่ไหล่ อาจหลีกเลี่ยงการนั่งอยู่ในสถานที่เย็นจัด เช่น ห้องแอร์ เป็นเวลานาน หรือใส่เสื้อกันหนาวหรือผ้าคลุมไหล่เพื่อเพิ่มความอบอุ่น
	
สำหรับผู้ที่นั่งหรืออยู่ในอิริยาบถเดียวเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนอิริยาบถ บริหารร่างกาย หรือลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายทั่วถึง สำหรับอาหารที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก คุณนะโอกิแนะนำให้ปรุงแห้ว กระเทียม กุยช่าย เสริมลงในอาหารประจำวัน อาจารย์สาทิสกล่าวถึงอาการวดข้อที่พบบ่อยซึ่งมาจากโรคข้ออักเสบ (Arthritis) ว่า เป็นอาการเสื่อมและการบิดเบี้ยวพิการของกระดูกและข้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยโรคข้ออักเสบนี้มีอาการตั้งแต่ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเพียงเล็กน้อย ปวดบริเวณข้อต่อทุกชิ้นของร่างกาย กำมืองอมืองอเท้าไม่สะดวก ไปจนถึงกระดูกอ่อนถูกทำลาย กระดูกมือ แขนและขาบิดเบี้ยวเดินไม่ได้ พิการจนต้องนั่งรถเข็น
	
อาจารย์สาทิสเสริมว่า โรคข้ออักเสบนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคแต่เป็นโรคที่เกิดจากความปกพร่องของการทำงานในระบบต่างๆ ของร่าง โดยการกินอาการผิดๆก็เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคข้ออักเสบได้เช่นกัน
	
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออสโล (Oslo) ประเทศนอร์เวย์ ศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างการแพ้อาหารกับโรคข้ออักเสบรูมาทอยด์ (Rheumatoid arthritis) โดยผลการทดสอบในหลอดทดลองพบว่า ของเหลวภายในลำไส้ของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาทอยด์มีระดับสารแอนติบอดีที่ต่อต้านโปรตีนจากนมวัว ไข่ไก่ ปลาค้อด และเนื้อหมู มากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคข้ออักเสบรูมาทอยด์
	
ศาสตราจารย์โจนาธาน โบรสตอฟฟ์ (Jonathan Brostoff) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และอนามัยสิ่งแวดล้อม จากคิงส์คอลเลจลอนดอน (King’s College London) ประเทศอังกฤษอธิบายว่า
	
การแพ้อาหารเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาด โดยเชื่อว่าสิ่งที่เพิ่งกินเป็นอันตราย จึงรีบปกป้องร่างกายโดยผลิตอิมมูโนโกลบูลิน อี (Immunoglobulin E) หรือที่เรียกว่า แอนติบอดี IgE ขึ้นมาต่อต้านกับอาหาร จนส่งผลให้เกิดการอักเสบภายในอวัยวะต่างๆ รวมถึงข้อต่อทั่วร่างกาย
(1)
Share
Cheewajit
Keep by Cheewajit
4319
FOLLOWER

Food Therapy ปวดข้อ

"ศาสตราจารย์โจนาธานแนะนำว่า ควรกินผักผลไม้มากขึ้นและลดการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยมีผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยที่ปรับเปลี่ยนการกินอาหารอย่างเหมาะสมมีอาการเจ็บปวดจากโรคลดลงและสามารถเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

อาจารย์สาทิสแนะนำให้เปลี่ยนอาหารจากเนื้อ นม ไข่ และอาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นอาหารชีวจิต โดยกินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร่วมกับโปรตีนจากพืช คือ กลุ่มถั่วต่างๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร ควรเลิกกินอาหารหวานและมันโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะไอศกรีม ขนมเค้กต่างๆ ช็อกโกแลต และน้ำอัดลมทุกชนิด รวมถึงอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ เหล้า เบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์

พร้อมเพิ่มเติมว่า หากกินอาหารถูกต้องครบหมวดหมู่ตามสูตรชีวจิต ร่างกายจะได้รับวิตามินอย่างเพียงพอโดยไม่ต้องเสริม แต่ในช่วงที่มีอาการข้ออักเสบรุนแรง อาจเปลี่ยนมากินวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่เหมาะสมแทนยาแก้ปวด

โดยวิตามินที่แนะนำให้กินหลังอาหาร ได้แก่ วิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม 3 มื้อ (เช้า กลางวัน และเย็น) วิตามินดี 1,000 ไอยู 3 มื้อ (เช้า กลางวัน และเย็น) วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) 1,000 มิลลิกรัม 3 มื้อ (เช้า กลางวัน และเย็น) วิตามินบี 5 (ไนอะซิน) 1,000 มิลลิกรัม 3 มื้อ (เช้า) วิตามินเอ 10,000 ไอยู 2 มื้อ (เช้าและเย็น)

อาจารย์สาทิสเน้นให้ปรับเปลี่ยนการกินควบคู่กับการรักษาตามการแพทย์แผนปัจจุบันและใช้วิธีอื่นๆ ผสมผสาน เช่น การแช่น้ำอุ่นเพื่อคลายอาการปวดข้อ (ใส่รำข้าวประมาณ ¼ กิโลกรัม ดีเกลือ 1 ถ้วย ผสมในน้ำอุ่น แช่น้ำทั้งตัวหรือเฉพาะส่วนที่อักเสบ) เพื่อให้การบำบัดอาการปวดข้อได้ผลดียิ่งขึ้น

การปรับเปลี่ยนอาหารจะขจัดอาการปวดอย่างได้ผล เมื่อทำควบคู่กับการออกกำลังกาย ดูแลจิตใจให้เบิกบาน และปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ประจำตัวค่ะ"
1 KEEP
Cheewajit
1 LOVES
poommarin
COMMENT