Did you know? ภาวะหยุดนอนหลับขณะหายใจคืออะไร การหายใจของมนุษย์จะเป็นไปในรูปแบบกึ่งอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องตั้งใจกำหนดลมหายใจเนื่องจากร่างกายมีศูนย์หายใจซึ่งอยู่บริเวณก้านสมอง คอยสร้างกระแสประสาทควบคุมการหายใจแบบอัตโนมัติอย่างสม่ำเสมอแม้แต่ในยามนอนหลับ

ทว่าหากเกิดการนอนกรนขึ้นกล้ามเนื้อคอจะคลายตัวจนทำให้ช่องคอแคบลง ซึ่งส่งผลให้ต้องหายใจเข้า – ออกแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อทางเดินหายใจแคบลงมาถึงจุดหนึ่งความแรงของลมหายใจที่เพิ่มมากขึ้นก็จะไปกระทบกับผนังคอด้านในจนเกิดการสั่นสะเทือนและเกิดเป็นเสียงกรนตามมา

และหากช่องคอยังแคบลงไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดเป็นการอุดตันในช่องคอแบบชั่วคราว ทำให้ลมหายใจเข้า - ออกขาดหายไปชั่วขณะ เรียกว่าการหยุดหายใจขณะนอนหลับ
แม้ทุกวันนี้วิทยาการทางการแพทย์จะพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทั้งในด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีอันทันสมัย แต่ก็ยังไม่อาจพิชิตทุกโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยเฉพาะโรคที่สามารถพรากชีวิตเราได้อย่างฉับพลัน

“โรคหลอดเลือดในสมอง” คือหนึ่งในโรคที่มีลักษณะนั้น โดยจากสถิติขององค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization: WSO) ซึ่งรายงานสถานการณ์ของโรคหลอดเลือดสมองทั่วโลกไว้ว่า ในแต่ละปีจะมีคนเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองประมาณ 6 ล้านคนทั่วโลก นั่นหมายความว่า ทุกๆ 6 วินาที ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองอย่างน้อย 1 คนเลยทีเดียว ซึ่งมากกว่าคนทั่วโลกที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรียรวมกันเสียอีก

คอลัมน์เรื่องพิเศษ ปักษ์นี้จึงคัดสรรหลากวิธีป้องกัน ดูแล และสำรวจตนเอง ให้ปลอดภัยจากโรคนี้ผ่านกิจวัตรประจำวันที่ทุกคนต้องปฏิบัติเป็นประจำ มาฝากท่านผู้อ่าน ชีวจิต กัน

เพราะไม่แน่ว่า โรคร้ายนี้อาจจะกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้คุณอยู่โดยที่คุณไม่รู้ตัว… นายแพทย์สุรพล สุขสาคร นายแพทย์ชำนาญการด้านระบบประสาท แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลตากสิน สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ได้อธิบายถึงโรคร้ายนี้ไว้ว่า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. หลอดเลือดในสมองตีบหรืออุดตัน ส่งผลให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบ (ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์)
2. หลอดเลือดในสมองแตก ส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกในสมอง แม้จะพบได้น้อยกว่าแบบแรกแต่ก็มีความอันตรายไม่แพ้กัน

อันตรายของโรคหลอดเลือดในสมองคือ นอกจากจะไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นล่วงหน้าแล้วยังส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่อ่อนแอที่สุดหากเนื้อเยื่อสมองขาดเลือดจากอาการหลอดเลือดในสมองตีบหรือถูกเลือดกดทับ ในกรณีหลอดเลือดในสมองแตก เพียงไม่กี่นาทีก็สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้แล้ว หรือหากโชคดีกว่านั้น โรคนี้อาจจะทิ้งภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตไว้เป็นคำสาปติดตัวผู้ป่วยไปตลอดชีวิต

ด้านสาเหตุของโรคนั้นนอกจากความบกพร่องทางพันธุกรรม ซึ่งมีอัตราการเกิดน้อยแล้ว ยังเกิดจากปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ โดยองค์การอัมพาตโลกได้ระบุไว้ทั้งหมด 8 ปัจจัย ดังนี้
1. ภาวะความดันโลหิตสูง
2. โรคเบาหวาน
3. ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
4. มีประวัติญาติสายตรงป่วยเป็นโรคนี้ 
5. ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม
6. ภาวะน้ำหนักเกิน
7. สูบบุหรี่
8. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) ระดับความอันตรายของโรคหลอดเลือดในสมองจะขึ้นอยู่กับ “เวลา” เป็นสำคัญ ยิ่งผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสหายเป็นปกติมากเท่านั้น ดังนั้น ขอให้จดจำสัญญาณเตือนจากร่างกายเหล่านี้ให้ดีหากพบเห็นเมื่อใดให้รีบพาผู้ที่มีอาการส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดสัญญาณเตือนมีดังนี้

1.แขนขาอ่อนแรงโดยฉับพลันซึ่งอาจจะเป็นแค่ซีกเดียวของร่างกายหรือทั้งสองซีกก็ได้ ไม่สามารถรักษาสมดุลในการเดินไว้ได้โดยจะเซไปข้างใดข้างหนึ่งตลอด

2.ปากเบี้ยวพูดลำบากวกวนสับสนไม่เป็นประโยคอย่างทันทีทันใด

3.การมองเห็นลดลงมองเห็นภาพซ้อนอาจเกิดขึ้นกับตาข้างเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้ แต่จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน

4.ปวดศีรษะอย่างเฉียบพลันเวียนศีรษะมากอาเจียนพุ่งโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน การกินเป็นกิจวัตรที่ใกล้ตัวและปฏิบัติได้ง่ายที่สุดจึงทำให้ถูกละเลยได้ง่ายที่สุดด้วยหากไม่รู้จักเลือกกินให้เหมาะสมอาหารก็สามารถกลายเป็นสาเหตุของการป่วยเป็นโรคหลอดเลือดในสมองได้เพราะเมื่ออาหารถูกย่อย กลายเป็นสารอาหาร จะถูกส่งผ่านเลือดและหลอดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้น หากสารอาหารนั้นเป็นพิษก็จะส่งผลกระทบต่อเลือดและหลอดเลือดโดยตรง ซึ่งอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษ ได้แก่

1. อาหารรสเค็มจัดหรือเผ็ดจัด
2. อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด
3. อาหารประเภทที่มีคอเลสเตอรอลสูงหรือมีไขมันสัตว์เป็นส่วนประกอบมากอาทิเนื้อสัตว์ติดมันเครื่องในแกงที่มีส่วนประกอบของกะทิไข่แดง
4. อาหารทอดต่างๆ ที่ใช้น้ำมันมากรวมถึงอาหารปิ้งย่างด้วย
5. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม

คุณหมออธิบายว่า อาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของเกลือและผงชูรสสูงมาก เมื่อกินเข้าไปมากๆ จะทำให้เกลือแร่ไปคั่งอยู่ในน้ำเลือด เรียกว่าภาวะเลือดข้น ซึ่งส่งผลให้เลือดมีน้ำหนักมากขึ้น ร่างกายจึงต้องเพิ่มความดันในการสูบฉีดเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ กลายเป็นสาเหตุของความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเส้นเลือดเปราะ และภาวะความดันโลหิตสูงได้ง่าย ทั้งยังสามารถเป็นบ่อเกิดของโรคปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้อีกด้วย อาหารสูตรชีวจิตของอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต จากหนังสือ สุขภาพดีราคาถูกด้วยชีวจิต สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ เหมาะกับการป้องกันโรคหลอดเลือดในสมองเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีทั้งแมกนีเซียม โพแทสเซียมใยอาหาร และโปรตีนที่ปราศจากไขมันเลว อยู่อย่างครบถ้วน ซึ่งมีสูตรดังนี้

- กินข้าวกล้องข้าวแดง หรือข้าวซ้อมมือ หรือถ้าชอบขนมปังก็กินขนมปังโฮลวีต ปริมาณรวมกันแล้วให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ของอาหารแต่ละมื้อ

- กินผักสดและผักปรุงสุกอย่างละครึ่ง รวมกันแล้วเป็นปริมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของอาหารแต่ละมื้อ

- กินโปรตีนจากพืช คือ ถั่วต่างๆ หรือผลผลิตจากถั่วรวมถึงเต้าหู้ รวมแล้ว 15 เปอร์เซ็นต์ของอาหารแต่ละมื้อ อาจเพิ่มปลาหรืออาหารทะเลได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

- กินอาหารเบ็ดเตล็ด เช่น สาหร่ายทะเล เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ผลไม้ไม่หวาน ในปริมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของอาหารแต่ละมื้อ การนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด” นี่เป็นข้อเท็จจริงที่อธิบายได้อย่างชัดเจนว่าทำไมการนอนจึงถูกบรรจุเข้ามาในกิจวัตรประจำวันของเรา

เพราะเวลานอนหลับอวัยวะต่างๆ จะลดการทำงานลงทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จากแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เราใช้เวลาถึงสองในสามของชีวิตไปกับกิจกรรมต่างๆ ยามลืมตาตื่นซึ่งสร้างภาระให้ร่างกายและสมองโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การใช้เวลาพักผ่อนอย่างจริงจังไปกับการนอนหลับให้เพียงพอในช่วงเวลาที่เหลือ จึงถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยคุณหมอสุรพลได้แนะนำวิธีการนอนอย่างถูกต้อง เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนได้เต็มที่ไว้ดังนี้

“การพักผ่อนนอนหลับให้สนิทอย่างเพียงพอวันละ 6 - 8 ชั่วโมงโดยแนะนำให้เป็นช่วงเวลาไม่เกินสามสี่ทุ่ม จนถึงช่วงตีห้าถึงหกโมงเช้าเพราะเป็นช่วงที่ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอซึ่งรวมถึงหลอดเลือดในร่างกายด้วยหากเลยจากช่วงเวลานี้ไปร่างกายจะไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ แม้จะนอนหลับในปริมาณเวลาที่เท่ากันก็ตาม อีกปัจจัยที่อยากให้ตรวจเช็กคือ ภาวะนอนกรน เพราะปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคเส้นเลือดในสมองคือ ภาวะเมแทบอลิกซินโดรม(Metabolic  Syndrome) หรือที่เรียกว่า กลุ่มอาการผิดปกติของระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย ซึ่งมีผลทำให้อาการเบาหวาน ไขมัน และความดันในเลือดสูงรุนแรงขึ้น จนอาจเกิดโรคหลอดเลือดในสมองได้ ซึ่งภาวะนี้มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการนอนกรนที่ทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ”

ทว่าแค่นอนหลับอย่างเพียงพอยังไม่สามารถสร้างเกราะป้องกันภัยจากโรคหลอดเลือดในสมองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะแม้จะนอนครบ 7 - 8 ชั่วโมงแต่หากไม่หลับสนิทจนถึงขั้นหลับลึก ร่างกายก็จะไม่หลั่งโกร๊ธฮอร์โมนซึ่งจะไปกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงสร้างความเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งก็หมายถึงหลอดเลือดและหัวใจด้วย

ดังนั้นการนอนหลับให้เพียงพอจึงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการสร้างเกราะคุ้มกันภัย แต่ต้องควบคุมให้การนอนหลับถูกต้องจนโกร๊ธฮอร์โมนหลั่งด้วย โดยอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ได้แนะนำวิธีการผ่อนคลายร่างกายขณะนอนหลับเพื่อให้หลับลึก ไว้ดังนี้

1. หลับตาให้ใจเพ่งไปที่จุดตาที่สามซึ่งอยู่ระหว่างคิ้ว
2. หายใจสบายๆ 3 จังหวะคือหายใจเข้ากลั้นไว้หายใจออก
3. กลับมาหายใจธรรมดานับลมหายใจเดินหน้า –ถอยหลังโดยหายใจครั้งแรกให้นับ1 ครั้งที่สองนับ2 และกลับมานับ1 ใหม่ในครั้งที่สามจากนั้นนับ2 ในครั้งที่สี่นับ3 ในครั้งที่ห้าจากนั้นเมื่อหายใจเข้า - ออกครั้งใหม่ให้ย้อนกลับมานับ1 อีกครั้งจากนั้นนับ2 และ3 และ4 แล้วย้อนกลับมานับ 1 - 2 - 3 - 4 - 5นับลมหายใจเดินหน้า - ถอยหลังแบบนี้จนกระทั่งหลับไป

ลองปฏิบัติกันดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่าตัวเองหลับลึกจนลืมฝันกันเลยทีเดียว “ระวังเครียดตาย” คำเตือนนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเพราะความเครียดส่งผลต่อสุขภาพของเราได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

เนื่องจากความเครียดไม่ได้ส่งผลแค่ต่อจิตใจแต่ยังส่งผลให้กลไกในร่างกายหลายๆอย่างผิดปกติ จนเป็นที่มาของอาการป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งโรคหลอดเลือดในสมองก็เป็นหนึ่งในนั้น คุณหมอสุรพลอธิบายว่า

“เมื่อเราเกิดความเครียดขึ้นต่อมหมวกไต จะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมาซึ่งหากฮอร์โมนนี้หลั่งออกมามากเกินไป จะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วกระตุ้นระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้นหรือลดต่ำลงอย่างผิดปกติ

“เมื่อฮอร์โมนนี้สะสมในร่างกายมากๆจะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายผิดปกติ และหากมีโรคประจำตัวที่เป็นปัจจัยเสี่ยง อาทิโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงติดตัวอยู่แล้วยิ่งทำให้โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดในสมองสูงขึ้นไปอีก”

ดังนั้นการรู้จักผ่อนคลายความเครียดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคหลอดเลือดในสมองเป็นอย่างยิ่ง โดยคุณหมอแนะนำให้รู้จักแบ่งเวลา ให้เวลาสมองได้พักผ่อนบ้าง ไม่ควรทุ่มเทเวลาในชีวิตให้งานเสียทั้งหมด จนหลงลืมเวลาผ่อนคลายตนเอง นอกจากความเครียดแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่คุณหมอสุรพลชี้ว่าเป็นพิษร้ายทำลายตนเองอย่างแสนสาหัสก็คือ ความโกรธ เพราะมีผลทำให้หัวใจเต้นแรงความดันโลหิตสูง และระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งล้วนแต่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองทั้งสิ้น

สอดคล้องกับคำกล่าวของจิตแพทย์ฮันซ์เซลเยอผู้ค้นคว้าเรื่องความเปลี่ยนแปลงในร่างกายเมื่อเกิดความเครียดขึ้นว่าเมื่อเกิดความเครียดความโกรธ หรือความกดดันทางใจใด ๆ ขึ้นฮอร์โมนในตัวเรากว่า 30 ชนิดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันฮอร์โมนบางตัวซึ่งสำคัญในการกระตุ้นอวัยวะหรือระบบบางอย่างให้ทำงานจะหายไปเลย ในขณะที่ฮอร์โมนบางตัวซึ่งไม่จำเป็นต่อการทำงานของอวัยวะบางอย่างจะเกิดการทำงานนอกระบบขึ้น

เมื่อสะสมในร่างกายมากๆ ก็จะทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะเกิดความสับสน และทำลายส่วนสำคัญต่างๆ ของร่างกายได้

ดังนั้นจึงขอแนะนำวิธีการสลายความโกรธเพื่อสร้างเกราะป้องกันโรคหลอดเลือดสมองขึ้นอีกชั้นหนึ่งซึ่งอาจารย์สาทิสอินทรกำแหงได้แนะนำไว้ในนิตยสาร ชีวจิตฉบับที่ 303 ดังนี้

1. ต้องรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังโกรธอยู่สังเกตง่ายๆเวลาที่โกรธจะรู้สึกวูบขึ้นมาที่หน้ามือไม้สั่นเหมือนมีอะไรมาดันภายในตัวเราจนอยากจะระเบิดออกมาข้างนอกให้ได้

2. หายใจยาวๆทำให้ร่างกายของเราสงบและผ่อนคลายยิ้มปลอบใจตัวเองเสียหน่อยก็ได้แล้วจะเห็นปัญหาที่ทำให้โกรธและเริ่มต้นแก้ไขอย่างใจเย็น

3. เติมความรักความเมตตาลงไปลองวิธีง่ายๆโดยมองหน้าคนที่ทำให้คุณโกรธแทนที่จะเข้าไปชกหน้าเขาลองเปลี่ยนเป็นยิ้มให้แทนแล้วนึกสงสารเขาว่าเขากำลังจะฆ่าตัวเอง (ด้วยความโกรธ)

หากตอนนี้กำลังโกรธใครอยู่ลองทำตาม 3 ขั้นตอนง่ายๆ นี้ดูนะครับแล้วจะพบว่าเรารู้สึกโล่งและสบายใจขึ้นเยอะดีต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจเลยทีเดียว 1. นอนราบกับพื้นบนที่นอนค่อนข้างแข็งปล่อยตัวตามสบายทิ้งตัวให้เหมือนกับตัวเราจมลงไปในพื้น

2. เกร็งแขนทั้งสองข้างด้วยการกำมือเกร็งให้เต็มที่จนแขนสั่นนับ 1 – 10 แล้วปล่อยแขนเหยียดตามสบาย

3. เกร็งเท้าทั้งสองข้างด้วยการเหยียดปลายเท้าไปข้างหน้านับ 1 – 10 แล้วปล่อยขาหย่อนคลายตามสบาย

4. เกร็งบริเวณคอและไหล่ด้วยการยกศีรษะขึ้นพยายามให้คางจรดอกหมุนคอช้าๆจากซ้ายไปขวาให้ครบรอบนับ 1 – 5 แล้วทำซ้ำอีกครั้งโดยเปลี่ยนเป็นหมุนจากขวาไปซ้ายแทน

5. เกร็งบริเวณลำตัวด้วยการแขม่วท้องให้สะดือจรดกระดูกสันหลังหายใจเข้ายาวๆกลั้นไว้นับ 1 – 10 แล้วจึงหายใจออก จากนั้นทำซ้ำอีกครั้งหนึ่งแล้วให้หายใจยาวๆตามปกติ

หากยังรู้สึกผ่อนคลายไม่เต็มที่ให้ทำซ้ำจากข้อ 1 - 5 อีกครั้งถึงสองครั้งจะพบว่าร่างกายปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก หากร่างกายขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสมไขมันและเกลือแร่ส่วนเกินก็จะถูกขับออกทางไตเพียงช่องทางเดียว ส่งผลให้ไตต้องทำงานหนักจนอาจเสี่ยงต่ออาการไตวายได้ ทั้งยังทำให้เกิดภาวะเลือดข้นอย่างที่กล่าวไปแล้ว ทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจโตไปจนถึงหัวใจขาดเลือดเพราะเส้นเลือดตีบได้

การออกกำลังกายจะช่วยขับเกลือแร่และเผาผลาญไขมันที่ตกค้างอยู่ในร่างกายผ่านทางเหงื่อซึ่งไม่เหมือนกับเหงื่อที่ออกเพราะอาการร้อน เพราะเหงื่อจากการออกกำลังกายจะมีการขับเอาเกลือแร่ออกมามากกว่า ทั้งยังมีปริมาณมากกว่าด้วย

Did you know? 

แม้จะออกกำลังกายผ่านการเล่นกีฬาหนักๆ เป็นประจำก็ยังเป็นโรคหลอดเลือดในสมองได้

กีฬาหนักๆ อย่างเทนนิส กอล์ฟ หรือแบดมินตัน แม้จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดในสมองได้ดีกว่าการไม่ออกกำลังกายเลย แต่กีฬาดังกล่าวเป็นการออกกำลังกายแบบวิ่งบ้างหยุดบ้าง จึงขาดความต่อเนื่อง ทำให้มีแอโรบิกเป็นส่วนน้อย เกิดประโยชน์ต่อปอดและหัวใจน้อยกว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว จ๊อกกิ้ง รำกระบอง ฯลฯ

ดังนั้น วิธีแก้ไขก็คือ ก่อนจะไปออกกำลังกายแบบหนักๆ แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกก่อนทุกครั้ง โดยเลือกที่สะดวก สามารถทำได้เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นการวิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ประมาณ 20 - 40 นาที เสียก่อน นอกจากเพิ่มเกราะป้องกันโรคหลอดเลือดในสมองขึ้นอีกชั้นแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและทำให้มีพละกำลังเล่นกีฬาได้ดีขึ้น โดยไม่หมดแรงอีกด้วย
(0)
Share
Cheewajit
Keep by Cheewajit
4319
FOLLOWER

Did you know? ภาวะหยุดนอนหลับขณะหายใจคืออะไร

"การหายใจของมนุษย์จะเป็นไปในรูปแบบกึ่งอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องตั้งใจกำหนดลมหายใจเนื่องจากร่างกายมีศูนย์หายใจซึ่งอยู่บริเวณก้านสมอง คอยสร้างกระแสประสาทควบคุมการหายใจแบบอัตโนมัติอย่างสม่ำเสมอแม้แต่ในยามนอนหลับ
ทว่าหากเกิดการนอนกรนขึ้นกล้ามเนื้อคอจะคลายตัวจนทำให้ช่องคอแคบลง ซึ่งส่งผลให้ต้องหายใจเข้า – ออกแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อทางเดินหายใจแคบลงมาถึงจุดหนึ่งความแรงของลมหายใจที่เพิ่มมากขึ้นก็จะไปกระทบกับผนังคอด้านในจนเกิดการสั่นสะเทือนและเกิดเป็นเสียงกรนตามมา
และหากช่องคอยังแคบลงไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดเป็นการอุดตันในช่องคอแบบชั่วคราว ทำให้ลมหายใจเข้า - ออกขาดหายไปชั่วขณะ เรียกว่าการหยุดหายใจขณะนอนหลับ"
1 KEEP
Cheewajit
0 LOVES
COMMENT