3 มะเร็งร้าย ป้องกันได้ใน สารพัดวิธีรบ...สยบมะเร็งผู้หญิง 3 Cancer Winners 

ข้อมูลสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งจากกระทรวงสาธารณสุข ปีพุทธศักราช 2555 เผยว่า “ผู้เสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านมเพิ่มสูงขึ้นถึงปีละ 3,000 กว่าคน จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 30,000 กว่าคน และพบว่าผู้หญิงกว่า 19 ล้านคน จาก 33 ล้านคน มีแนวโน้มป่วยเป็นมะเร็งเต้านม”

แค่มะเร็งเต้านม ยังร้ายแรงขนาดนี้ หากรวมมะเร็งชนิดอื่นๆ เข้าไป จะมีผู้ป่วยและเสียชีวิตมากสักเท่าไร...เนื่องจากใกล้จะถึง “วันแม่แห่งชาติ” ปีพุทธศักราช 2556 ชีวจิต ปักษ์นี้จึงขออาสาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคมะเร็งในผู้หญิง คือ มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก ผ่านแง่มุมของผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ในสมรภูมิมะเร็ง

หวังเพียงว่า ผู้อ่านจะนำความรู้ไปปรับใช้ เพื่อให้ปลอดภัยจากโรคร้ายเหล่านี้ หรืออย่างน้อยที่สุด สามารถดูแลตนเองและผู้ป่วยใกล้ตัวให้ก้าวข้ามผ่านพ้นวิกฤติมะเร็งไปได้
1. มะเร็งเยื่อบุผิวรังไข่ (Ovarian Epithelial Carcinoma) เป็นชนิดที่พบมากที่สุด ประมาณ ร้อยละ 90 ของมะเร็งรังไข่ทั้งหมด โดยจะเกิดที่เยื่อบุผิวรังไข่ ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยอายุ 56 - 60 ปีและเริ่มรักษาช้า เพราะอาจไม่ได้สังเกตอาการ จึงทำให้โอกาสมีชีวิตอยู่ถึง 5 ปีมีเพียงร้อยละ 20

2. มะเร็งฟองไข่ (Germ Cell Tumor) เกิดจากฟองไข่ พบร้อยละ 6 ของมะเร็งรังไข่ทั้งหมด ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยอายุ 16 - 20 ปี เป็นมะเร็งที่โตเร็ว ผู้ป่วยจึงสังเกตอาการได้ง่าย และไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัด รังสีรักษา และเคมีบำบัดจึงทำให้โอกาสมีชีวิตอยู่ถึง 5 ปีมีร้อยละ 60 - 85

3. มะเร็งเนื้อเยื่อรังไข่ (Sex Cord-Stromal Tumor) พบร้อยละ 8 ของมะเร็งรังไข่ทั้งหมด ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยอายุ 40 - 70 ปี โดยสามารถตรวจเจอได้แม้ในระยะเริ่มต้น และมะเร็งจะไม่ค่อยกระจายไปไหน จึงรักษาได้โดยการผ่าตัด โอกาสมีชีวิตอยู่ถึง 5 ปีมีร้อยละ 70 - 90 กุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้ผู้หญิงรอดชีวิตจากมะเร็งรังไข่ คือ การพบโรคร้ายตั้งแต่ระยะแรกๆ จากการสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง ซึ่ง แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุขโข สูติ - นรีแพทย์และหัวหน้าแผนกสูติกรรม โรงพยาบาลพิจิตร จังหวัดพิจิตรได้แนะนำวิธีสังเกตอาการของมะเร็งรังไข่ไว้ในหนังสือชุดโรคภัยใกล้ตัว ต้านมะเร็งรังไข่ สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ ดังต่อไปนี้

1. เบื่ออาหารหรืออิ่มเร็ว เพราะมะเร็งเป็นก้อนขนาดใหญ่อยู่ในรังไข่ จึงไปกดทับกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือมะเร็งรังไข่ผลิตน้ำออกมาในช่องท้อง

2. ปวดท้องน้อย ท้องอืด จุกเสียด หรือปวดทั่วท้องเป็นประจำ

3. ท้องโตขึ้น ท้องน้อยนูนขึ้น ลักษณะคล้ายคนท้องหรือมีพุงแม้ว่าจะกินน้อย เพราะมะเร็งเป็นก้อนขนาดใหญ่อยู่ในรังไข่ หรือมะเร็งรังไข่ผลิตน้ำออกมาในช่องท้อง

4. ปัสสาวะผิดปกติ มีอาการแสบขัดบ่อยครั้ง และรู้สึกปัสสาวะไม่สุด เพราะก้อนมะเร็งรังไข่ไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ

5. ปวดหลังมาก ในบางคนอาจจะเดินหรือนั่งไม่ไหว เพราะมะเร็งรังไข่ไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาทบริเวณหลัง

6. ท้องผูกเรื้อรัง ขับถ่ายไม่สะดวก จนทำให้ตัวร้อนคล้ายเป็นไข้เพราะมะเร็งรังไข่กดทับลำไส้ใหญ่หรือกระจายไปยังลำไส้ใหญ่

7. ประจำเดือนมากะปริบกะปรอย หรือมาครั้งละมากๆ เป็นเวลานานเพราะมะเร็งรังไข่จะสร้างฮอร์โมนเพศไปรบกวนการทำงานของรังไข่

8. หากเป็นมะเร็งรังไข่นานมากๆ จะเกิดอาการอ่อนเพลียรุนแรงตัวซีด หายใจเหนื่อยหอบ เจ็บในอก ตาเหลือง ตัวเหลือง และมีอาการผิดปกติอื่นๆ แล้วแต่พื้นฐานสุขภาพของผู้ป่วย

ทั้งนี้ ผู้หญิงควรสังเกตความผิดปกติของร่างกายโดยละเอียด หากพบอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย เพราะการตรวจพบมะเร็งรังไข่แต่เนิ่นๆ และเข้ารับการรักษาในทันที จะช่วยให้ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 90 มีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 5 ปี หลังเข้ารับการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์

คุณหมอชัญวลีฝากทิ้งท้ายว่า “คนไข้ร้อยละ 80 มาพบแพทย์เมื่อเป็นมะเร็งระยะหลังๆ หรือลุกลามไปที่อวัยวะอื่นๆ แล้ว ส่วนใหญ่บอกว่าเพราะแค่มีอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ จึงไม่สนใจดูแล ไม่รู้ว่าเป็นอาการของมะเร็งรังไข่

“ยุงกัดเจ็บนิดเดียวยังตบกันทัน มะเร็งไม่มีปีกบินหนีแท้ๆ ฝังอยู่ในร่างกายผู้ป่วยมาตั้งนานถ้าสนใจสักนิด อาจจะตรวจเจอและรักษาทัน”

ดังนั้น ฟังเสียงร่างกายสักนิด จะช่วยป้องกันมะเร็งรังไข่ไม่ให้ลุกลามได้ค่ะ คุณแข – ขนิษฐา พิศพุ่ม อายุ 40 ปี อดีตข้าราชการระดับ 8 ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่กระจายลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง เล่าประสบการณ์ให้ฟังเพื่อเป็นข้อคิดแก่ผู้หญิงว่า “แขมีเพื่อนเป็นหมอ บังคับให้คลำเต้านมทุกครั้งที่เจอกัน แต่ไม่เคยทำตามเลยค่ะ

“วันหนึ่ง อยู่ดีๆ คุณแม่บอกว่าให้พาไปตรวจสุขภาพ เลยไปตรวจพร้อมกับคุณแม่ปรากฏว่าเจอมะเร็งเต้านมก้อนใหญ่ขนาด 6เซนติเมตร วินาทีที่รู้ไม่ได้กลัวตาย แต่เป็นห่วงคุณแม่กับลูกๆ สองคน เพราะคุณพ่อกับสามีเสียชีวิตไปแล้ว แขบอกคุณหมอว่าจะทำทุกวิธีเพื่อให้มีชีวิตอยู่กับครอบครัวให้นานที่สุด”

คุณแขเข้ารับการรักษาโดยผ่าตัดเต้านมทิ้งทั้งสองข้าง จากนั้นจึงรับรังสีรักษาต่อ ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 2 ครั้ง

“ทำรังสีรักษาครั้งที่ 1 รู้เลยว่าร่างกายอ่อนแอกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เพราะผลข้างเคียงทำให้อ่อนเพลีย แล้วไม่ได้เป็นแค่วันเดียว เป็นนานกว่า 20 วันค่ะ แถมมีอาการเหนื่อยล้า หอบง่ายและเวียนศีรษะด้วย

“เมื่อฉายรังสีรักษาครั้งที่ 2 ผิวบริเวณที่ฉายแสงไหม้เป็นแถบ กลายเป็นสีคล้ำช้ำเลือดช้ำหนอง รู้สึกปวดแสบปวดร้อน ทรมานและท้อใจแทบจะทนต่อไปไม่ไหว เพราะเหน็ดเหนื่อย กับผลข้างเคียงมาก คุณภาพชีวิตตกต่ำลงเรื่อย ๆไหนจะค่ารักษาพยาบาลที่แพงมาก”

ถึงจะท้ออย่างไร แต่คุณแขได้รับกำลังใจจากคุณแม่และลูกๆ ซึ่งคุณแม่บอกกับเธอว่าค่ารักษาพยาบาลหาใหม่เมื่อไรก็ได้ ตราบที่ยังพอมีแรง และเมื่อได้ฟังดังนั้น คุณแขจึงตัดสินใจสู้สุดชีวิต ปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดทุกข้อ พร้อมกับปรับวิถีชีวิต โดยหันมากินอาหารสุขภาพ เช่น ถั่ว เต้าหู้ ข้าวกล้อง ผักผลไม้

คุณแขเล่าต่อว่า “ระหว่างที่เข้ารับการฉายรังสีรักษา ปฏิวัติตนเองใหม่ทั้งหมด คือ ให้แพทย์แผนปัจจุบันช่วย และดูแลตัวเองแบบธรรมชาติด้วยค่ะ โดยเข้านอนสองทุ่ม ตื่นตีห้าพร้อมลูกๆ และคุณแม่ทุกวัน เพื่อเดินออกกำลังกายหน้าบ้านประมาณ 30 – 45 นาที ให้พอมีเหงื่อออก ปอดได้รับออกซิเจนเต็มที่ และช่วยปลุกร่างกายให้กระฉับกระเฉง คิดเสียว่าผลข้างเคียงจากการเข้ารับรังสีรักษาที่เล่าให้ฟังนั้นไม่ได้อยู่กับแขนาน”

นอกจากนั้น คุณแขยังทำกิจกรรมบำบัดโดยการปลูกผักสวนครัวในกระบะเล็กๆ บริเวณระเบียงบ้าน เช่น คะน้า ตำลึง พริกขี้หนู เป็นต้น เพื่อนำผักปลอดสารพิษมาทำอาหารซึ่งดีต่อสุขภาพ

คุณแขกล่าวต่อว่า “คุณแม่ของแขประเสริฐยิ่งนัก จะคอยคั้นน้ำผักหรือผลไม้ให้ดื่มก่อนกินข้าววันละ 3 ครั้ง มีแอ๊ปเปิ้ล แครอต กวางตุ้ง แตงโม และแก้วมังกร สลับๆ กันไป หากวันไหนไม่ได้ไปโรงพยาบาล ช่วงบ่ายๆ แขกับคุณแม่จะผลัดกันนวดตัวค่ะ นวดธรรมดาๆ นี่ละค่ะ ไม่มีแบบแผนอะไร คือบีบๆ จับๆ ซึ่งไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่พลังแห่งการสัมผัสด้วยความรักนี้มหัศจรรย์เหลือเกิน แขคิดว่าตัวเองหายวันหายคืนเลยค่ะ”

ขั้นตอนสำคัญซึ่งลืมไม่ได้ ก่อนนอนคุณแขจะต้องสวดมนต์และภาวนาให้มะเร็งหาย โดยบอกลูกๆ เสมอว่า จะกลับมามีสุขภาพแข็งแรงอีกครั้ง และเหมือนปาฏิหาริย์ เพราะทุกวันนี้คุณแขต่อสู้กับมะเร็งเต้านมจนโรคร้ายพ่ายแพ้ไปแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น คุณแขยังคงดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ 1. เพศ : พบมะเร็งเต้านมในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 100 เท่า

2. กรรมพันธุ์ : ร้อยละ 10 ของผู้ป่วยที่ตรวจพบ จะมีญาติเป็นมะเร็งเต้านม

3. อายุ : ร้อยละ 70 - 80 ของมะเร็งเต้านมเกิดในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี

4. ภาวะเครียด : ผู้มีอาการเครียดเรื้อรังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่สุขภาพจิตดี 2 เท่า

5. ผู้ป่วยในกลุ่มโรคเมแทบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) :ผู้ป่วยโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่มีสุขภาพปกติ 3 เท่า

6. วิถีชีวิต : น้ำหนักตัวมาก ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่จัด ไม่ออกกำลังกาย หรือกินอาหารไขมันสูง

7. ยีนกลายพันธุ์ : ผู้หญิงที่มียีนกลายพันธุ์บีอาร์ซีเอ 1 (BRCA 1) และบีอาร์ซีเอ 2 (BRCA 2) นั้น จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านม

8. ปัจจัยอื่น ๆ : ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างหนึ่ง เต้านมอีกข้างจะมีโอกาสเป็นซ้ำมากกว่าผู้อื่น 5 เท่า ผู้ที่มีลูกหลังอายุ 34 ปีจะเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่มีลูกขณะอายุน้อย 4 เท่า ผู้ที่มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปีจะเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้มีประจำเดือนหลังอายุ 12 ปี 1.3 เท่า นอกจากการผ่าตัดและรังสีรักษาแล้ว ยังมีวิธีการรักษามะเร็งเต้านมแบบอื่นๆ อีก ซึ่งคุณหมอชัญวลีอธิบายไว้ในหนังสือชุดโรคภัยใกล้ตัว ต้านมะเร็งเต้านมสำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ ว่า การรักษามะเร็งเต้านมสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ผลชิ้นเนื้อจากการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา ตัวผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และข้อจำกัดอื่น ๆ ซึ่งมีรายละเอียดโดยสรุปดังต่อไปนี้

1. การผ่าตัด : ในปัจจุบันพบว่า ร้อยละ 60 - 75 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสามารถผ่าเพื่อตัดเฉพาะก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบ ๆ เพียงเล็กน้อยได้ แต่หากมะเร็งกระจายต่อไปยังต่อมน้ำเหลือง อาจต้องใช้วิธีรังสีรักษา เคมีบำบัด หรือวิธีอื่นๆ ควบคู่กันไป

2. รังสีรักษา : ส่วนใหญ่จะใช้หลังการผ่าตัด 2 – 4 สัปดาห์เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่บริเวณต่อมน้ำเหลืองหรือที่เต้านม ลดการเกิดซ้ำของมะเร็งเต้านม และใช้เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถผ่าตัดได้ ในกรณีที่สภาพร่างกายไม่พร้อมหรือเป็นมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย

3. เคมีบำบัด : ใช้ในกรณีที่มะเร็งกระจายไปต่อมน้ำเหลืองไหปลาร้า กระดูก ปอด หรือสมอง หรือกรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งก่อนหมดประจำเดือนและไม่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมน

4. ฮอร์โมนบำบัด : ใช้รักษาร่วมกับการผ่าตัด รังสีรักษาและเคมีบำบัด หรือใช้สำหรับมะเร็งระยะสุดท้ายที่ดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะรับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ในกรณีที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนที่ก้อนมะเร็ง โดยแพทย์จะให้ยาต้านฮอร์โมนในร่างกายไม่ให้ไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของมะเร็ง

5. ภูมิต้านทานบำบัด : เป็นการกำจัดมะเร็งเต้านมโดยใช้ภูมิต้านทานจากทั้งภายในและภายนอกร่างกาย อาจใช้ในกรณีที่มะเร็งดื้อต่อเคมีบำบัดและฮอร์โมนบำบัด เนื่องจากมียีนกลายพันธุ์ที่กระตุ้นการสร้างมะเร็ง

6. การรักษาที่เป้าหมายของการเกิดมะเร็ง (Targeted Therapy) : โดยให้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ว่าผู้ป่วยรับยาได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันนี้ยาที่ใช้ยังคงมีราคาสูงมาก

7. ชีวบำบัด : การให้สารเพิ่มภูมิต้านทานเพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง นิยมใช้คู่กับเคมีบำบัด หรือใช้กับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

ทุกๆ ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านมที่กล่าวมานั้นจะมีผลข้างเคียงทางร่างกาย เช่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะคลื่นไส้ เบื่ออาหาร ขาหรือแขนบวม ผมร่วง เป็นต้นผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลการเตรียมตัวทั้งก่อนและหลังการรักษาเพื่อปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ซึ่งจะบรรเทาความเจ็บปวดและช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด การดูแลประคับประคองผู้ป่วยสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการรักษาทางการแพทย์ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยให้ผู้ป่วยนั้นมีอาการดีขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก ซึ่งสร้างความทรมานให้แก่ผู้ป่วยไม่แพ้มะเร็งชนิดอื่นๆ

คุณคมคาย – อนันต์ อาณาวาริศ วัย 67 ปี ผู้สูญเสียภรรยาไปด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก ทว่าระหว่างที่ คุณอิ่ม – นิพาพรรรณ อาณาวาริศ ภรรยาวัย 65 ปี ยังมีชีวิตอยู่ คุณคมคายได้อุทิศทั้งกายและใจปรนนิบัติดูแลภรรยาตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลานานกว่า 11 เดือน ตราบวันสุดท้ายของลมหายใจ...

“คุณอิ่มเป็นมะเร็งปากมดลูก อัลไซเมอร์ และหัวใจ แค่เฉพาะมะเร็งเดือนเดือนหนึ่งเสียค่ารักษา 300,000 บาท ทั้งหมดทุกโรคเบ็ดเสร็จเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาทเพราะรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน อยากให้ภรรยาหายเป็นปกติไวๆ แต่สุดท้ายกลับทำได้แค่ยื้อลมหายใจไว้เพียงช่วงสั้นๆ

“ระหว่างที่รักษา ทั้งครอบครัวช่วยกันดูแลควบคู่กันไปกับการแพทย์แผนปัจจุบันสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันคือ ทำกับข้าวให้กิน นวดตัวให้ ร้องเพลงให้ฟัง และชวนสวดมนต์”

สำหรับการนวดตัวนี้ คุณคมคายเน้นนวดที่แขน แผ่นหลัง ขา และเท้า ประมาณ15 – 30 นาที เพื่อช่วยคลายความเครียด เสมือนเป็นการบอกให้ผู้ป่วยรู้ว่า สามีรักและเป็นห่วงอยู่เสมอ ส่วนลูกๆ จะคอยผลัดกันมานวดหรือสวดมนต์ให้ฟังในวันเสาร์ - อาทิตย์ นอกจากนั้น คุณคมคายยังให้ญาติที่เป็นนักกำหนดอาหารวิชาชีพช่วยแนะนำเรื่องอาหารการกิน

คุณคมคายเล่าว่า “ทั้งบ้านกินแต่ข้าวกล้อง ผักสดที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ทำน้ำเต้าหู้ดื่มเอง และพยายามเลิกใช้สารเคมีอันตรายทุกชนิด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำผงซักฟอก เป็นต้น เพราะคิดว่าร่างกายคุณอิ่มอ่อนแอมาก จากทั้งการผ่าตัดและเคมีบำบัด ควรใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ สะอาด และปลอดภัยมากกว่า”

ด้วยความรักและใส่ใจอย่างละเอียดอ่อน คุณคมคายอาบน้ำ เช็ดตัว คอยป้อนข้าวจัดยาให้แก่คุณอิ่มด้วยตนเองทุกวัน และเพื่อไม่ให้คุณอิ่มเครียดจากการต้องเผชิญ 3 โรคร้ายในคราวเดียว คุณคมคายถึงกับแอบไปเรียนร้องเพลง เพื่อจะได้ร้องเพลงไทยเดิมเพราะๆ ให้คุณอิ่มฟังยามบ่ายและก่อนสวดมนต์เข้านอน

“ลูกๆ จะคอยเปิดเพลงบรรเลงให้คุณอิ่มฟัง แต่ผมคิดว่า อย่างมากก็ฟังแค่ผ่านๆ หู แต่ถ้าคุณอิ่มได้ฟังจากปากคนร้องสดๆ คงจะได้รับความบันเทิงมากกว่า และเป็นจริงดังที่คาด เพราะแม้ขณะที่คุณอิ่มอ่อนเพลียจนลุกเดินไม่ไหว ยังหัวเราะไปกับเพลงเพี้ยนๆ ได้

“หลังจากร้องเพลงเสร็จจะสวดมนต์บทโพชฌังคปริตรพร้อมกันเสียงดังๆ ซึ่งคุณอิ่มบอกว่า วันไหนไม่สวดจะนอนหลับไม่สนิท หลังจากคุณอิ่มเสีย ผมยังสวดมาจนถึงทุกวันนี้” คุณหมอชัญวลีชี้อาการเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

1. ตกขาวผิดปกติ ได้แก่ มีตกขาวในวัยหมดประจำเดือน มีตกขาวออกเยอะมากและนานเกิน 7 วัน ตกขาวมีสีเหลือง เขียว หรือมีเลือดปนตกขาวมีกลิ่นเหม็นบูด เหม็นคาวหรือเหม็นเน่า และตกขาวมีเศษเนื้อปนออกมา หากมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

2. มีเลือดออกจากช่องคลอด พบได้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม ได้แก่ มีเลือดสดๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก มีเลือดออกกะปริบกะปรอยทั้งเดือน มีเลือดปนน้ำจางๆ ออกมา หรือมีเลือดปนมูกไหลออกมาและมีกลิ่นเหม็น ซึ่งหากมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด

3. อาการมะเร็งปากมดลูกเต็มขั้นได้แก่ น้ำหนักลด ซึมเศร้า เบื่ออาหารซูบผอม ปัสสาวะไม่ออก ถ่ายอุจจาระลำบากและอาจจะมีเลือดปน ขาบวมเพราะเซลล์มะเร็งกดหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง ในระยะนี้โอกาสหายจากมะเร็งจะเหลือเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น คุณหมอชัญวลีแนะนำผู้ป่วยและผู้ที่คอยดูแลผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกไว้ในหนังสือชุดโรคภัยใกล้ตัว ต้านมะเร็งปากมดลูก สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ ให้ปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้

1. ผู้ป่วยที่พบว่าเป็นมะเร็งอาจจะไม่ได้เตรียมตัวและเตรียมใจมาก่อน เมื่อพบว่าป่วย จะต้องรีบเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ครอบครัวและคนใกล้ชิดจึงต้องคอยให้กำลังใจ พูดคุยกันในแง่ดี อธิบายถึงวิธีการรักษาหากผู้ป่วยสงสัย และเข้าใจอาการตื่นตระหนกของผู้ป่วย

2. หลังผ่าตัด ผู้ป่วยอาจต้องพักฟื้นนาน ควรจัดห้องให้นอนชั้นล่างหลีกเลี่ยงการก้าวขึ้นบันไดหรือพื้นต่างระดับ

3. จัดอาหารให้ผู้ป่วยอย่างถูกสัดส่วน เน้นข้าวกล้อง เนื้อปลาทะเลถั่วเหลือง ผัก และผลไม้รสไม่หวานจัด ทั้งนี้ต้องระวังเรื่องความสะอาดของอาหาร ไม่ควรให้ผู้ป่วยท้องผูก ท้องเสีย หรือมีอาการของโรคอาหารเป็นพิษ

4. เสื้อผ้าของผู้ป่วยต้องสวมใส่สบาย หลีกเลี่ยงกระดุมและซิป เพื่อป้องกันแผลกดทับจากการนั่งหรือนอนเป็นเวลาหลายชั่วโมง

5. ผู้ดูแลผู้ป่วยควรศึกษาอาการของมะเร็งปากมดลูกและวิธีการรักษาอย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดจากการรักษา และสามารถสังเกตอาการผิดปกติของผู้ป่วยได้ เช่น ถ้าผู้ป่วยเป็นไข้ เจ็บแผลเนื่องจากแผลมีหนองหรือติดเชื้อ ต้องรีบพาไปพบแพทย์

จากคำบอกเล่าของคุณคมคายและความรู้จากคุณหมอชัญวลี พบว่าผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้ายมีโอกาสรอดชีวิตน้อย ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ผู้หญิงจึงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแต่เนิ่นๆ หากพบเจอมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะได้รักษาทัน

เพราะไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคตจะมีความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งปากมดลูกมากเพียงใด คงไม่มีใครอยากเผชิญโรคร้ายชนิดนี้เป็นแน่

จากสามประสบการณ์ของผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็ง ชีวจิต พบว่า ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน แต่เพราะความรักและกำลังใจจากคนรอบข้าง จึงทำให้ผู้ป่วยบางคนสามารถเอาชนะโรคร้ายได้สำเร็จหากแม้ผู้ป่วยบางคนจะต้องพ่ายแพ้ แต่ก็จากไปอย่างสงบ...

“กำลังใจ” จึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยและทุกๆ คนค่ะ
(0)
Share
Cheewajit
Keep by Cheewajit
4319
FOLLOWER

3 มะเร็งร้าย ป้องกันได้ใน สารพัดวิธีรบ...สยบมะเร็งผู้หญิง

"3 Cancer Winners
ข้อมูลสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งจากกระทรวงสาธารณสุข ปีพุทธศักราช 2555 เผยว่า “ผู้เสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านมเพิ่มสูงขึ้นถึงปีละ 3,000 กว่าคน จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 30,000 กว่าคน และพบว่าผู้หญิงกว่า 19 ล้านคน จาก 33 ล้านคน มีแนวโน้มป่วยเป็นมะเร็งเต้านม”
แค่มะเร็งเต้านม ยังร้ายแรงขนาดนี้ หากรวมมะเร็งชนิดอื่นๆ เข้าไป จะมีผู้ป่วยและเสียชีวิตมากสักเท่าไร...เนื่องจากใกล้จะถึง “วันแม่แห่งชาติ” ปีพุทธศักราช 2556 ชีวจิต ปักษ์นี้จึงขออาสาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคมะเร็งในผู้หญิง คือ มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก ผ่านแง่มุมของผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ในสมรภูมิมะเร็ง
หวังเพียงว่า ผู้อ่านจะนำความรู้ไปปรับใช้ เพื่อให้ปลอดภัยจากโรคร้ายเหล่านี้ หรืออย่างน้อยที่สุด สามารถดูแลตนเองและผู้ป่วยใกล้ตัวให้ก้าวข้ามผ่านพ้นวิกฤติมะเร็งไปได้"
1 KEEP
Cheewajit
0 LOVES
COMMENT