3.ทำอย่างไร...ไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์ เสร็จสรรพจากเรื่องของผู้ใหญ่วัยทอง จะยกคำอธิบายเกี่ยวกับโรคที่ทุกคนกลัวกันจับใจ นั่นคือ “อัลไซเมอร์” เพื่อกันไว้ก่อนจะสายเกินเยียวยา

“ต้องรู้ก่อนว่า การที่ร่างกายสะสมแอมีลอยด์ (Amyloid)บางชนิดเอาไว้มาก ๆ จากอาหารฟาสต์ฟู้ด เนยสังเคราะห์ และแป้งขัดสี จะเป็นเมือกไปเกาะตามผนังอวัยวะภายในต่าง ๆเหนียวแน่นและแน่นหนา ทำให้การดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายเป็นไปได้ยากมากขึ้น

“วิธีแนะนำที่ดีสุดคือ หันมากินอาหารชีวจิต สูตร 1 หรือ 2 พร้อมกับเลือกผักผลไม้ที่มีสารไลโคปีน (Lycopene) เช่น มะเขือเทศ แตงโม แครอต ซึ่งจะช่วยสร้างโฟเลต (Folate) ในเลือด เพื่อไปทำลายโฮโมซีสเทอิน (Homocysteine) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแอมีลอยด์ ที่เป็นตัวการร้ายที่ทำให้สมองฝ่อเร็ว

“นอกจากนั้น ควรกินวิตามินควบคู่กันไป คือ วิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม 1 เม็ด เช้าและเย็น วิตามินเอ ดี อี อย่างละ1 เม็ด เช้า วิตามินบี - คอมเพล็กซ์ 1 เม็ด เช้า วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 อย่างละ 1 เม็ด เย็น โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) 100 - 200 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันเว้นวัน ซีลีเนียม (Selenium) 200 ไมโครกรัม 1 เม็ด เช้าหรือเย็นใบแปะก๊วย (Ginkgo Biloba) 100 - 200 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันเว้นวัน

“จุดเริ่มต้นของ ‘ฉลาด หุ่นดี อ่อนเยาว์ อายุยืน’ มาจากชีวิตและจิตใจเป็นที่ตั้ง แต่โดยธรรมชาติ เมื่อถึงวัยชรา ความเป็นหนุ่มสาวทางร่างกายอาจจะหมดลง แต่กายกับใจสัมพันธ์กันเป็นหนึ่ง หากใจยังสู้...ไหนเลยกายจะล้าไปได้”

กูรูต้นตำรับชีวจิต อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กล่าว
สูตรวิตามินกินให้สมองเอ๊าะ
อาจารย์สาทิสเคยเขียนไว้ใน ชีวจิต คอลัมน์เปิดประตูหลังบ้าน ฉบับที่ 232 (วันที่ 1) และ 233(วันที่ 16) เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 สรุปใจความได้ว่า “ความแก่ชราสามารถวัดได้ที่สมอง เพราะถ้ายังอยู่ในช่วงหนุ่มสาว แต่สมองไม่แล่น ง่วงนอนทั้งวัน คิดช้า ขี้หลงขี้ลืม หรือมีภาวะความจำเสื่อมนี่แหละถึงเรียกว่า ‘แก่’ กลับกัน ถ้าคนอายุมาก ๆมีสมองฉับไว เฉลียวฉลาด คิดอะไรใหม่ได้เสมอและความจำเป็นเลิศ จึงจะนับว่า ‘ไม่แก่’ ”
คนทำงานปัจจุบันประสบปัญหาเกี่ยวกับสมองกันมาก โดยเฉพาะเมื่อผนวกกับสภาวะจิตใจที่ไม่เข้มแข็ง เคร่งเครียด อ่อนเพลีย และซึมเศร้าจากหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งนอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอและออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน อาหารการกินก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มพลังสมองให้กลับมาปลอดโปร่งได้เช่นกัน
อาหารสมองที่อาจารย์สาทิสแนะนำคือ วิตามินบี ซึ่งสามารถแจกแจงแยกย่อยได้อีกหลายชนิดโดยทุกชนิดล้วนเป็นประโยชน์ต่อสมองและระบบประสาททั้งสิ้น ดังต่อไปนี้ วิตามินบี 1 (Thiamine) ช่วยให้ระบบประสาททำงานประสานกันได้ดีขึ้น แก้อาการวิตกกังวล ตกใจกลัว ตื่นเต้น ลดการประหม่า ใจสั่นและมือสั่น ส่งเสริมการเจริญเติบโต ช่วยย่อยอาหาร บรรเทาอาการเมาเรือหรือเมาเครื่องบิน
แหล่งอาหารที่พบ : ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต รำข้าว ถั่วเหลือง งา เนื้อปลา ผัก ผลไม้

วิตามินบี 2 (Riboflavin) หรือวิตามินจี บรรเทาความรุนแรงของการปวดไมเกรน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) และช่วยลำเลียงพลังงานไปยังเซลล์สมอง ทำให้สมองปลอดโปร่ง ลดอาการสายตาอ่อนล้า ช่วยในการมองเห็นบำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม
แหล่งอาหารที่พบ : ผักใบเขียว เนื้อปลา โยเกิร์ตไขมันต่ำ ข้าวกล้อง ถั่วต่าง ๆ งาดำ งาขาว ข้าวโอ๊ต ข้าวฟ่าง 

วิตามินบี 3 (Niacin) ช่วยให้ร่างกายดูดซึมคาร์โบไฮเดรตเพื่อลำเลียงพลังงานไปยังสมองควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและสมดุลสมอง ลดอาการวิงเวียนศีรษะ ร้อนใน และกลิ่นปาก บรรเทาความรุนแรงของการปวดไมเกรน
แหล่งอาหารที่พบ : เนื้อปลา ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง อะโวคาโด อินทผลัม ลูกพรุน 

วิตามินบี 6 (Pyridoxine)เร่งปฏิกิริยาการผลิตสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท ช่วยให้สมองผ่อนคลายเสริมความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาทได้ลดอาการเหน็บชา กล้ามเนื้อหดเกร็ง และตะคริว
แหล่งอาหารที่พบ : รำข้าว จมูกข้าวสาลี เนื้อปลา ถั่วเหลือง แคนตาลูป กะหล่ำปลี ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง วอลนัท

วิตามินบี 9 (Folic Acid)ช่วยให้อารมณ์สงบ นอนหลับง่ายขึ้น ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง แก้อ่อนเพลียออกฤทธิ์คล้ายยาแก้ปวดชนิดอ่อน ๆควบคุมการทำงานของสมองให้เป็นปกติ
แหล่งอาหารที่พบ : ข้าวกล้อง ผักใบเขียว เอพริคอต ฟักทอง แครอต ถั่วต่างๆ 

วิตามินบี 12 (Cobalamin)เสริมสร้างการเจริญเติบโต ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงระบบประสาทให้แข็งแรงเพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ไปใช้และปรับสมดุลอย่างเหมาะสม
แหล่งอาหารที่พบ : เนื้อปลา อาหารทะเลต่าง ๆ

นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำอาร์ซีที่อุดมด้วยน้ำตาลกลูโคสอย่างสม่ำเสมอกินอาหารชีวจิตทุกมื้อและนอนหลับให้เพียงพอ พลังสมองเต็มเปี่ยมแน่นอนค่ะ บ่อยครั้งที่สาวๆ (และหนุ่ม ๆ)บ่นว่าตัวเองอ้วน ทั้งที่คำพูดนั้นเกินจริงไปมากโข ชีวจิตอยากชวนมาปฏิบัติตามคำแนะนำของอาจารย์สาทิส ซึ่งช่วยให้คนที่หุ่นดีอยู่แล้วได้ชื่นชมกับความงดงามทางร่างกายอย่างเบิกบานแจ่มใส และช่วยให้คนอ้วน(จริงๆ)ได้มีรูปร่างที่สมบูรณ์แบบดังใจปรารถนา

สูตรลดน้ำหนัก 14 วัน ตำรับชีวจิต
อาจารย์สาทิสอธิบายไว้ในหนังสือ ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต, ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70 และ ชีวจิต การใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ สรุปได้ว่า “เคล็ด(ไม่)ลับที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ งดเครื่องดื่มที่ต้องเติมน้ำตาล ไม่กินอาหารมัน ๆไม่ดื่มสุรา และหยุดสูบบุหรี่ หันมาดื่มชาสมุนไพร เช่น ชาเก๊กฮวย ชามะตูม หรือ ชาดอกคำฝอย เป็นต้น

“ผู้ที่น้ำหนักเกิน 60 กิโลกรัม วันที่ 1 ต้องงดอาหารทั้งหมด ตื่นมาดื่มน้ำมะนาวคั้นสดๆ 3 ลูก จากนั้นจิบน้ำเปล่าทั้งวันให้ได้ 3 ขวด หรือจะดื่มชาสมุนไพรผสมด้วยก็ได้ ระหว่างวันควรนอนพักมากๆ อย่าทำกิจกรรมหักโหม และช่วงเย็นให้ดื่มน้ำมะนาวคั้นสดๆ 3 ลูกเช่นเดิม

“วันที่ 1 – 3 ให้กินอาหารชีวจิต เริ่มจากข้าวกล้องและผักต่าง ๆ ตุ๋นจนเปื่อย แล้ววันที่ 4 – 6 จึงใส่เต้าหู้หรือเนื้อปลาบดละเอียดเพิ่ม ช่วงนี้อาจกินวิตามินและแร่ธาตุเสริมได้หลังจากนั้น เมื่อถึงวันที่ 7 จึงสามารถกินเต็มที่ปกติ แต่ห้ามปรุงรสจัดและไม่ใส่น้ำตาล

“ใน 14 วันนี้ให้ดื่มน้ำเอนไซม์วันเว้นวัน เช่น น้ำแตงกวา น้ำขึ้นฉ่ายหรือเซเลอรี่ ครั้งละ 1 แก้ว นอกจากนี้ยังเสนอให้ทำดีท็อกซ์ควบคู่ไปด้วย โดยทำติดต่อกัน 14 วัน เพื่อปรับสมดุลร่างกายทุกระบบให้ดีขึ้น แข็งแรง และสดชื่นทั้งกายใจ หากต้องการให้กายใจรู้สึกผ่อนคลาย ใช้วิธีฝึกสมาธิร่วมด้วย จะประเสริฐยิ่งนัก”

นอกจากสูตรอาหารอันอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการเพื่อคนลดน้ำหนักยังมีเคล็ดลับจาก คุณหมอผิง - แพทย์หญิงธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล ซึ่งอธิบายไว้ในหนังสือ ผอมได้ ไม่ต้องอด สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ ว่า “จะผอมได้นั้น จำเป็นต้องกินอย่างมีสติ หรือ Mindful Eating ที่ปัจจุบันนิยมมากในสหรัฐอเมริกา โดยมีหลักการคือ กินเมื่อหิวและหยุดเมื่ออิ่ม

“แนวคิดนี้มาจากประเทศฝรั่งเศสสรุปใจความได้ว่า กระเพาะอาหารที่อิ่มแล้วจะใช้เวลาประมาณ 15 – 20 นาทีในการส่งสัญญาณหาสมอง เพื่อสั่งร่างกายให้หยุดกิน ดังนั้น การกินอาหารแต่ละมื้อจึงควรเนิบช้า รื่นรมย์ และละเมียดละไม” กูรูต้นตำรับชีวจิต อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง เล่าไว้ในหนังสือ เตะสุดชีวิต สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพว่า “ระบบประสาทส่วนกลางคือไขสันหลังที่เชื่อมไว้ด้วยสมอง จึงถือว่าไขสันหลังนั้นเป็นสมองส่วนหนึ่งเช่นกัน

“การรำกระบองจะช่วยฝึกให้สมองทั้งสองส่วนทำงานประสานกัน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ระบบประสาทซึ่งส่งผลให้ทุก ๆ ส่วนของร่างกายมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง”

ท่ารำกระบองที่แนะนำ คือ ท่า 360 องศา ท่าไหว้พระอาทิตย์ ท่าแหงนดูดาว และท่าจูบสะดือ ผู้ที่หุ่นดีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีอายุที่มากขึ้นอาจจะทำให้ระบบเผาผลาญอาหารมีประสิทธิภาพลดลงได้จึงควรรักษารูปร่างเพรียวสวยไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้พุง เซลลูไลต์ หรือไขมันส่วนเกินมาเกาะร่างกาย แนะนำให้รำกระบองตามหลักชีวจิตทุกวันรับรองหุ่นเป๊ะ สดใส และอ่อนเยาว์ไม่สร่างค่ะ

หากใครรำกระบองเหนื่อย ๆ แล้วกลัวว่าจะหิวเตรียมอาหารไขมันน้อย ใยอาหารสูง และพลังงานต่ำติดบ้านหรือที่ทำงานไว้ หุ่นสวยถาวร...ไม่อ้วนแน่ๆ ค่ะ น้ำอาร์ซี (RejuvenatingConcoction) อุดมไปด้วยวิตามินที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและมีน้ำตาลกลูโคสจากธรรมชาติช่วยระงับอาการโหยหาน้ำหวานๆระหว่างวันได้ชะงัดนัก

ควรต้มน้ำอาร์ซีใส่กระติกเก็บความร้อนพกไว้เพื่อจิบอุ่น ๆ ช่วยให้สมองดี พร้อมลดน้ำหนักไปได้ในตัวถึงต้องนั่งทำงานทั้งวันทั้งคืนแต่หมดกังวลเรื่องอ้วนลงต้นขาและสะโพกได้แน่นอนเนื่องจากมีรสหวานตามธรรมชาติและปราศจากไขมัน อาหาร 4 ชนิดที่ควรงดเด็ดขาด เพื่อคงกายและใจให้อ่อนเยาว์ มีดังต่อไปนี้

1. สุรา : คุณหมอหนิง – แพทย์หญิงสายชลี ทาบโลกา อธิบายว่า
“เพราะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะไปทำให้เซลล์ตับเสื่อมลง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระดับฮอร์โมน ทำให้เกิดฟรีแรดิคัลในร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ผลคือทำให้แก่เร็ว อาทิ เบียร์นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังทำให้ฮอร์โมนต่าง ๆรวน เมื่อได้รับพลังงานจากแอลกอฮอล์มากเกินไปร่างกายจะสะสมเป็นไขมัน
“ยิ่งชั้นไขมันในผู้ชาย จะมีเอนไซม์เปลี่ยนฮอร์โมนเทสทอสเทอโรน (Testosterone) ให้เป็นฮอร์โมนเอสโทรเจน (Estrogen) ของผู้หญิง ถ้าดื่มเบียร์มาก ๆ ผู้ชายจะหน้าอกใหญ่ขึ้น ไม่ค่อยมีขน อ้วน ดูฉุ ๆ และบวม ๆ แก่กว่าอายุจริง”

2. ผักหรือผลไม้ดอง : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขเผยว่า สิ่งที่ปนเปื้อนมากับอาหารหมักดองที่มีการผลิตไม่ได้มาตรฐานคือเกลือที่มีปริมาณค่อนข้างสูง ซึ่งจะทำให้ไตทำงานหนัก ส่วนสีผสมอาหารที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ อาจมีโลหะหนักเจือปน และผลไม้ดองที่มีรสเปรี้ยวอาจมีขัณฑสกร (ดีน้ำตาล) เพิ่มรสหวานใส่อยู่
สารประกอบเหล่านี้จะทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานผิดปกติ ถ้าภูมิคุ้มกันไม่ดี จึงมีโอกาสป่วยสูงมาก โดยเฉพาะผลเสียต่อสุขภาพผิว ทำให้ผิวหนังแห้งแตก เนื่องจากร่างกายขาดน้ำรุนแรง เป็นผลพวงจากการได้รับเกลือและดีน้ำตาล และเมื่อเซลล์อักเสบ ความแก่ร่วงโรยจะมาเยือนทันที 3. อาหารที่หวานจัด : น้ำตาลร้ายกาจกว่าที่คิด เพราะถ้ากินมาก ๆ นอกจากจะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน คุณหมอหนิงยังอธิบายไว้ในคอลัมน์ ชีวจิต Anti-aging ฉบับที่318 (1 มกราคม 2555) ว่า
“การที่โมเลกุลของน้ำตาลเข้าไปเกาะที่ดีเอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรม ทำให้แก่ในระดับเซลล์ได้ เรียกว่า ปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) ซึ่งจะเกิดการเชื่อมข้ามสายโมเลกุล (Cross-linking) ส่งผลให้หลอดเลือดแดงแข็งและเปราะบาง เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง
“ข้อเสียที่ตามมาคือ คอลลาเจนใต้ผิวถูกทำลาย หน้าไม่เด้ง เกิดรอยเหี่ยวย่นที่ผิว และข้อต่อแข็ง ไม่ยืดหยุ่น นอกจากนี้ การเผาผลาญน้ำตาลทำให้เกิดการหลั่งของสารอักเสบ ซึ่งสัมพันธ์ได้กับโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบ เช่น โรคปวดตามข้อ รูมาทอยด์ เป็นต้น และยังทำให้เกิดฟรีแรดิคัลมาทำร้ายร่างกาย ดังนั้น ถ้าไม่อยากแก่ ควรลดน้ำตาลจะดีกว่า”

4. อาหารที่มันเยิ้ม : เช่น อาหารที่ปรุงโดยใช้น้ำมันทอดซ้ำ เนย ขนมขบเคี้ยวและอาหารอื่น ๆ ที่มีไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ (Trans Fat) เช่น เนื้อวัวหรือเนื้อควาย ควรจะต้องเลี่ยงหลีกลี้หนีให้ไกลค่ะ เพราะการกินอาหารที่มีไขมันร้ายมาก ๆ จะทำให้เม็ดเลือดขาวจับตัวกันเป็นก้อน เรียกว่า โฟมเซลล์ส (Foam Cells)ส่งผลให้ภูมิชีวิตตกต่ำลงแน่นอน
มิหนำซ้ำยังทำให้คอเลสเตอรอลซึมผ่านเข้าไปในผนังหลอดเลือดแดง เพื่อแตกตัวและปล่อยสารฟรีแรดิคัลออกมาทำร้ายเซลล์ โดยเซลล์จะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ผนังหลอดเลือดอุดตันและปริแตก เกิดการอักเสบเรื้อรังในที่สุด
อาจารย์สาทิสย้ำว่า “เมื่อกินอาหารพิษเหล่านี้เข้าไป ทำให้ภูมิชีวิตต้องสร้างเกราะป้องกันคุ้มครองเซลล์ ร่างกายจึงทำงานหนัก ระบบต่าง ๆ เสื่อมก่อนวัยอันควรคนเดี๋ยวนี้จึงหน้าแก่เร็ว เพราะใช้ชีวิตผิด ๆ เซลล์มีแต่เสื่อมและอ่อนแอลงเรื่อย ๆผลที่ตามมาคือ หน้าแก่ ตัวแห้งเหี่ยว ดูไม่สดใส และไม่อ่อนเยาว์” “เรื่องของกรด - ด่างเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่สุดของร่างกาย” ซึ่งอาจารย์สาทิสได้กล่าวโดยสรุปคำอธิบายได้ว่า “คนที่กำลังติดตามวิธีการกินให้สวยหล่อ ต้องรู้จักว่าเราแบ่งธาตุในร่างกายเป็น 2 กลุ่ม คือ กรด(Acid)และด่าง(Base/Alkaline)วัดค่ากันง่ายๆ เช่นถ้าค่าพีเอช(pH)อยู่ที่ 7 แปลว่าเป็นกลาง
“ปกติเลือดมนุษย์จะเป็นด่างนิด ๆ คือ มีค่าพีเอชประมาณ 7.2 – 7.4 จึงจะนับว่าเป็นคนที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ หน้าตาผิวพรรณมีเลือดฝาด เปล่งปลั่งสดใสน่ามองยิ่งนัก ดังนั้น อาหารการกินที่ต้องเน้น ควรคำนึงถึงกรด - ด่างเป็นหลัก
“เวลาเลือกกิน ต้องท่องจำกฎความสมดุลของกรด - ด่าง (Acid-Base Balance) คือ เลือกกินอาหารที่เป็นกรดน้อย ๆ และในขณะเดียวกันก็ต้องเลือกอาหารที่จะไปสร้างด่างเล็กน้อยให้ได้ด้วย แต่อาหารที่กินทุกวัน ๆ ส่วนมากมักจะเป็นกรดสูง เช่น เนื้อหมู (พีเอช 5.3) หรือเนื้อวัว (พีเอช 5.3)
“ถ้าจะกิน ควรกินอาหารที่ค่าพีเอชใกล้เคียงกับกลาง (พีเอช 7) ให้มากที่สุด เช่น ข้าวกล้อง (พีเอช 6.5 - 7.5) ปลาดุกหรือปลาช่อน (พีเอช 6.6 - 7) กุ้ง (พีเอช 6.8 - 8.2) ถั่วลันเตา (พีเอช 5.3-6.8) จะสังเกตได้ว่าอาหารทะเลนั้นมีส่วนที่จะเป็นด่างมาก ชีวจิต ถึงแนะนำให้กินได้ โดยดูตัวอย่างอาหารกรด - ด่างอื่น ๆ ได้ที่ตารางต่อไปนี้

“ข้อควรระวังคือ อย่ากินอาหารที่เป็นกรดมากเพราะจะทำให้ร่างกายเป็นกรดมากเกินไป (Acidosis)ส่งผลให้ระบบประสาทและสมองที่บังคับการทำงานของจังหวะการหายใจตรงปอดและหลอดลม ทำงานหนักขึ้นหายใจหอบถี่ และทำให้ออกซิเจนเข้าไปในร่างกายไม่พอ อาจจะมีความเสี่ยงเป็นโรคร้ายแรงได้
“ที่บอกนี้ไม่ได้ห้ามกินอาหารที่มีส่วนเป็นกรดทุกชนิด แต่ให้กินอาหารที่มีส่วนเป็นด่างเพิ่ม เช่น ถ้าดื่มน้ำอัดลมที่มีฤทธิ์เป็นกรด ค่าพีเอช 2.5 ควรกินหรือดื่มอะไรที่เป็นด่าง ที่ค่าพีเอช 8 - 10 ประมาณ 32 แก้ว เพื่อช่วยร่างกายปรับสมดุล แต่ถ้าดื่มไม่ไหว งดน้ำอัดลมง่ายกว่าเยอะ
“จะเริ่มรักษาสวยและหล่อ ปรับเรื่องใกล้ตัวก่อนจะดีที่สุด เมื่อกำลังใจมา การลุกขึ้นมารำกระบองหรือออกกำลังกายให้สวยหล่อกว่าเดิม จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป” เคล็ดลับต้านเสื่อม ต้านแก่ เพื่อสุขภาพไฉไล ไกลโรคอาจารย์สาทิสแนะนำไว้ 3 สูตรดังนี้

1.5 Top Foods ชะลอเสื่อม กายใจสดใส ไกลโรค
ขมิ้น มีสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoid) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไตให้ขับของเสียในร่างกายได้ดีขึ้น กระตุ้นการเผาผลาญอาหาร กำจัดท็อกซิน บรรเทาอาการเจ็บปวดจากโรคข้ออักเสบรูมาทอยด์ มีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ บำรุงตับ ลดภาวะภูมิแพ้เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ฆ่าเชื้อที่ทำให้เกิดแผลพุพองและหนอง

ใบบัวบก มีสารกลุ่มไกลโคไซด์ (Glycoside) ช่วยฆ่าเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย แก้ช้ำใน ลดอาการอักเสบ ช่วยสมานบาดแผล แก้ร้อนใน บำรุงร่างกาย ช่วยให้คอลลาเจนที่หุ้มอยู่รอบเส้นเลือดยืดหยุ่น ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น บำรุงหัวใจ ชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผลไฟไหม้

แอ๊ปเปิ้ล มีคำกล่าวว่า “An apple a day keeps the doctor away.” เพราะในแอ๊ปเปิ้ล 1 ผลมีวิตามินซี ช่วยต้านฟรีแรดิคัล ลดอาการภูมิแพ้ และเพิ่มภูมิต้านทาน สารเพคติน(Pectin) ที่อยู่ในใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ปกป้องเซลล์สมอง ลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์

กระเทียม สารอัลลิซิน (Allicin) ในกระเทียมสด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด
ลดการรวมตัวของเกล็ดเลือดและสารทรอมบิน (Thrombin) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวผลลัพธ์คือ สามารถป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง และช่วยฆ่าเชื้อโรคในระบบย่อยอาหาร แก้จุกเสียดแน่นท้อง

ลูกพรุน อุดมด้วยใยอาหารสูง สารซอร์บิทอล (Sorbitol) น้ำตาลผลไม้ สารประกอบฟีโนลิก(Phenolic Compounds) และโพแทสเซียม ช่วยชะลอการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดเป็นยาระบาย ช่วยบำรุงหัวใจ ปกป้องและลดการสลายของมวลกระดูก ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง นอกจากนี้ อาจารย์สาทิสยังเน้นว่า “กระดูกนี้เหมือนเสาหลักของร่างกาย จะแข็งแรงคงทนได้กระดูกต้องอยู่ทน อยู่นาน และไม่สร้างภาระปัญหาให้แบกเพิ่ม ถึงแม้กระดูกจะอยู่ข้างใน แต่ปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด
“มีสูตรวิตามินกินแก้วัยทองและป้องกันกระดูกพรุน คือ ให้กินวิตามินเอ ซี ดี อี ในกลุ่มแอนติออกซิแดนต์ อย่างละ 1 เม็ด ทุกวัน วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 อย่างละ 1 เม็ด ทุกวัน กรดโฟลิก 1 เม็ดเช้าและเย็น กินแคลเซียมอย่างเดียวไม่ได้ผล เพราะวัยทองการดูดซึมไม่ดี ต้องกินแมกนีเซียมควบคู่กันคือ แคลเซียม 1 เม็ด เช้าและเย็น แมกนีเซียม 1 เม็ด เฉพาะเช้าเท่านั้น
“ถ้ายังรู้สึกปวดหลัง ปวดเอว ปวดท้อง หรือปวดเมื่อยเนื้อตัว ไม่สบายอก ไม่สบายใจ ให้รำกระบองท่าเตะเท้าเหยียด ท่าเตะเท้าตั้ง ท่าเตะในออกนอก และท่าเตะนอกเข้าใน จะช่วยบรรเทาอาการวัยทองให้ทุเลาลงได้เห็นผลแน่นอน”
(1)
Share
Cheewajit
Keep by Cheewajit
4318
FOLLOWER

3.ทำอย่างไร...ไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์

"เสร็จสรรพจากเรื่องของผู้ใหญ่วัยทอง จะยกคำอธิบายเกี่ยวกับโรคที่ทุกคนกลัวกันจับใจ นั่นคือ “อัลไซเมอร์” เพื่อกันไว้ก่อนจะสายเกินเยียวยา
“ต้องรู้ก่อนว่า การที่ร่างกายสะสมแอมีลอยด์ (Amyloid)บางชนิดเอาไว้มาก ๆ จากอาหารฟาสต์ฟู้ด เนยสังเคราะห์ และแป้งขัดสี จะเป็นเมือกไปเกาะตามผนังอวัยวะภายในต่าง ๆเหนียวแน่นและแน่นหนา ทำให้การดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายเป็นไปได้ยากมากขึ้น
“วิธีแนะนำที่ดีสุดคือ หันมากินอาหารชีวจิต สูตร 1 หรือ 2 พร้อมกับเลือกผักผลไม้ที่มีสารไลโคปีน (Lycopene) เช่น มะเขือเทศ แตงโม แครอต ซึ่งจะช่วยสร้างโฟเลต (Folate) ในเลือด เพื่อไปทำลายโฮโมซีสเทอิน (Homocysteine) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแอมีลอยด์ ที่เป็นตัวการร้ายที่ทำให้สมองฝ่อเร็ว
“นอกจากนั้น ควรกินวิตามินควบคู่กันไป คือ วิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม 1 เม็ด เช้าและเย็น วิตามินเอ ดี อี อย่างละ1 เม็ด เช้า วิตามินบี - คอมเพล็กซ์ 1 เม็ด เช้า วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 อย่างละ 1 เม็ด เย็น โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) 100 - 200 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันเว้นวัน ซีลีเนียม (Selenium) 200 ไมโครกรัม 1 เม็ด เช้าหรือเย็นใบแปะก๊วย (Ginkgo Biloba) 100 - 200 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันเว้นวัน
“จุดเริ่มต้นของ ‘ฉลาด หุ่นดี อ่อนเยาว์ อายุยืน’ มาจากชีวิตและจิตใจเป็นที่ตั้ง แต่โดยธรรมชาติ เมื่อถึงวัยชรา ความเป็นหนุ่มสาวทางร่างกายอาจจะหมดลง แต่กายกับใจสัมพันธ์กันเป็นหนึ่ง หากใจยังสู้...ไหนเลยกายจะล้าไปได้”
กูรูต้นตำรับชีวจิต อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กล่าว"
2 KEEP
Cheewajit
nipaporn.peshdee
1 LOVES
poommarin
COMMENT