โปรตีนเพื่อคนโรคไต ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการฟอกเลือดต้องการอาหารที่ให้โปรตีนต่ำ เพราะไตเสื่อม ร่างกายจึงไม่สามารถกำจัดสารพิษที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีน เช่น ยูเรีย (Urea) ครีเอตินีน (Creatinine) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สารพิษคั่งค้างในร่างกาย ทำให้เกิดอันตราย ดังนั้น หากไม่ปรับลดการกินโปรตีน ไตจะทำงานหนักและเสื่อมเร็วขึ้น
	
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วันทนีย์ เกรียงสินยศ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า โดยทั่วไป ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังควรกินโปรตีนประมาณ 3 ใน 4 ของคนปกติ หรือควรน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานของไต โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำว่าควรจะกินอาหารประเภทโปรตีนมากหรือน้อยเพียงใด
	
เมื่อกินโปรตีนได้อย่างจำกัด ผู้ป่วยจึงต้องการโปรตีนที่มีกรดแอมิโนจำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน ซึ่งหมายถึงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เช่น ปลา และเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสลายโปรตีนมาใช้เป็นแหล่งของพลังงาน ผู้ป่วยจึงควรกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหรือข้าวให้เพียงพอร่วมด้วย โดยเน้นอาหารประเภทข้าวแป้งที่มีโปรตีนต่ำ เช่น วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ สาคู แป้งมัน แป้งข้าวโพด 

กินโปรตีนให้เป็น ไม่ว่าจะมาจากเห็ด ถั่ว หรือปลา รับรองว่าช่วยฟื้นฟูสุขภาพให้ดีขึ้นได้จริงๆ ค่ะ
เห็ดคือหนึ่งในอาหารจานโปรดของคนทั่วประเทศ สังเกตง่ายๆ จะเห็นเมนูเห็ดสารพัดชนิดวางขายกันทั้งในตลาดนัด ตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ
	
ไม่ว่าจะเป็นแกงเห็ด เห็ดย่าง เห็ดคั่วสมุนไพร หรือเห็ดแดดเดียว ชีวจิต ปักษ์นี้จึงอยากจะชวนคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักโปรตีนจากเห็ดซึ่งมีหลากหลายชนิด ลองไปดูกันค่ะว่า เห็ดแต่ละชนิดมีโปรตีนมากน้อยแค่ไหน และในแต่ละวันเราควรกินเท่าไร เพื่อให้ทั้งคนป่วยและไม่ป่วยมีสุขภาพแข็งแรง หายวันหายคืน ปลอดโรคกันทั่วหน้าค่ะ เห็ดนับเป็นโปรตีนจากพืชเช่นเดียวกับถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ซึ่งเป็นโปรตีนที่ให้ไขมันต่ำ ไม่มีคอเลสเตอรอล และมีใยอาหารสูงต่างจากเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง
	
แม้โปรตีนจากพืชจะมีข้อดีเหนือเนื้อสัตว์ แต่ก็มีข้อด้อย คือ มีกรดแอมิโนจำเป็น (Essential Amino Acid) ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนไม่ครบถ้วน โดยอาจมีชนิดเดียวหรือมากกว่า 1 ชนิด แต่มีปริมาณน้อย ดังนั้น การกินโปรตีนจากพืชเพียงชนิดเดียวจึงทำให้ร่างกายขาดกรดแอมิโนจำเป็น
	
ส่วนเนื้อสัตว์จะมีกรดแอมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ครบถ้วน และมีปริมาณมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับโปรตีนจากพืช
	
ฉะนั้น การกินโปรตีนอย่างเหมาะสมจึงควรกินโปรตีนจากพืชให้หลากหลาย ทั้งเห็ดหลากชนิด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ และผลิตผลจากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร พร้อมทั้งแนะให้กินโปรตีนจากปลาและอาหารทะเลเป็นครั้งคราวสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง เพราะเป็นแหล่งของโปรตีนที่มีคุณภาพดีและมีไขมันต่ำ ข้อมูลจากหนังสือ ชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า กรดแอมิโนจำเป็น คือ กรดแอมิโนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น มีทั้งหมด 10 ชนิด ได้แก่ เมไทโอนีน (Methionine) อาร์จีนีน (Arginine) ทรีโอนีน (Threonine) ทริปโตแฟน (Tryptophan) วาลีน (Valine) ไอโซลูซีน (Isoleucine) ลูซีน (Leucine) ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) ฮีสติดีน (Histidine) และไลซีน (Lysine)
	
หากร่างกายได้รับกรดแอมิโนจำเป็นไม่ครบถ้วน หรือขาดกรดแอมิโนจำเป็นแม้เพียงชนิดเดียว ร่างกายจะไม่สามารถสังเคราะห์ฮอร์โมน เอนไซม์ และสารชีวเคมีบางชนิดภายในร่างกายได้ จะเห็นว่า ในท้องตลาดมีเห็ดอยู่หลากหลายชนิดลองมาดูกันว่า เห็ดแต่ละชนิดมีปริมาณโปรตีนและกรดแอมิโนจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ดังข้อมูลในรูป..

Tip! กินเห็ดให้ปลอดพิษ

กรมการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำวิธีกินเห็ดให้ปลอดภัย โดยควรกินเห็ดที่เป็นที่รู้จัก มีวางขายทั่วไปในท้องตลาด และปรุงสุกก่อนกิน เพราะเห็นบางชนิดมีสารพิษเป็นองค์ประกอบ แต่สลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน ในแต่ละวัยมีความต้องการโปรตีนแตกต่างกัน ข้อมูลปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (Dietary Reference Intake) สำหรับคนไทย ระบุว่า
	
เด็กอายุ 1 - 3 ปี: เป็นวัยแห่งการเจริญเติบโต มีความต้องการโปรตีนปริมาณสูง ใน 1 วันจึงต้องการโปรตีน 1.4 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
	
เมื่ออายุ 4 – 15 ปี: ความต้องการโปรตีนเริ่มลดลงเป็น 1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
	
อายุ 16 – 18 ปี: ต้องการโปรตีน 1.1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
	
เมื่อมีอายุ 19 ปีขึ้นไป: ความต้องการโปรตีนจะคงที่เท่ากับ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
	
หากจะลองคำนวณปริมาณความต้องการโปรตีนใน 1 วันสามารถทำได้ เช่น คุณเออายุ 20 ปี มีน้ำหนักตัว 45 กิโลกรัม ดังนั้น ใน 1 วัน ร่างกายต้องการโปรตีน 45 × 1 = 45 กรัม
	
ข้อมูลจากรายการอาหารแลกเปลี่ยนไทย สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ทำให้ทราบว่าอาหารแต่ละชนิดมีปริมาณโปรตีนแตกต่างกัน เช่น ข้าวและผัก 1 ทัพพีให้โปรตีน 2 กรัม เนื้อปลา 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) เต้าหู้แข็งครึ่งแผ่น (60 กรัม) น้ำเต้าหู้ 1 แก้ว (7 กรัม) เนื่องจากการคำนวณปริมาณโปรตีนเป็นกรัมจากอาหารในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องยุ่งยาก สถาบันการแพทย์ (The Institute of Medicine) ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงสรุปสัดส่วนปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับประจำวันร่วมกับสารอาหารหลักอีก 2 ชนิด คือ คาร์โบไฮเดรตและไขมัน ดังตารางในรูปนี้

หากพิจารณาเปรียบเทียบปริมาณสารอาหารหลักที่แนะนำกับอาหารชีวจิตสูตร 1 (สำหรับคนทั่วไป) พบว่าไม่มีความแตกต่าง เพียงแต่อาหารชีวจิตเน้นให้เลือกกินโปรตีนจากพืชให้บ่อยกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะอุดมด้วยไขมันดี มีไขมันต่ำกว่า และมีใยอาหารสูงกว่า
	
ชีวจิตแนะนำให้กินโปรตีน 15 เปอร์เซ็นต์ ข้าวไม่ขัดขาว 50 เปอร์เซ็นต์ (อยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต) ผัก 25 เปอร์เซ็นต์ เบ็ดเตล็ด 10 เปอร์เซ็นต์ เช่น แกงจืด แกงเลียง ซุปมิโซะ ถั่วกินเล่น และผลไม้รสไม่หวาน สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูงและโรคเบาหวาน ชีวจิตแนะนำอาหารสูตร 2 โดยเน้นให้เพิ่มปริมาณโปรตีนเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ลดปริมาณข้าวหรือกลุ่มอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตลงเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ มีผัก 35 เปอร์เซ็นต์ และเบ็ดเตล็ด 10 เปอร์เซ็นต์
	
การเพิ่มปริมาณโปรตีน ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต สามารถช่วยป้องกันและมีส่วนช่วยในการรักษาโรคเรื้อรังดังกล่าวได้จริง ยืนยันโดยวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ในหัวข้อเรื่อง Protein in optimal health: heart disease and type 2 diabetes ซึ่งระบุว่า
	
การเพิ่มสัดส่วนโปรตีนและลดคาร์โบไฮเดรตในอาหารสามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยวิธีการดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการลดน้ำหนักป้องกันและรักษาโรคหัวใจ โรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) ตลอดจนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
	
มีรายงานระบุว่า สามารถลดระดับไขมันร้ายในเลือด เช่น ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) แอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol) เพิ่มระดับไขมันดีที่ช่วยนำคอเลสเตอรอลร้ายไปกำจัดที่ตับ คือ เอชดีแอลคอเลสเตอรอล (HDL-Cholesterol) และลดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนอาหารควรทำควบคู่กับการออกกำลังกายจะให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
(2)
Share
Cheewajit
Keep by Cheewajit
4319
FOLLOWER

โปรตีนเพื่อคนโรคไต

"ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการฟอกเลือดต้องการอาหารที่ให้โปรตีนต่ำ เพราะไตเสื่อม ร่างกายจึงไม่สามารถกำจัดสารพิษที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีน เช่น ยูเรีย (Urea) ครีเอตินีน (Creatinine) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สารพิษคั่งค้างในร่างกาย ทำให้เกิดอันตราย ดังนั้น หากไม่ปรับลดการกินโปรตีน ไตจะทำงานหนักและเสื่อมเร็วขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วันทนีย์ เกรียงสินยศ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า โดยทั่วไป ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังควรกินโปรตีนประมาณ 3 ใน 4 ของคนปกติ หรือควรน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานของไต โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำว่าควรจะกินอาหารประเภทโปรตีนมากหรือน้อยเพียงใด

เมื่อกินโปรตีนได้อย่างจำกัด ผู้ป่วยจึงต้องการโปรตีนที่มีกรดแอมิโนจำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน ซึ่งหมายถึงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เช่น ปลา และเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสลายโปรตีนมาใช้เป็นแหล่งของพลังงาน ผู้ป่วยจึงควรกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหรือข้าวให้เพียงพอร่วมด้วย โดยเน้นอาหารประเภทข้าวแป้งที่มีโปรตีนต่ำ เช่น วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ สาคู แป้งมัน แป้งข้าวโพด
กินโปรตีนให้เป็น ไม่ว่าจะมาจากเห็ด ถั่ว หรือปลา รับรองว่าช่วยฟื้นฟูสุขภาพให้ดีขึ้นได้จริงๆ ค่ะ"
1 KEEP
Cheewajit
2 LOVES
poommarin
100004756512590
COMMENT