เส้นทางเดินของผู้สื่อข่าวบันเทิง 	“ย้อนกลับไป 9 ปีที่แล้วฝนเริ่มทำงานเป็นพิธีกรรายการเพลง รายงานวัยรุ่นใสๆ แล้วบังเอิญว่ารายการนี้ออนแอร์อยู่ช่อง 9 และเป็นช่วงเวลาที่ช่อง 9 กำลังเปลี่ยนลุคใหม่โมเดิร์น 9 ทีวี มีการปรับลุคใหม่ปรับรูปแบบให้ทันสมัย จึงมีการเรียกผู้ประกาศใหม่ๆ เข้ามาทดสอบ เราก็ถูกเรียกมาทดลอง มาเทสต์อ่านข่าวดู ตอนนั้นเราก็เพิ่งเรียนธรรมศาสตร์อยู่ปี 3 เองในความคิดเรา ผู้ประกาศข่าวจะต้องเป็นคนที่ดูมีความรู้ ดูมีอายุ ดูน่าเชื่อถือ และมีประสบการณ์มากๆ ก็เลยคิดว่าคงไม่ได้หรอก แต่ก็ทำให้ดีที่สุด ยิ้มเข้าไว้ พยายามที่จะมั่นที่สุด ฝนประสบการณ์น้อย ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวหรือดูข่าวเท่าไหร่ อายุก็แค่ 19 สิ่งที่ทำก็คือพยายามทำความเข้าใจกับสคริปต์ข่าวมากๆ พูดผิดบ้างแต่ก็ยังยิ้ม ยังสู่กล้อง และปรากฏว่ารอบแรกเราก็เข้ารอบจากเป็นพันคน มาเข้าสู่การอบรม การฝึกฝนทักษะในการอ่านข่าวเรียนแอคติ้งโคส จากนั้นก็มีการแยกประเภทแต่ละฝ่ายข่าว ก็จะเป็นการช็อปปิ้งกันแล้วว่าใครจะเหมาะกับอะไร คนนี้อาจจะเหมาะกับข่าวภาคเช้า ข่าวกลางวัน ข่าวต้นชั่วโมง  แล้วเราก็ได้รับหน้าที่อ่านข่าวตอนเช้า ตอนตั้งแต่ตี 4 ตี 5 ชีวิตเปลี่ยนไปเลยจากเด็กมหาวิทยาลัยธรรมดา จากที่เราสามารถตื่นมาแล้วไปเรียน แต่ชีวิตตอนนั้นคือตื่นมาทำงานก่อน ได้กลับแปปหนึ่ง จากนั้นก็นั่งรถไปเรียน เราต้อองปรับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ของเรา ต้องอ่านหนังสือเยอะ อ่านข่าวเยอะๆ ดูข่าวเยอะๆ ต้องขวนขวายหาความรู้มากขึ้นจากนั้นจึงได้มาทำช่วงแม็กกาซีนออนทีวีในข่าวช่วงเย็น เป็นช่วงที่บอกเล่าเกร็ดสาระต่างๆ ศิลปะวัฒนธรรม ทำมา 2 ปีที่แล้วที่ไนท์เอ็นเตอร์เทรชน”
หลายๆครั้งมักได้พบการอธิบายถึงหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ดีว่าจะต้องเป็นผู้ให้ความรู้ให้ข้อมูลข่าวสาร สังเกตการณ์ทางสังคม และการเป็นผู้ให้ความบันเทิง และหลายครั้งก็เคยสงสัยตัวเองว่า นักข่าวซึ่งเป็นฐานันดรหนึ่งของสังคม และบุคลากรหนึ่งของสื่อมวลชนจะทำหน้าที่มอบรอยยิ้มกับสังคมได้อย่างไร สำหรับผู้สื่อข่าวบันเทิงอย่าง น้ำฝน นันทกา วรวณีชชานันท์ แห่งรายการไนท์ เอ็นเตอร์เทน นอกจากเธอจะทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้วรอยยิ้มใสๆอาจเป็นหนึ่งในสารที่ผู้ชมได้รับเสมอๆ ตลอดหลายปีในบทบาทนี้ “เราเรียนมาทางด้านสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ หลายๆคนมองว่าสังคมสงเคราะห์ต้องเป็นนักสังคงสงเคราะห์เป็นนักบุญ เป็นนางฟ้าผู้ใจดี แต่นั้นก็เป็นแขนงหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งเราสามารถทำอย่างอื่นได้เช่นกัน เพราะสังคมสงเคราะห์คือการเรียนรู้ความแตกต่างของมนุษย์มันทำให้รู้ว่าทุกคนย่อมแตกต่างกันความต้องการของเราก็ต้องต่างกันด้วยเรามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ทุกส่วนเลย เราทำงานตรงนี้ เราทำงานกับทีมงานต่างๆ เราเห็น และเรารู้ว่าทุกคนแตกต่างกันด้วยบทบาท เราไม่เหมือนกันเลย พี่มาสัมภาษณ์ฝน ตากล้องมาถ่ายรูป เราทุกคนมีความต่าง เราต้องรู้ว่าความต้องการแตกต่างกัน อย่างเวลาเราทำงานกับคนอื่นที่แตกต่างเราก็จะต้องรู้ว่าความต้องการของเขาก็ย่อมต่างกัน เราต้องปรับให้เขา  มันคือหลักของสังคมสงเคราะห์ เพราะมันทำให้เราเข้าใจในความเป็นมนุษย์ เมื่อเราเข้าใจในความต่างมันก็ทำให้เราลดในความสงสัยในความขัดแย้งนั้น ลดความขัดแย้งนั้นไปได้เช่นกัน แค่เราซื้อก๋วยเตี๋ยวสองร้านมันก็ไม่เหมือนกันแล้ว การปรุง น้ำซุป การเอาใจใส่ บริการ แต่ละร้านย่อมต่างกัน” “ความสุขในช่วงเวลาของการรายงานข่าวก็เช่นช่วงนี้ น้ำท่วมหนัก เราได้รายงาน ได้เห็นน้ำใจของคน คนช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน จากที่เราเครียดมันทำให้ลืมเรื่องทุกข์ไป เราได้เห็นคนบันเทิง มันไม่ใช่แค่การแสดง ไม่ใช่แค่เรื่องสนุกๆ แต่เราทำประโยชน์เพื่อสังคมได้แม้ว่าเราไม่ใช่ ส.ส. หรือใครที่มีหน้าที่ใหญ่โต แต่เราคือคนในวงการบันเทิงที่สามารถทำเพื่อสังคมได้เช่นกัน หรือเราได้เห็นศิลปินที่ชื่นชอบ ได้สัมภาษณ์ศิลปินที่เราปลื้ม แค่นี้เราก็มีความสุขมากมายแล้ว”
	หลังจากฟังเรื่องราวของเธอ ผมโมเดลการสื่อสารแบบใหม่ กระบวนการสื่อสารจะต้องมีผู้ส่งสารแน่นอนเธอคือผู้ส่งสาร ผู้รับสารคือคุณผู้อยู่หน้าจอทีวี และสารนั้นก็คือข่าว และรอยยิ้มของผู้สื่อข่าวคนนี้นี่เอง
Board: Her mode
(0)
Share
Slimup
Keep by Slimup
1809
FOLLOWER

เส้นทางเดินของผู้สื่อข่าวบันเทิง

" “ย้อนกลับไป 9 ปีที่แล้วฝนเริ่มทำงานเป็นพิธีกรรายการเพลง รายงานวัยรุ่นใสๆ แล้วบังเอิญว่ารายการนี้ออนแอร์อยู่ช่อง 9 และเป็นช่วงเวลาที่ช่อง 9 กำลังเปลี่ยนลุคใหม่โมเดิร์น 9 ทีวี มีการปรับลุคใหม่ปรับรูปแบบให้ทันสมัย จึงมีการเรียกผู้ประกาศใหม่ๆ เข้ามาทดสอบ เราก็ถูกเรียกมาทดลอง มาเทสต์อ่านข่าวดู ตอนนั้นเราก็เพิ่งเรียนธรรมศาสตร์อยู่ปี 3 เองในความคิดเรา ผู้ประกาศข่าวจะต้องเป็นคนที่ดูมีความรู้ ดูมีอายุ ดูน่าเชื่อถือ และมีประสบการณ์มากๆ ก็เลยคิดว่าคงไม่ได้หรอก แต่ก็ทำให้ดีที่สุด ยิ้มเข้าไว้ พยายามที่จะมั่นที่สุด ฝนประสบการณ์น้อย ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวหรือดูข่าวเท่าไหร่ อายุก็แค่ 19 สิ่งที่ทำก็คือพยายามทำความเข้าใจกับสคริปต์ข่าวมากๆ พูดผิดบ้างแต่ก็ยังยิ้ม ยังสู่กล้อง และปรากฏว่ารอบแรกเราก็เข้ารอบจากเป็นพันคน มาเข้าสู่การอบรม การฝึกฝนทักษะในการอ่านข่าวเรียนแอคติ้งโคส จากนั้นก็มีการแยกประเภทแต่ละฝ่ายข่าว ก็จะเป็นการช็อปปิ้งกันแล้วว่าใครจะเหมาะกับอะไร คนนี้อาจจะเหมาะกับข่าวภาคเช้า ข่าวกลางวัน ข่าวต้นชั่วโมง แล้วเราก็ได้รับหน้าที่อ่านข่าวตอนเช้า ตอนตั้งแต่ตี 4 ตี 5 ชีวิตเปลี่ยนไปเลยจากเด็กมหาวิทยาลัยธรรมดา จากที่เราสามารถตื่นมาแล้วไปเรียน แต่ชีวิตตอนนั้นคือตื่นมาทำงานก่อน ได้กลับแปปหนึ่ง จากนั้นก็นั่งรถไปเรียน เราต้อองปรับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ของเรา ต้องอ่านหนังสือเยอะ อ่านข่าวเยอะๆ ดูข่าวเยอะๆ ต้องขวนขวายหาความรู้มากขึ้นจากนั้นจึงได้มาทำช่วงแม็กกาซีนออนทีวีในข่าวช่วงเย็น เป็นช่วงที่บอกเล่าเกร็ดสาระต่างๆ ศิลปะวัฒนธรรม ทำมา 2 ปีที่แล้วที่ไนท์เอ็นเตอร์เทรชน”"
1 KEEP
Slimup
0 LOVES
COMMENT