สุขภาพจิตดี = สุขภาพหลังดี อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่สุขภาพจิตกับอาการปวดหลังนั้นมีความสัมพันธ์กันจริงๆ ดังที่อาจารย์สาทิสอธิบายไว้ในหนังสือ เตะสุดชีวิต สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ ว่า
	
“คนที่คิดทางลบ มีความเครียดตลอดเวลา ทำให้ร่างกายเกิดท็อกซิน เพราะความเครียดและความคิดลบทำให้ระบบทุกระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ ซึ่งท็อกซินที่สะสมในร่างกายนี่แหละ เป็นตัวการทำให้เราเจ็บ ปวด เมื่อย และเมื่อมันไปทำลายระบบต่างๆ ในร่างกายเรา ก็จะเกิดอาการอ่อนเพลียหมดแรง
	
“สมมติว่าเราปวดหลังอยู่ นั่นเพราะเมื่อเลือดไปเลี้ยงร่างกายเลือดได้นำท็อกซินไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วย เมื่อเลือดไปที่หลัง ท็อกซินก็ตกค้างอยู่บริเวณกล้ามเนื้อหลัง เมื่อสะสมมากขึ้นทุกวันๆ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นก็แข็ง เลือดหมุนเวียนได้ไม่เต็มที่ เราจึงปวดเมื่อยอยู่อย่างนั้นตลอดมาเป็นปีๆ ”
	
ด้วยเหตุนี้ หากดูแลร่างกายเป็นอย่างดี แต่ไม่ดูแลจิตใจควบคู่ไปด้วย ปัญหาอาการปวดหลังย่อมไม่มีทางหายขาดอย่างแน่นอน
"รำกระบองสไตล์ชีวจิต"

อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต เคยกล่าวไว้ว่า “การรำกระบองนั้นช่วยให้อาการปวดหลังเรื้อรังดีขึ้นได้ เนื่องจากหลักสำคัญในการรำกระบองคือการบริหารกระดูกสันหลัง ซึ่งเปรียบเสมือนสมองที่สองของร่างกายเพราะกระดูกสันหลังมีหน้าที่ส่งต่อคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะต่างๆ และทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้
	
“กระดูกสันหลังที่ดีจะต้องบิดเคลื่อนไหวได้ตามธรรมชาติ แต่สำหรับคนที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง นั่นเป็นเพราะกระดูกสันหลังแต่ละท่อนไม่ตั้งตรงตามโครงสร้างที่ควรจะเป็น ซึ่งการรำกระบองจะช่วยให้กระดูกสันหลังตั้งตรงอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ การเคลื่อนไหวต่างๆ ก็จะสมบูรณ์ขึ้นด้วย”
	
ยังมีการทำวิจัยข้อมูลด้านประโยชน์ของการรำกระบองโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วุฒิชัย เพิ่มศิริวาณิชย์ ร่วมกับภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ระบุว่า การรำกระบองช่วยเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ มีผลดีต่อกระดูกสันหลังและลดอาการเจ็บปวดต่างๆ ได้ เนื่องจากการรำกระบองช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น
	
นอกจากนี้ การรำกระบองเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ความเร็วต่ำ มีแรงกระแทกต่ำ ผลกระทบต่อกระดูกและข้อจึงมีน้อยอีกทั้งยังสามารถทำได้ง่าย ประหยัด และช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงทั่วร่างกายได้ การนวดและการประคบเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเยียวยาอาการปวดหลังที่หลายๆ ท่านต่างชอบใจ เพราะเวลาที่ได้นวดแต่ละครั้ง นอกจากจะช่วยให้อาการปวดลดลงได้แล้ว เรายังได้ความสบายเนื้อสบายตัวเป็นของแถม
	
ในหนังสือเรื่อง คัมภีร์รักษาอาการปวดด้วยตัวเอง สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ เขียนโดย อาจารย์มานพประภาษานนท์ นักกายภาพบำบัด อธิบายว่า การนวดและการประคบเป็นวิธีรักษาอาการปวดที่ทำได้ด้วยตัวเอง โดยการนวดกดจุดที่ปวดและยืดกล้ามเนื้อตรงตำแหน่งนั้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นผ่อนคลาย
	
ส่วนการประคบ หากเป็นการประคบร้อนจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว จึงช่วยคลายกล้ามเนื้อได้ แต่ถ้าหากประคบเย็น จะทำให้เส้นเลือดหดตัว การไหลเวียนของเลือดช้าลง จึงช่วยลดการบาดเจ็บที่เกิดจากการอักเสบได้ดี
	
สำหรับวิธีการนวดและการประคบมีดังต่อไปนี้ค่ะ อาจารย์มานพแนะนำว่า การนวดรักษาอาการปวดหลังด้วยตัวเอง ควรนวดตามแนวกล้ามเนื้อที่เรียงตัวกันทั้งมัด
	
แนวการนวดหลังของการแพทย์แผนไทยจะมีจุดสำคัญอยู่ที่ด้านข้างกระดูกสันหลังตลอดแนวและจุดตามขอบกระดูกเชิงกรานของสะโพก
	
อีกวิธีที่ทำได้คือการนวดฝ่าเท้า โดยตำแหน่งของหลังจะอยู่ที่ขอบเท้าด้านในใกล้บริเวณตาตุ่มเยื้องมาด้านหน้า และต่อเนื่องไปถึงส้นเท้าจะเป็นจุดของกระดูกบั้นเอวและก้นกบ ส่วนบริเวณก้นกบทั้งหมดจะอยู่หลังกระดูกส้นเท้า
	
เวลานวดให้กดจุดนั้นไว้นาน 10 วินาที แล้วปล่อยพัก 5 วินาที ทำซ้ำเช่นนี้จนครบ 5 นาที จะช่วยให้อาการปวดลดลง แม้การนวดจะช่วยให้อาการปวดหลังทุเลาลง แต่หากคุณผู้อ่านท่านใดมักจะใช้วิธีการนวดหลังทุกครั้งเมื่อมีอาการปวดด้วยความเข้าใจว่า วิธีนี้จะทำให้อาการปวดหลังทุกรูปแบบหายได้ คุณหมอจินธนาชี้แจงถึงเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า
	
“เมื่อปวดหลังปุ๊บ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรักษาโดยการนวดได้เหมือนกันหมด แต่ก่อนอื่นสิ่งแรกที่ควรทำคือ เราต้องแยกอาการให้ได้ว่า อาการปวดหลังที่เป็นอยู่เกิดจากอะไรและมีลักษณะเป็นอย่างไร
	
“หากเป็นอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น หลังจากไปยกของหนักก็มีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณหลังทันที กรณีนี้จะไม่แนะนำให้นวด แต่ควรพักก่อนสักระยะจนอาการปวดลดน้อยลง จากนั้นจึงจะนวดได้เพราะการนวดทันทีอาจทำให้ยิ่งปวดระบมมากขึ้น”
	
ส่วนใครที่ชื่นชอบการนวดแผนไทยตามร้านที่เปิดให้บริการ คุณหมอแนะนำว่า ก่อนจะไปนวด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีใบประกอบโรคศิลปะให้แน่ใจก่อน
	
รวมทั้งคนที่มีโรคประจำตัวหรืออาการต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูงหรือมะเร็งร่วมด้วย มีภาวะติดเชื้อเป็นแผลอักเสบ บวม แดง ร้อน แขนขาบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ มีภาวะเลือดแข็งตัวยาก กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือแขนขาชาร่วมด้วย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่ควรไปนวด แต่ให้แก้ปวดหลังด้วยวิธีอื่นแทนค่ะ ข้างต้นได้กล่าวถึงประโยชน์ของการประคบร้อน – เย็นไปแล้ว แต่มีสิ่งที่ควรรู้อีกอย่างหนึ่งคือ ต้องรู้ว่าการประคบร้อนหรือประคบเย็นเหมาะกับอาการปวดหลังแบบไหน และมีวิธีการประคบที่ถูกต้องอย่างไรบ้าง
	
คุณหมอจินธนากล่าวว่า “หลักในการประคบคือ การใช้ความร้อนและความเย็นเพื่อรักษาอาการปวด โดยการประคบร้อนเหมาะสำหรับอาการปวดหลังในลักษณะปวดเกร็งกล้ามเนื้อ คือ ปวดเรื้อรังมานาน เช่น อาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ติดกันทุกวัน ลักษณะแบบนี้จะเหมาะกับการประคบร้อน รวมไปถึงการใช้ความร้อนวิธีอื่นๆ ได้แก่ การแช่อนเซ็นหรืออบซาวน่า ก็ถือว่าช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่อาจไม่เหมาะกับผู้สูงอายุเท่าไร
	
“หากเป็นการประคบเย็น จะเหมาะกับอาการปวดจากการอักเสบ ซึ่งมีวิธีสังเกตคือ อาการปวดแบบนี้อาจจะเป็นใน 1 – 2 วันแรกหลังจากไปยกของหนัก หรือการใช้ท่าทางไม่เหมาะสม เช่น การเอี้ยวตัวไปหยิบของหลังรถแบบผิดท่า จนทำให้มีอาการปวดหลังขึ้นมา ซึ่งในกรณีนี้ควรประคบเย็นประมาณ 2 – 3 วัน และควรปรึกษาแพทย์ เพื่อดูว่าปวดเพราะอะไร รุนแรงหรือไม่ เพราะหากอาการรุนแรง อาจต้องรักษาโดยวิธีอื่นร่วมด้วย”
	
ก่อนจะเลือกใช้วิธีการประคบแบบใด จึงควรสังเกตอาการปวดของตัวเองก่อน เพื่อนำไปสู่การรักษาอย่างถูกวิธีค่ะ การประคบร้อน สามารถทำได้โดยใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กะเพรา โหระพา ไปต้มในน้ำร้อน จากนั้นใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำต้มสมุนไพรพอหมาดๆ แล้วนำไปประคบบริเวณที่ปวดประมาณ 15 – 20 นาที
	
การประคบเย็น สามารถใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่ปวดได้ โดยใช้เวลาประมาณ 3 – 5 นาที หากทนความเย็นไม่ไหวให้พัก 4 วินาที แล้วประคบใหม่ ทำวันละ 3 - 4 ครั้งในช่วง 2 – 3 วันแรกที่มีอาการปวด อาจารย์สาทิสกล่าวอยู่เสมอว่า การมีสุขภาพที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง คือทั้งสุขภาพกายและใจต้องสมบูรณ์แข็งแรงไปด้วยกัน เมื่อเกิดความเครียด อาจารย์จึงแนะนำให้รู้จักผ่อนคลาย โดยทำตามข้อมูลจากหนังสือ กูแน่ ที่อาจารย์เขียนไว้ ซึ่งมีวิธีการทำคือ
	
1. นอนราบบนเสื่อหรือที่นอน ปล่อยตัวตามสบาย ทิ้งตัว ทิ้งแขนขา ทิ้งน้ำหนักให้เหมือนกับตัวเราจมลงไปในพื้น
	
2. คลายเกร็งแขนทั้งสองข้าง ด้วยการกำมือทั้งสองข้างเกร็งเต็มที่จนแขนสั่น นับ 1 – 10 แล้วปล่อยแขนเหยียดตามสบาย
	
3. คลายเกร็งขาทั้งสองข้าง ด้วยการเหยียดปลายเท้าทั้งสองข้างไปข้างหน้า นับ 1 – 10 แล้วปล่อยขาหย่อนตามสบาย
	
4. คลายเกร็งบริเวณคอและไหล่ ด้วยการยกศีรษะขึ้นพยายามให้คางจรดอก หมุนคอช้าๆ จากซ้ายไปขวาให้ครบรอบ นับ 1 – 5 ให้คางจรดอกอีกครั้ง หมุนคอกลับจากขวาไปซ้ายนับ 1 – 5 วางศีรษะลงบนพื้น นอนหงายตามปกติ
	
5. คลายเกร็งบริเวณลำตัว ด้วยการแขม่วท้องให้สะดือจรดกระดูกสันหลัง หายใจเข้ายาวๆ กลั้นไว้ นับ 1 – 10 แล้วหายใจออก ทำซ้ำอีกครั้ง
	
ต่อจากนั้นให้หายใจยาวตามปกติ จะรู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลาย แต่ถ้ารู้สึกว่ายังผ่อนคลายไม่พอ ให้ทำซ้ำจากข้อ 1 – 5 อีกครั้ง แพทย์หญิงจินธนาจากสถาบันประสาทวิทยา กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงต่ออาการปวดหลังที่ไม่ควรมองข้ามดังต่อไปนี้

• ปวดหลังมานานมาก เช่น ปวดนานเกิน 6 สัปดาห์ โดยใช้วิธีนวด บริหารหลัง หรือทำอย่างไรก็ไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง

• เคยประสบอุบัติเหตุ เช่น เคยพลัดตกหกล้มอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตกต้นไม้ หากมีประวัติเช่นนี้ แล้วมีอาการปวดหลังไม่ควรชะล่าใจ

• ปวดหลังร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ขาชาและอ่อนแรง ควบคุมปัสสาวะไม่ได้ มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลด เพราะอาการปวดหลังอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ ที่เกินกว่าแค่การปวดเมื่อยธรรมดา หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่ เช่น เบาหวาน มะเร็ง และมีอาการปวดหลังด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์

• อายุมากกว่า 50 ปี หากมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรงเมื่ออายุมาก ไม่ควรรักษาด้วยตัวเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ต้องยอมรับว่า สังคมการทำงานในปัจจุบันมีความเคร่งเครียดกดดัน อาจจะด้วยลักษณะงาน สภาพแวดล้อม รวมถึงวิธีการทำงานของเราเองด้วย ซึ่งวิธีลดความเครียดจากงาน มีดังนี้
	
1. วางแผนให้ดี เลือกทำทีละเรื่อง ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน เรียงตามลำดับ อย่าปล่อยให้วันวันหนึ่งผ่านไปโดยที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย
	
2. จดบันทึกเตือนความจำ หากนึกไม่ออกว่าต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน ควรจดออกมาเป็นข้อๆ เป็นลักษณะของการลำดับงานว่า ช่วงเช้าต้องทำอะไร ช่วงบ่ายต้องทำอะไร และทำให้ครบตามที่เขียนไว้
	
3. จัดโต๊ะให้เป็นระเบียบ อย่าเอาอะไรวางกองไว้เป็นตั้งๆ เพราะจะทำให้ยิ่งรู้สึกถึงความวุ่นวาย นั่นยังไม่เสร็จ นี่ก็ยังไม่เสร็จควรเก็บให้เรียบร้อยและแยกใส่แฟ้มไปเลยว่า อะไรจะทำสัปดาห์นี้อะไรจะทำสัปดาห์หน้า
	
4. รู้จักหยุดพักระหว่างวัน ไม่ควรนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน แต่ให้ลุกออกมายืดเส้นยืดสายบ้างสัก 15 นาที เพื่อพักสายตา พักกล้ามเนื้อ และพักจิตใจที่เคร่งเครียดกับงาน
	
ที่สำคัญ ไม่ควรพกพางานติดตัวไปทุกที่ เมื่อกลับบ้านควรทิ้งงานลง เพื่อให้ตัวเองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดจากงานได้มาก
	
เมื่อรู้ทันอาการปวดหลังและรีบแก้ไขโดยไม่รอช้า สุขภาพหลังที่แข็งแรงตลอดไปย่อมไม่หนีไปไหนค่ะ
(1)
Share
Cheewajit
Keep by Cheewajit
4319
FOLLOWER

สุขภาพจิตดี = สุขภาพหลังดี

"อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่สุขภาพจิตกับอาการปวดหลังนั้นมีความสัมพันธ์กันจริงๆ ดังที่อาจารย์สาทิสอธิบายไว้ในหนังสือ เตะสุดชีวิต สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ ว่า

“คนที่คิดทางลบ มีความเครียดตลอดเวลา ทำให้ร่างกายเกิดท็อกซิน เพราะความเครียดและความคิดลบทำให้ระบบทุกระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ ซึ่งท็อกซินที่สะสมในร่างกายนี่แหละ เป็นตัวการทำให้เราเจ็บ ปวด เมื่อย และเมื่อมันไปทำลายระบบต่างๆ ในร่างกายเรา ก็จะเกิดอาการอ่อนเพลียหมดแรง

“สมมติว่าเราปวดหลังอยู่ นั่นเพราะเมื่อเลือดไปเลี้ยงร่างกายเลือดได้นำท็อกซินไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วย เมื่อเลือดไปที่หลัง ท็อกซินก็ตกค้างอยู่บริเวณกล้ามเนื้อหลัง เมื่อสะสมมากขึ้นทุกวันๆ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นก็แข็ง เลือดหมุนเวียนได้ไม่เต็มที่ เราจึงปวดเมื่อยอยู่อย่างนั้นตลอดมาเป็นปีๆ ”

ด้วยเหตุนี้ หากดูแลร่างกายเป็นอย่างดี แต่ไม่ดูแลจิตใจควบคู่ไปด้วย ปัญหาอาการปวดหลังย่อมไม่มีทางหายขาดอย่างแน่นอน"
1 KEEP
Cheewajit
1 LOVES
100004756512590
COMMENT