วิธีคิดเมื่อจิตตก 5. ลด ego ลงบ้าง ถ้าจะต้องแพ้หรือยอมคนอื่นบ้างก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่ต้องเป็นผู้ชนะหรือเป็นฝ่ายได้เสมอคนรุ่นใหม่จิตตกง่ายมากเพราะยอมหรือยอมแพ้ไม่เป็น มักพูดว่า “ฉันรับไม่ได้ๆ” กับเหตุการณ์ที่ไม่พอใจ และไม่เคยฝึกการมีสติอยู่กับตัวด้วย จึงฟุ้งซ่านคิดเชิงลบ (-) ได้ง่ายทำให้ เป็นทุกข์ชนิดเรื้อรังได้ง่ายมาก

6. อ่อนโยนกับตัวเองให้มากขึ้น แต่อย่าอ่อนแอ อย่าตำหนิตัวเองในทุกกรณี แต่ให้ชื่นชมตัวเองเสมอไม่ว่าคุณทำกิจกรรมอะไรและได้ผลออกมาเป็นเช่นไรก็ตาม ให้ถือว่าได้ทำเต็มที่แล้ว ใครจะพอใจหรือไม่พอใจก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องของเขา แต่คุณต้องชอบตัวเองให้ได้เพราะคุณทำเต็มที่แล้วในขณะนั้น ฉะนั้นคุณมีสิทธิ์จะคิดว่าตัวคุณเองเก่งมาก-ดีมากได้ และคุณมีสิทธิ์จะรักตัวเองได้ด้วยไม่ว่าใครจะรักคุณหรือไม่รักคุณก็ตามเพียงแค่นี้คุณก็จะมีความมั่นใจในตัวเองตามความเป็นจริง เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้

7. ให้มีความหวังเสมอ โดยคิดว่าเหตุการณ์และความรู้สึกที่ไม่ดี ไม่ชอบนี้ เป็นเรื่องชั่วคราว ไม่อยู่นานหรอก (ตามสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ทุกอย่างเป็นอนิจจัง-อนัตตาทั้งนั้น) เดี๋ยวมันก็จากไป และให้เชื่อว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้น เพราะคุณมองโลกทางบวกไง

8. รู้จักให้อภัยตัวเองและคนอื่นให้ได้มากๆ นะครับ คุณจะพ้นจากโซ่ตรวนที่ผูกคุณไว้กับภาวะจิตตกแล้วอาการจิตตกก็จะผ่านไป แล้วคุณก็จะรู้สึกดีขึ้นจริงๆ แต่ถ้าจิตตกอยู่นาน พยายามช่วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น ก็ต้องปรึกษาจิตแพทย์ เพราะอาจมีสาเหตุที่ลึกซึ้งซับซ้อนและต้องการการรักษามากกว่าที่กล่าวมาแล้ว เช่น การใช้ยารักษาหรือใช้จิตบำบัดสักระยะก็ได้

จิตตกได้ แต่สติอย่าตกก็แล้วกัน
1. อย่านอนคิด ให้ลุกขึ้นนั่ง หรือทำอะไรบางอย่าง เช่น ล้างหน้า แปรงฟัน ออกไปเดินเล่น ฯลฯ เพราะยิ่งนอนคิดจะยิ่งฟุ้งซ่านมาก ท่านอนคิดเป็นท่าที่อิสระเหมือนเด็กเล็กๆ ทำให้คิดได้มากและฟุ้งกว่าปกติ

2. ตั้งสติเชิงบวก (+) ให้ดี คุณต้องใช้สติเชิงบวกควบคุมความคิดที่ไม่ดีเหล่านั้นให้ได้ ลองหายใจเข้าลึกๆ-ออกช้าๆ 3-5 ครั้ง โดยเพ่งความสนใจอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก แล้วบอกกับตัวเองว่า “I Love My Life” “ฉันรักชีวิตฉันนะ” ซ้ำๆ สัก 3 ครั้งสิสติเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้คุณพ้นจากความทุกข์นี้ได้และสติเชิงบวก (+) คือความคิดดีๆเกี่ยวกับตัวเองให้ได้ในตอนนั้น จะช่วยให้อาการจิตตกหายได้เร็วขึ้น

3. การออกกำลังกาย จะช่วยได้มาก ลองออกไปเดินเร็วๆ หรือวิ่งช้าๆ ตามสวนสาธารณะแล้วให้คิดและพูดเบาๆ ดังข้อ 2 สิ คุณจะเชื่อว่าคุณเก่งมาก-ดีมากได้จริงๆ และคุณจะรู้สึกรักชีวิตของคุณได้ตามความเป็นจริงมากขึ้นจริงๆ

4. อย่าเอาจิตไปฝากไว้กับคนอื่นหรือเหตุการณ์อื่นๆ นอกตัวคุณ ให้เอาจิตฝากไว้กับสติของตัวเองเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยแค่ไหน คุณก็ต้องเอาจิตของคุณฝากไว้กับสติให้ได้ จิตจะได้ไม่ฟุ้งซ่านไปผูกติดกับความคิดที่เป็นลบ (-) ข้อนี้สำคัญมาก
(1)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2583
FOLLOWER

วิธีคิดเมื่อจิตตก

"5. ลด ego ลงบ้าง ถ้าจะต้องแพ้หรือยอมคนอื่นบ้างก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่ต้องเป็นผู้ชนะหรือเป็นฝ่ายได้เสมอคนรุ่นใหม่จิตตกง่ายมากเพราะยอมหรือยอมแพ้ไม่เป็น มักพูดว่า “ฉันรับไม่ได้ๆ” กับเหตุการณ์ที่ไม่พอใจ และไม่เคยฝึกการมีสติอยู่กับตัวด้วย จึงฟุ้งซ่านคิดเชิงลบ (-) ได้ง่ายทำให้ เป็นทุกข์ชนิดเรื้อรังได้ง่ายมาก
6. อ่อนโยนกับตัวเองให้มากขึ้น แต่อย่าอ่อนแอ อย่าตำหนิตัวเองในทุกกรณี แต่ให้ชื่นชมตัวเองเสมอไม่ว่าคุณทำกิจกรรมอะไรและได้ผลออกมาเป็นเช่นไรก็ตาม ให้ถือว่าได้ทำเต็มที่แล้ว ใครจะพอใจหรือไม่พอใจก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องของเขา แต่คุณต้องชอบตัวเองให้ได้เพราะคุณทำเต็มที่แล้วในขณะนั้น ฉะนั้นคุณมีสิทธิ์จะคิดว่าตัวคุณเองเก่งมาก-ดีมากได้ และคุณมีสิทธิ์จะรักตัวเองได้ด้วยไม่ว่าใครจะรักคุณหรือไม่รักคุณก็ตามเพียงแค่นี้คุณก็จะมีความมั่นใจในตัวเองตามความเป็นจริง เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้
7. ให้มีความหวังเสมอ โดยคิดว่าเหตุการณ์และความรู้สึกที่ไม่ดี ไม่ชอบนี้ เป็นเรื่องชั่วคราว ไม่อยู่นานหรอก (ตามสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ทุกอย่างเป็นอนิจจัง-อนัตตาทั้งนั้น) เดี๋ยวมันก็จากไป และให้เชื่อว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้น เพราะคุณมองโลกทางบวกไง
8. รู้จักให้อภัยตัวเองและคนอื่นให้ได้มากๆ นะครับ คุณจะพ้นจากโซ่ตรวนที่ผูกคุณไว้กับภาวะจิตตกแล้วอาการจิตตกก็จะผ่านไป แล้วคุณก็จะรู้สึกดีขึ้นจริงๆ แต่ถ้าจิตตกอยู่นาน พยายามช่วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น ก็ต้องปรึกษาจิตแพทย์ เพราะอาจมีสาเหตุที่ลึกซึ้งซับซ้อนและต้องการการรักษามากกว่าที่กล่าวมาแล้ว เช่น การใช้ยารักษาหรือใช้จิตบำบัดสักระยะก็ได้
จิตตกได้ แต่สติอย่าตกก็แล้วกัน"
1 KEEP
Kullastree
1 LOVES
Knomgropgrap
COMMENT