มีเคล็ดลับดูแลผิวหน้าและผิวกาย ให้สวยใสในสายฝน มาฝาก.. ผิวของเราจำเป็นต้องได้รับการดูแลทุกฤดู เพราะสภาพอากาศในแต่ละฤดูอาจก่อปัญหาให้ผิวหนังต่างกัน

1.อย่าตากฝน เพราะฝนอาจมีสภาพเป็นกรด เนื่องจากการทำปฏิกิริยากับสารบางชนิดในอากาศ ซึ่งจะก่อให้เกิดผื่นแพ้ระคายเคืองได้

2.ถ้าเปียกฝนต้องรีบล้างหน้าให้สะอาด เพราะการถูกฝนที่ทำปฏิกิริยากับสารบางชนิดในอากาศอาจก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ โดยเฉพาะคนที่ทาครีมหรือเครื่องสำอางบนใบหน้า ดังนั้น ควรใช้ครีมล้างหน้าตามด้วยสบู่ล้างหน้า ส่วนคนที่ผิวหน้ามันควรใช้โทนเนอร์เช็ดทำความสะอาดผิวด้วย เพื่อป้องกันการเกิดสิวอุดตัน

3.หากเปียกฝนมา กลับถึงบ้านให้รีบถอดเสื้อผ้าออก อาบน้ำทันที แล้วเช็ดตัวให้แห้งเพราะการใส่เสื้อผ้าที่เปียกฝน นอกจากจะทำให้เป็นหวัดได้ง่ายแล้ว ยังทำให้ผิวหนังเกิดความอับชื้นและก่อให้เกิดผื่นแพ้ได้ด้วย

4.รีบล้างเท้า เช็ดให้แห้งทันที หากต้องเดินย่ำน้ำเฉอะแฉะ เมื่อกลับถึงบ้านควรโรยแป้งที่เท้าเพื่อช่วยดูดซับความชื้น ลดการเกิดเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อ Candida ถ้ามีเชื้อราที่ง่ามนิ้วเท้า อาจรักษาเองด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน โดยนำใบต้นเทียนบ้านหรือข่า 1 กำมือ ตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่มีอาการ วันละ 3 - 4 ครั้ง ปัญหาเชื้อราที่เท้าจะค่อยๆ ดีขึ้น

5.ทาครีมกันแดดทุกวัน แม้ในวันที่ไม่มีแดดเลยก็ตาม หลายคนไม่ทาครีมกันแดดในช่วงฝนตก หรือฟ้าครึ้มเพราะคิดว่าไม่มีแสงแดด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด แม้ช่วงฝนตกไม่มีแดดเลยแต่ยังมีรังสียูวีที่ลอดผ่านมาถึงผิวเราได้ ซึ่งรังสียูวีนี้เองที่ก่อให้เกิดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ กระ ฝ้า ริ้วรอยเหี่ยวย่น และมะเร็งผิวหนัง

6.ถ้าเกิดผื่นคัน อาจรักษาเบื้องต้นด้วยสมุนไพรไทย เช่น ขมิ้นชัน ซึ่งมีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนังผื่นคันได้ โดยให้ใช้ผงขมิ้นชันผสมน้ำ หรือใช้เหง้าสดล้างให้สะอาด แล้วนำมาฝนกับน้ำ ทาบริเวณที่มีอาการ

นอกจากนี้ยังสามารถใช้สมุนไพรตัวอื่น เช่น ไพล ซึ่งมีวิธีการใช้เหมือนขมิ้นชัน รวมถึงฟ้าทลายโจร ที่นำใบสดมาตำ แล้วคั้นเฉพาะน้ำนำมาทาแก้อาการผื่นคัน ถ้ารักษาเอง 3 - 4 วัน แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเป็นมากขึ้น ควรรีบมาปรึกษาแพทย์

ขอให้หน้าฝนนี้มีสุขภาพกายและสุขภาพผิวดีกันถ้วนหน้านะครับ
(1)
Share
Cheewajit
Keep by Cheewajit
4318
FOLLOWER

มีเคล็ดลับดูแลผิวหน้าและผิวกาย ให้สวยใสในสายฝน มาฝาก..

"ผิวของเราจำเป็นต้องได้รับการดูแลทุกฤดู เพราะสภาพอากาศในแต่ละฤดูอาจก่อปัญหาให้ผิวหนังต่างกัน
1.อย่าตากฝน เพราะฝนอาจมีสภาพเป็นกรด เนื่องจากการทำปฏิกิริยากับสารบางชนิดในอากาศ ซึ่งจะก่อให้เกิดผื่นแพ้ระคายเคืองได้
2.ถ้าเปียกฝนต้องรีบล้างหน้าให้สะอาด เพราะการถูกฝนที่ทำปฏิกิริยากับสารบางชนิดในอากาศอาจก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ โดยเฉพาะคนที่ทาครีมหรือเครื่องสำอางบนใบหน้า ดังนั้น ควรใช้ครีมล้างหน้าตามด้วยสบู่ล้างหน้า ส่วนคนที่ผิวหน้ามันควรใช้โทนเนอร์เช็ดทำความสะอาดผิวด้วย เพื่อป้องกันการเกิดสิวอุดตัน
3.หากเปียกฝนมา กลับถึงบ้านให้รีบถอดเสื้อผ้าออก อาบน้ำทันที แล้วเช็ดตัวให้แห้งเพราะการใส่เสื้อผ้าที่เปียกฝน นอกจากจะทำให้เป็นหวัดได้ง่ายแล้ว ยังทำให้ผิวหนังเกิดความอับชื้นและก่อให้เกิดผื่นแพ้ได้ด้วย
4.รีบล้างเท้า เช็ดให้แห้งทันที หากต้องเดินย่ำน้ำเฉอะแฉะ เมื่อกลับถึงบ้านควรโรยแป้งที่เท้าเพื่อช่วยดูดซับความชื้น ลดการเกิดเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อ Candida ถ้ามีเชื้อราที่ง่ามนิ้วเท้า อาจรักษาเองด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน โดยนำใบต้นเทียนบ้านหรือข่า 1 กำมือ ตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่มีอาการ วันละ 3 - 4 ครั้ง ปัญหาเชื้อราที่เท้าจะค่อยๆ ดีขึ้น
5.ทาครีมกันแดดทุกวัน แม้ในวันที่ไม่มีแดดเลยก็ตาม หลายคนไม่ทาครีมกันแดดในช่วงฝนตก หรือฟ้าครึ้มเพราะคิดว่าไม่มีแสงแดด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด แม้ช่วงฝนตกไม่มีแดดเลยแต่ยังมีรังสียูวีที่ลอดผ่านมาถึงผิวเราได้ ซึ่งรังสียูวีนี้เองที่ก่อให้เกิดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ กระ ฝ้า ริ้วรอยเหี่ยวย่น และมะเร็งผิวหนัง
6.ถ้าเกิดผื่นคัน อาจรักษาเบื้องต้นด้วยสมุนไพรไทย เช่น ขมิ้นชัน ซึ่งมีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนังผื่นคันได้ โดยให้ใช้ผงขมิ้นชันผสมน้ำ หรือใช้เหง้าสดล้างให้สะอาด แล้วนำมาฝนกับน้ำ ทาบริเวณที่มีอาการ
นอกจากนี้ยังสามารถใช้สมุนไพรตัวอื่น เช่น ไพล ซึ่งมีวิธีการใช้เหมือนขมิ้นชัน รวมถึงฟ้าทลายโจร ที่นำใบสดมาตำ แล้วคั้นเฉพาะน้ำนำมาทาแก้อาการผื่นคัน ถ้ารักษาเอง 3 - 4 วัน แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเป็นมากขึ้น ควรรีบมาปรึกษาแพทย์
ขอให้หน้าฝนนี้มีสุขภาพกายและสุขภาพผิวดีกันถ้วนหน้านะครับ"
1 KEEP
Cheewajit
1 LOVES
tleaha
COMMENT