มรดกมะเร็งหนุนโจลีตัดเต้า หลังจากผ่าตัดเต้านมออกไปแล้วทั้งสองข้าง โจลีได้ลุกขึ้นมาจับปากกาเขียนเรื่องราวบอกเล่าที่มาที่ไปของการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ จนเล่นเอาช็อกกันไปทั้งโลก เธอเล่าถึงแรงผลักดันที่ทำให้ตัดสินใจตัดเต้านมทิ้งทั้งสองข้างว่า

“แม่ของฉันต่อสู้กับมะเร็งเต้านมมาตลอดสิบปีและเสียชีวิตไปเมื่ออายุ 56 ปี แม่สู้อยู่ต่อมาได้นานพอที่จะได้อุ้มหลานคนแรก แต่หลานคนต่อๆ มาไม่มีโอกาสได้รู้จักกับคุณยายและได้สัมผัสว่าคุณยายน่ารักและใจดีขนาดไหน

“ครอบครัวของเรามักคุยกันเรื่องคุณยายเสมอและฉันก็ต้องพยายามอธิบายเรื่องความเจ็บป่วยที่ทำให้ท่านจากพวกเราไป ซึ่งพวกเด็กๆ ก็จะถามว่าแล้วถ้าเรื่องร้ายๆ นี้เกิดกับแม่ล่ะ ฉันก็ได้แต่บอกพวกแกว่าไม่ต้องกังวล ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตัวฉันเองก็ตรวจพบยีนผิดปกติบีอาร์ซีเอ 1 (BRCA 1) ซึ่งเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ได้สูงมาก แต่สำหรับฉัน มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่ามะเร็งรังไข่”

เธอได้เล่าถึงการปรึกษาหารือกับแพทย์ที่ศูนย์การแพทย์ Pink Lotus Breast Center อันนำมาซึ่งการตัดสินใจผ่าตัดว่า

“คุณหมอประเมินว่าฉันมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมถึง 87เปอร์เซ็นต์ และมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ 50 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับแต่ละคนก็ตาม ซึ่งโดยทั่วไป เฉพาะความเสี่ยงที่มาจากการกลายพันธุ์ของยีนบีอาร์ซีเอ 1 ก็ทำให้มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นมะเร็งเฉลี่ย 65 เปอร์เซ็นต์แล้ว”

“เมื่อรู้ความจริงเช่นนั้น ฉันก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเพื่อที่จะลดความเสี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงป้องกันด้วยการผ่าตัดเอาเต้านมทั้งสองข้างออก
ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เกิดกระแสการตื่นตัวเรื่องมะเร็งเต้านมในหมู่ผู้หญิงเราอย่างมาก และเมื่อ แองเจลินา โจลีดาราฮอลลีวู้ดสุดเซ็กซี่ชื่อดัง ลุกขึ้นมาผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้างเมื่อตรวจพบยีนผิดปกติที่อาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งเต้านม กรณีนี้จึงกลายเป็นวาระสุขภาพของสาวๆ ทั่วโลก

ปักษ์นี้เราตามไปดูประสบการณ์ของเธอและข้อคิดเพื่อการตัดเต้าอย่างมีเหตุผลจากปากของคุณหมอผู้เชี่ยวชาญค่ะ “การผ่าตัดเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 ด้วยขั้นตอนที่เรียกว่า นิปเปิล ดีเลย์ ‘Nipple Delay’ เป็นขั้นตอนที่เลาะเอาเนื้อเยื่อใต้หัวนมออก แต่เอาหัวนมไว้เพื่อขัดขวางไม่ให้เซลล์ผิดปกติแพร่กระจายในบริเวณหลังหัวนม ซึ่งวิธีนี้ทำให้ฉันเจ็บและแผลบวมอักเสบมากแต่ก็ทำให้ไม่ต้องเสียหัวนมไป

“สองสัปดาห์ต่อมา ฉันเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งเนื้อเยื่อเต้านมได้ถูกผ่าตัดออกไปและใส่ฟิลเลอร์ชั่วคราวไว้แทนการผ่าตัดใช้เวลาแปดชั่วโมง”

“เก้าสัปดาห์ต่อมา การผ่าตัดครั้งสุดท้ายก็เสร็จสมบูรณ์ พร้อมกับการเสริมเต้านมใหม่ การเสริมเต้านมครั้งนี้ยุ่งยากกว่าเมื่อสองสามปีที่แล้วเล็กน้อยแต่ผลที่ได้ก็สวยดี

หลังจากการผ่าตัด ความรู้สึกของเธอแบรด พิตต์ และลูกๆ เป็นอย่างไรกันบ้าง...เธอเล่าถึงมุมมองของเธอ การดูแล และความเข้าอกเข้าใจกันภายในครอบครัวว่า

“ในความเห็นส่วนตัว ฉันไม่ได้รู้สึกว่ามีความเป็นผู้หญิงน้อยลงเลย แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองมีพลังเพราะได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ การตัดสินใจที่จะผ่าตัดเต้านมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นการตัดสินใจที่ทำให้ฉันมีความสุขเพราะทำให้ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมที่มีมากถึง 87 เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์

“ฉันโชคดีที่มีคู่รักอย่างแบรด พิตต์ที่รักและคอยดูแลอยู่เคียงข้างเสมอดังนั้น ถ้าใครก็ตามที่มีภรรยาหรือคู่รักที่ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ให้รู้ไว้ว่าคุณสำคัญกับเธอมาก แบรดอยู่กับฉันตลอดเวลาขณะที่ผ่าตัด

“ตอนนี้ฉันสามารถบอกลูกๆ ได้แล้วว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียแม่ไปด้วยมะเร็งเต้านม มันเป็นการย้ำความมั่นใจว่า พวกเขาจะไม่ได้เห็นอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจ เพราะพวกเขาก็ได้เห็นเพียงแผลเป็นเล็กๆ เท่านั้น แต่ส่วนอื่นๆ ก็คือแม่คนเดิม พวกเขารู้ว่าฉันรักเขาและรู้ว่าฉันจะทำทุกอย่างที่ทำให้ฉันอยู่กับเขานานที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์มานพ พิทักษ์ภากร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ถอดบทเรียนจาก กรณีแองเจลินา โจลี โดยสรุปได้ว่า

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนหนึ่งเกิดโรคมะเร็งพันธุกรรมจากการกลายพันธุ์ของยีน อย่างกรณีของแองเจลินา โจลี ที่ตัดสินใจตัดเต้านม เพราะเธอมีประวัติครอบครัวที่แม่เสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านมตอนอายุยังไม่มาก เมื่อโจลีไปตรวจแล้วพบว่ามีการกลายพันธุ์ของยีนบีอาร์ซีเอ 1 จึงตัดสินใจตัดเต้านมทิ้งตามที่เป็นข่าว

ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า มะเร็งพันธุกรรมที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของบีอาร์ซีเอ 1 จากข้อมูลของต่างประเทศพบว่า คนทั่วไปประมาณ 1 ใน 500 จะมีการกลายพันธุ์ของยีนอยู่แล้ว ส่วนประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียนั้นจะมีการกลายพันธุ์น้อยกว่า อย่างในประเทศไทย พบว่ามีการกลายพันธุ์ของบีอาร์ซีเอ 1 ใน 4 ครอบครัว จาก 60 ครอบครัวเท่านั้น

นอกจากนี้ การที่คนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งเต้านมก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว หรือหากเป็นการถ่ายทอดพันธุกรรม ก็เพียงแค่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนทั่วไป หากตรวจเต้านมสม่ำเสมอ จะช่วยให้เฝ้าระวังได้มากขึ้น เร็วขึ้นเมื่อเป็นมะเร็งระยะเริ่มต้นก็จะรักษาได้ผลดีกว่า

แล้วการตรวจหายีนกลายพันธุ์จำเป็นหรือไม่ คุณหมอมานพอธิบายโดยสรุปว่า

การตรวจยีนเหมือนกรณีของโจลีนั้น จะตรวจเมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจริงๆ กล่าวคือ มีสมาชิก 2 คนขึ้นไปในครอบครัวเป็นมะเร็งชนิดเดียวกันหรือมะเร็งที่เกี่ยวข้องกัน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และเป็นตั้งแต่อายุน้อย เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและทำนายการเกิดมะเร็งในอนาคต

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสาวๆ ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป และไม่ต้องควักเงินจ่ายค่าตรวจยีนเพื่อหาความเสี่ยงมะเร็ง เพราะโจลีเตือนมาว่า มีราคาสูงถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็เหยียบแสนเลยทีเดียว

ในวันที่สถิติการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้ง มะเร็งเต้านมจึงไม่ใช่เรื่องเล็กที่สาวๆ จะละเลยได้อีกต่อไป ก่อนจะไปถึงขั้นการรักษาวันนี้ควรละเลิกพฤติกรรมเสี่ยงและดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพิมพ์ กอแพร่พงศ์ ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แนะนำว่า การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่ดี คือการตรวจด้วยเครื่องมือที่มีความละเอียดสูง เพราะสามารถหาก้อนเจอตั้งแต่ยังมีขนาดเล็ก ช่วยให้ทำการรักษาได้ง่ายขึ้น และควรตรวจด้วยแมมโมแกรมทุก 2 ปี ตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ทุก 6 เดือน และตรวจด้วยเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) ทุก 2 ปี สลับกันไป ซึ่งการตรวจด้วยแมมโมแกรมและเอ็มอาร์ไอนั้น ควรตรวจหลังจากมีประจำเดือน 10 - 20 วัน
(0)
Share
Cheewajit
Keep by Cheewajit
4318
FOLLOWER

มรดกมะเร็งหนุนโจลีตัดเต้า

"หลังจากผ่าตัดเต้านมออกไปแล้วทั้งสองข้าง โจลีได้ลุกขึ้นมาจับปากกาเขียนเรื่องราวบอกเล่าที่มาที่ไปของการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ จนเล่นเอาช็อกกันไปทั้งโลก เธอเล่าถึงแรงผลักดันที่ทำให้ตัดสินใจตัดเต้านมทิ้งทั้งสองข้างว่า
“แม่ของฉันต่อสู้กับมะเร็งเต้านมมาตลอดสิบปีและเสียชีวิตไปเมื่ออายุ 56 ปี แม่สู้อยู่ต่อมาได้นานพอที่จะได้อุ้มหลานคนแรก แต่หลานคนต่อๆ มาไม่มีโอกาสได้รู้จักกับคุณยายและได้สัมผัสว่าคุณยายน่ารักและใจดีขนาดไหน
“ครอบครัวของเรามักคุยกันเรื่องคุณยายเสมอและฉันก็ต้องพยายามอธิบายเรื่องความเจ็บป่วยที่ทำให้ท่านจากพวกเราไป ซึ่งพวกเด็กๆ ก็จะถามว่าแล้วถ้าเรื่องร้ายๆ นี้เกิดกับแม่ล่ะ ฉันก็ได้แต่บอกพวกแกว่าไม่ต้องกังวล ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตัวฉันเองก็ตรวจพบยีนผิดปกติบีอาร์ซีเอ 1 (BRCA 1) ซึ่งเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ได้สูงมาก แต่สำหรับฉัน มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่ามะเร็งรังไข่”
เธอได้เล่าถึงการปรึกษาหารือกับแพทย์ที่ศูนย์การแพทย์ Pink Lotus Breast Center อันนำมาซึ่งการตัดสินใจผ่าตัดว่า
“คุณหมอประเมินว่าฉันมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมถึง 87เปอร์เซ็นต์ และมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ 50 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับแต่ละคนก็ตาม ซึ่งโดยทั่วไป เฉพาะความเสี่ยงที่มาจากการกลายพันธุ์ของยีนบีอาร์ซีเอ 1 ก็ทำให้มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นมะเร็งเฉลี่ย 65 เปอร์เซ็นต์แล้ว”
“เมื่อรู้ความจริงเช่นนั้น ฉันก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเพื่อที่จะลดความเสี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงป้องกันด้วยการผ่าตัดเอาเต้านมทั้งสองข้างออก"
1 KEEP
Cheewajit
0 LOVES
COMMENT