ปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างจากภาพแสดงให้เห็นว่า ท่าทางในชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง สามารถส่งผลต่อสุขภาพหลังของเราได้ในระยะยาว
	
หนังสือเรื่อง ปรับบุคลิกภาพ เพื่อความเป็นผู้หญิงสมาร์ทและสุขภาพดี สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ อธิบายว่า “การจัดท่าทางที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้บุคลิกภาพดูไม่ดีแล้ว ยังส่งผลกระทบไปยังกลไกการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วย เช่น เมื่อนั่งหลังงอเวลากินอาหาร อวัยวะภายในจะถูกกด ทำให้ความสามารถในการย่อยอาหารลดลง
	
“ยิ่งกว่านั้น การอยู่ในท่าหลังโก่งนานๆ อาจทำให้กระดูกซี่โครงที่ห่อหุ้มอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจและปอด ผิดรูป ประสิทธิภาพในการทำงานของปอดและหัวใจจึงลดลงตามไปด้วย ซึ่งหากมองเผินๆ อาจไม่เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างการจัดท่าทางกับอวัยวะภายในโดยตรง แต่การจัดท่าทางที่ไม่ถูกต้องและทำท่านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในชีวิตประจำวัน เช่น การก้มตัวผิดท่า การนั่งทำงานในท่าที่ร่างกายบิดเอียงเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังปวดไหล่ตามมาแน่นอน”
	
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่าการฝึกปรับท่าทางในชีวิตประจำวันของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาเมื่ออายุเพิ่มขึ้นโดยเริ่มฝึกจากท่าทางทั่วๆ ไป ได้แก่
ด้วยสภาพสังคมอันเร่งรีบ ทำให้คำว่า “สุขภาพแข็งแรง” ในยุคสมัยนี้ อาจหมายถึงแค่การไม่เจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาหายยาก เช่น โรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ซึ่งหากใครไม่ได้เป็นโรคเหล่านี้ก็มักจะคิดว่าตัวเองยังสุขภาพแข็งแรงดี และอาจละเลยสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกายที่กำลังพยายามกระซิบว่า สุขภาพของเราเริ่มแย่ลงแล้ว
	
หนึ่งในสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ที่ว่าคือ อาการปวดหลัง ซึ่งถือเป็นอาการยอดฮิตของคนทำงานในยุคปัจจุบันที่ดูเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่กลับแฝงอันตรายมากกว่านั้น เพราะอาจนำไปสู่ภาวะเสื่อมของกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังอักเสบ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรืออาการอื่นๆ ที่รุนแรงจนถึงขั้นต้องผ่าตัดเพื่อทำการรักษา
	
เมื่อไม่นานมานี้ ชีวจิต มีโอกาสเข้ารับฟังการอบรมเชิงปฏิบัติการในกิจกรรม “วันรักษ์หลัง” ซึ่งถือเป็นโครงการเสริมสร้างความรู้สู่ประชาชนที่ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อเผยแพร่ความรู้ในการรักษาอาการปวดหลังแก่ประชาชนทั่วไป
	
ชีวจิต เองจึงไม่พลาดที่จะเก็บข้อมูลดีๆ มาฝากท่านผู้อ่านพร้อมมีวิธีลดอาการปวดหลังที่น่าสนใจมากๆ มาฝากให้ทุกท่านได้ลองนำไปปฏิบัติตาม ดังนี้ค่ะ การนั่งเป็นอิริยาบถสำคัญของคนทำงานและเป็นสาเหตุก่ออาการปวดหลังที่พบบ่อยในคนวัยทำงาน ตามที่ แพทย์หญิงจินธนา เจาฑะเกษตริน จากสถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า 
	
“เนื่องจากคนทำงานในยุคนี้จำเป็นต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานหลายชั่วโมง และสภาพแวดล้อมในการทำงานค่อนข้างมีความเครียด คนส่วนใหญ่จึงไม่มีเวลาสังเกตท่าทางตอนนั่งทำงานของตัวเอง หลายๆ คนจะนั่งหลังค่อม ไหล่ห่อ คอยื่น โดยไม่รู้ตัวเอง ซึ่งการนั่งท่านี้นานๆ จะทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนบนได้”
	
การฝึกท่าทางในการนั่งให้ถูกจึงมีส่วนช่วยลดอาการปวดได้มากโดยเฉพาะท่าสำคัญๆ เช่น

“ท่านั่งทำงาน”

ควรเลือกเก้าอี้ที่มีที่วางข้อศอก เพื่อลดความปวดเมื่อยจากการใช้คีย์บอร์ด (Keyboard) และเมาส์ (Mouse) ความสูงของเก้าอี้ไม่ควรสูงหรือต่ำเกินไปเมื่อนั่งแล้ว หัวเข่ากับต้นขาควรอยู่ในระดับเดียวกันเท้าวางที่พื้นได้พอดี
	
สำหรับท่าทางการนั่งบนเก้าอี้ ควรนั่งแยกขาเล็กน้อย ทิ้งน้ำหนักลงที่ฝ่าเท้า และพิงพนักเก้าอี้ไว้เสมอเพื่อป้องกันหลังโก่ง อาจหาหมอนรองหลังมาวางไว้ เพื่อลดอาการปวดเมื่อยจากการนั่งในท่าเดิมนานๆ ปรับเบาะนั่งให้รองรับส่วนเว้าของหลังพอดี ขณะขับรถควรนั่งหลังตรง หน้ามองตรง ไม่ควรโน้มตัวไปข้างหน้าหรือก้มหลังมากเกินไป การยืนที่ถูกต้องควรยืนให้คอและหลังตรงทิ้งน้ำหนักลงที่ขาทั้งสองข้างเท่าๆ กัน ไม่งอเข่าไม่แอ่นหน้าท้องหรือยื่นคอไปข้างหน้า หากหมอนที่ใช้อยู่เตี้ยเกินไป สามารถพับผ้าขนหนูวางไว้ใต้หมอน เพื่อยกหมอนให้สูงขึ้น ส่วนหมอนที่สูงเกินไป จะทำให้ใต้คอมีช่องว่าง ให้พับผ้าขนหนูสอดไว้ใต้คอ เพื่อให้คอไม่แอ่น การนอนถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด และเป็นท่าที่ช่วยให้หลังได้ผ่อนคลายจากอาการปวดเกร็งด้วย
	
ข้อมูลจากหนังสือ อยู่ให้เป็น สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ บอกว่า ท่านอนที่ดีที่สุดคือ ท่านอนหงาย โดยให้สะโพกและเข่างอเล็กน้อยเวลานอนจึงควรหาหมอนมารองใต้หัวเข่าไว้เพื่อให้กล้ามเนื้อขาและหลังได้พักผ่อน ซึ่งท่านอนในลักษณะนี้จะช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อหลังได้
	
ส่วนใครที่ถนัดการนอนตะแคงก็สามารถนอนได้ โดยขณะนอน ควรให้ขาที่อยู่ด้านล่างเหยียดตรง และกอดหมอนข้างไว้ เพื่อช่วยผ่อนน้ำหนัก เนื่องจากท่านอนตะแคงเป็นท่าที่ต้องทิ้งน้ำหนักตัวไปทางด้านใดด้านหนึ่งนั่นเองค่ะ
	
สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ การเลือกที่นอนและหมอน โดยไม่ควรเลือกที่นอนที่นิ่มหรือแข็งเกินไป ส่วนการเลือกหมอน ควรเลือกหมอนที่รองรับได้ทั้งศีรษะ ความสูงของหมอนประมาณ 4 – 6 นิ้ว และเวลาหนุนให้หนุนตั้งแต่ต้นคอถึงศีรษะ เมื่อต้องยกของหนัก ไม่ควรก้มหลังลงไปแต่ให้ย่อเข่าลงนั่ง งอสะโพก แล้วค่อยออกแรงยก ถ้าต้องยืนทำงานนานๆ ให้งอเข่าข้างหนึ่งมาข้างหน้า และวางเท้าบนที่พักเท้า เพื่อไม่ให้กระดูกสันหลังส่วนเอวอยู่ในท่าแอ่น โครงสร้างของหลังประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังที่วางซ้อนกัน โดยมีหมอนรองกระดูกสันหลังคั่นอยู่ระหว่างปล้องของกระดูกแต่ละชิ้น มีข้อต่อกระดูกสันหลังยึดเหลื่อมติดกัน เพื่อป้องกันการเคลื่อนระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นโดยมีพังผืดช่วยเสริมความแข็งแรงทั้งส่วนหมอนรองกระดูกและข้อต่อกระดูกสันหลัง
	
คุณภารดี สกูลคง นักกายภาพบำบัดชำนาญการ จากสถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า อาการปวดหลังอาจมีที่มาจากส่วนต่างๆ ของหลัง ตั้งแต่กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง ข้อต่อกระดูกสันหลัง พังผืดและกล้ามเนื้อหลัง
	
การดูแลหลังทุกส่วนจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งวิธีป้องกันอาการปวดที่ได้ผลดีคือ การออกกำลังกายด้วยท่าบริหารหลัง เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแรงให้หลังโดยตรง ดังท่าต่อไปนี้ Step 1 นอนหงายบนเบาะ เหยียดขาตรง

Step 2 ยกเข่าข้างหนึ่งขึ้นชิดอก และใช้มือกอดเข่าค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ลดขาลง จากนั้นสลับข้าง Step 1 นอนหงายบนเบาะ ชันเข่า ยกมือขึ้นกอดเข่าทั้งสองข้างไว้

Step 2 ค่อยๆ ยกเข่าขึ้นชิดอก ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที หนังสือเรื่อง รักษาปวดหลังให้หายขาด สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ อธิบายว่า การทำท่าบิดหมุนตัวเป็นการบริหารกระดูกสันหลังตลอดทั้งลำตัว ตั้งแต่กระดูกคอชิ้นที่หนึ่งถึงกระดูกก้นกบชิ้นสุดท้าย ทำให้เนื้อเยื่อผ่อนคลาย เลือดลมไหลเวียนดี อาการปวดเมื่อยหลังจึงหายไปด้วย
	
คนทำงานที่นั่งนานจนปวดหลังสามารถนำไปท่านี้ไปบริหารได้ทุกครั้งเมื่อรู้สึกปวดเมื่อย โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องทำวันละกี่ครั้ง เพราะไม่มีผลเสียใดๆ ค่ะ

Step 1 นั่งตัวตรงบนเก้าอี้ บิดไหล่ทั้งสอง ลำตัว ใบหน้าและคอไปด้านขวา โดยให้ไหล่ทั้งสองข้างอยู่ในระดับเท่ากันตลอดเวลา

Step 2 ใช้มือจับเก้าอี้ตามถนัด เพื่อออกแรงช่วยดึงให้ไหล่บิดจนตึงมากที่สุด ทำค้างไว้สักครู่

Step 3 กลับสู่ท่าเริ่มต้นใน Step 1 สลับข้าง ทำซ้ำขั้นตอนเดิม
(0)
Share
Cheewajit
Keep by Cheewajit
4319
FOLLOWER

ปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน

"ตัวอย่างจากภาพแสดงให้เห็นว่า ท่าทางในชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง สามารถส่งผลต่อสุขภาพหลังของเราได้ในระยะยาว

หนังสือเรื่อง ปรับบุคลิกภาพ เพื่อความเป็นผู้หญิงสมาร์ทและสุขภาพดี สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ อธิบายว่า “การจัดท่าทางที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้บุคลิกภาพดูไม่ดีแล้ว ยังส่งผลกระทบไปยังกลไกการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วย เช่น เมื่อนั่งหลังงอเวลากินอาหาร อวัยวะภายในจะถูกกด ทำให้ความสามารถในการย่อยอาหารลดลง

“ยิ่งกว่านั้น การอยู่ในท่าหลังโก่งนานๆ อาจทำให้กระดูกซี่โครงที่ห่อหุ้มอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจและปอด ผิดรูป ประสิทธิภาพในการทำงานของปอดและหัวใจจึงลดลงตามไปด้วย ซึ่งหากมองเผินๆ อาจไม่เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างการจัดท่าทางกับอวัยวะภายในโดยตรง แต่การจัดท่าทางที่ไม่ถูกต้องและทำท่านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในชีวิตประจำวัน เช่น การก้มตัวผิดท่า การนั่งทำงานในท่าที่ร่างกายบิดเอียงเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังปวดไหล่ตามมาแน่นอน”

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่าการฝึกปรับท่าทางในชีวิตประจำวันของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาเมื่ออายุเพิ่มขึ้นโดยเริ่มฝึกจากท่าทางทั่วๆ ไป ได้แก่"
1 KEEP
Cheewajit
0 LOVES
COMMENT