ชีวจิตแก้โรคในออฟฟิศ: ตอนที่ 5 โรคไฮโปไกลซีเมีย วิถีชีวิตในสังคมปัจจุบันอันแสนเร่งรีบ ทำให้คนเรา ป่วยกันง่ายขึ้น โดยมักจะเริ่มต้นด้วยโรคเล็กๆน้อยๆ ยิ่งผู้ป่วยละเลยการดูแลสุขภาพก็อาจทำให้โรคลุกลาม จนกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

เรื่องพิเศษปักษ์นี้จึงจะพาทุกท่านไปรู้จักกับโรคไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) หนึ่งในโรคสมัยใหม่ที่อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต ให้คำนิยามไว้ว่า “โรคนี้ไม่ทำให้คุณตาย แต่ทำให้คุณรู้สึกอยากตาย” 
 
"รู้จักไฮโปไกลซีเมีย"

อาจารย์สาทิสได้กล่าวถึงโรคนี้ไว้ว่า ไฮโปไกลซีเมีย แปลเป็นภาษาง่ายๆ ว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คำว่าไฮโป (Hypo) แปลว่า ต่ำ ส่วนไกลซีเมีย (Glycemia) หมายถึง น้ำตาล โรคนี้เกิดจาก ระบบการควบคุมน้ำตาลของร่างกายทำงานผิดปกติ ได้รับการค้นพบ อย่างเป็นทางการโดยดร.ซีลแฮร์ริสเมื่อปี พ.ศ. 2467 ซึ่งในตอนแรก เรียกว่า ภาวะอินซูลินทำงานเกินปกติ 
  
น้ำตาลในเลือดต่ำในที่นี้มิได้หมายความว่าต่ำอยู่ตลอดทั้งวัน แต่จะมีลักษณะลงต่ำ แล้วขึ้นสูง แล้วก็ลงต่ำ สลับกันไปตลอดทั้งวัน 
  
ทั้งนี้น้ำตาลที่กล่าวถึงไม่ใช่น้ำตาลที่ใช้ทำขนมหรือน้ำตาลที่ใส่ ในน้ำอัดลม แต่เป็นน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ซึ่งเป็นสารอาหารหลัก ในการสร้างพลังงานให้ร่างกาย ได้จากการกินแป้งเข้าไปในร่างกาย นั่นเอง 
 
เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำลงจะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หงุดหงิดง่าย นำมาซึ่งสารพัดอาการเจ็บป่วย จนแพทย์ให้คำจำกัดความโรคนี้ ไว้ว่าภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatique Syndrome หรือ CFS)
การกินอาหารที่ไม่ถูกต้องคือสาเหตุหลักของโรค ไฮโปไกลซีเมีย เช่น การกินแป้งขัดขาวมากเกินไป ซึ่งแป้งจำพวกนี้เมื่อถูกน้ำลายแล้วจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทันที ร่างกายจะดูดซึมน้ำตาลผ่านผนังช่องปากและกระเพาะอาหาร ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างกะทันหัน จนตับอ่อนต้องทำงานหนักขึ้น ด้วยการหลั่งอินซูลินมากขึ้น เพื่อลดน้ำตาลให้ต่ำลง แต่เมื่อกินอาหารจำพวกนี้เข้าไปอีก ระดับน้ำตาลก็จะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ร่างกายจึงต้องแบก รับภาวะระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงๆ ต่ำๆ อย่างต่อเนื่อง
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน กลไกการทำงาน ของตับอ่อนก็จะผิดเพี้ยนไป นั่นคือ แม้จะกินน้ำตาล เข้าไปไม่มาก แต่ตับอ่อนกลับผลิตอินซูลินออกมามาก เกินกว่าที่ร่างกายต้องการ จนส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือด ผิดปกติ และหากตับอ่อนยังคงผลิตอินซูลินออกมามาก เกินไปจนระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติมากๆ สมอง และระบบประสาทก็จะขาดออกซิเจน อันเป็นที่มาของโรคไฮโปไกลซีเมียในที่สุด 
 
นอกจากนี้โรคไฮโปไกลซีเมียยังมีสาเหตุมาจากการ ได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม อาหาร และยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ รวมไปถึงการสั่งสมความเครียดและการใช้ชีวิตที่บ่อนทำลายสุขภาพ อย่างต่อเนื่อง อาทิ นอนดึก พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย ดื่มสุรา สูบบุหรี่ อาจารย์สาทิสได้สรุปอาการจากโรคไฮโปไกลซีเมียไว้ 40 อาการ โดยจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

1.กลุ่มความผิดปกติทางร่างกาย 
-อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
-ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ
-นอนไม่หลับ
-เหงื่อแตกบ่อยๆ
-มือสั่น
-ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
-เป็นตะคริวบ่อยๆ
-เกิดการชักกระตุก
-คันตามผิวหนัง
-หน้าร้อนผ่าวบ่อยๆ
-มีอาการภูมิแพ้
-มือเท้าเย็น
-เนื้อตัวชาบางครั้ง
-การทรงตัวไม่ดี

2.กลุ่มความผิดปกติของระบบต่างๆ 
-ท้องอืด ท้องเฟ้อ
-ปากแห้ง คอแห้ง
-เบื่ออาหาร
-อยากกินของหวานๆ
-หิวอย่างรุนแรงก่อนเวลาอาหาร
-ถ่ายอุจจาระผิดปกติ
-หายใจไม่ค่อยออก
-ปากและลมหายใจมีกลิ่น
-หัวใจเต้นผิดปกติ
-เป็นลมบ่อยๆ
-น้ำหนักเกิน
-กามตายด้าน

3.กลุ่มความผิดปกติทางจิตใจ
-รู้สึกเบื่อหน่าย
-ฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิ
-วิตกกังวล
-ลังเล ตัดสินใจไม่ได้
-รู้สึกสับสน ปั่นป่วน
-ทนเสียงอึกทึก แสงจ้าไม่ได้
-เบื่อสังคม
-การประสานงานของร่างกายลดลง
-โมโหง่าย
-ฝันร้ายบ่อย
-ความจำเสื่อม
-มีอาการทางประสาท
-อยากฆ่าตัวตาย
 
ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีอาการเหล่านี้ทั้งหมดพร้อมๆกัน บางอาการอาจเกิดขึ้นแล้วหายไปและสามารถกลับมาเป็นได้อีก อย่างไรก็ตามจะมีอาการหลักๆที่สังเกตได้ชัด 4 อาการ คือ 

1.อ่อนเพลียไม่มีแรง 
2.ปวดเนื้อปวดตัวเรื้อรัง 
3.นอนไม่หลับ 
4.มีปัญหาระบบขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง

ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าโรคไฮโปไกลซีเมียใกล้มาเยือนแล้ว แม้โรคไฮโปไกลซีเมียจะมีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานในแง่ที่ว่าเกิดจากระบบควบคุมน้ำตาลของร่างกายทำงานผิดปกติแต่อาการของทั้งสองโรคกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

โรคเบาหวาน หมายถึง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ที่เรียกว่า ไฮเปอร์ไกลซีเมีย (Hyperglycemia) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ และตับอ่อนไม่สามารถผลิต อินซูลินได้มากพอที่จะลดระดับน้ำตาลให้เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งแตกต่างจากโรคไฮโปไกลซีเมีย ที่ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมามากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำผิดปกติ   

ถึงอย่างนั้นโรคเบาหวานอาจมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำผิดปกติได้เช่นเดียวกับไฮโปไกลซีเมีย แต่เกิดจากการได้รับฮอร์โมนอินซูลินมากจนเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนกับไฮโปไกลซีเมีย 
 
นอกจากนี้โรคไฮโปไกลซีเมียยังมีอาการอื่นๆ ใน 40 อาการที่กล่าวไปแทรกซ้อนเข้ามาได้ แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานจะไม่ปรากฏอาการเหล่านั้นออกมา อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า แป้งขาว ของหวานและมัน เป็นต้นเหตุของโรคไฮโปไกลซีเมีย ดังนั้น วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือ การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งอาจารย์สาทิส ได้คิดค้นสูตรเด็ดขึ้นเพื่อป้องกันโรคร้ายนี้โดยเฉพาะคือ สูตรอาหารชีวจิต 

สูตร 1 สำหรับคนทั่วไป แนะนำให้บริโภคดังนี้ 
แป้งไม่ขัดขาว 50 เปอร์เซ็นต์ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด ขนมปังโฮลวีต ผัก 25 เปอร์เซ็นต์ จำพวกคะน้า กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ มะเขือเทศ โปรตีนจากพืช ผสมกับเนื้อปลา 15 เปอร์เซ็นต์ โปรตีนจากพืชควรเป็นถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง เต้าหู้ โปรตีนเกษตร เบ็ดเตล็ด 10 เปอร์เซ็นต์ เช่น งาคั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม เมล็ดทานตะวัน ถั่วคั่ว ซุปมิโซะ ผลไม้ไม่หวาน

สูตร 2 สำหรับคนที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคเบาหวาน แนะนำให้บริโภคดังนี้
กลุ่มแป้งไม่ขัดขาว 30 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มผัก 35 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มโปรตีน 25 เปอร์เซ็นต์ เบ็ดเตล็ด 10 เปอร์เซ็นต์ ควรเน้นผลไม้ที่ไม่หวาน

สูตรวิตามินและอาหารเยียวยาไฮโปไกลซีเมีย
- เบต้าแคโรทีนขนาด 500 ไอยูและวิตามินดี 1,000 ไอยูอย่างละ 1 เม็ดหลังอาหารเช้า 
- วิตามินบีคอมเพล็กซ์ 50 หรือ 100 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร เช้า-เย็น
- วิตามินซี 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น
- วิตามินบี 1 และบี 6 อย่างละ 100 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร เช้า-เย็น
- โครเมียม ประมาณ 500 ไมโครกรัม ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า
- เต้าหู้ชนิดขาวไม่ใส่ไข่ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือน้ำเต้าหู้(ไม่ใส่น้ำตาล) 1 แก้ว วันเว้นวัน
 
นอกจากนี้อาจารย์สาทิสยังแนะนำให้ทำน้ำอาร์ซีใส่กระติกน้ำร้อน ดื่มครั้งละค่อนแก้ว ( 3 - 4 ของแก้ว) วันละ 3-4 ครั้ง รวมถึงการทำดีท็อกซ์ทุกวันเป็นเวลา 14 วัน แล้วสัปดาห์ต่อไปจึงทำวันเว้นวันอีก 2 สัปดาห์ ให้ครบ 4 สัปดาห์ จากนั้นทำเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว
 
ที่ขาดไม่ได้เลยคือ การออกกำลังกายด้วยวิธีไหนก็ได้ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ให้ถึงจุดพีค (Peak) หากไม่ทราบว่าจะออกกำลังกายแบบไหน อาจารย์สาทิสแนะนำ ให้รำกระบองแบบชีวจิตจะเป็นการออกกำลังกายที่ครบทุกส่วนที่สุด 
 
เริ่มตั้งแต่วันนี้ลองสำรวจตัวเองแล้วนำสูตรไปปรับใช้กันดูนะครับเพราะไม่แน่ว่า ตอนนี้โรคร้ายแสนเงียบนาม “ไฮโปไกลซีเมีย” อาจกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้คุณแล้วก็เป็นได้ ช่วงนี้สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน ทำให้หลายคนป่วยกันง่าย โดยเฉพาะโรคต่อมทอนซิลอักเสบที่เป็นได้ทุกเพศทุกวัย อาจารย์สาทิส อินทรกำแพง ได้เคยแนะนำสูตรเด็ดแก้ต่อมทอนซิลอักเสบแบบง่ายๆ สไตล์ชีวจิตให้ลองไปปรับใช้ดูกันครับ

1.ยาเก่าๆ ประเภทปฏิชีวนะนั้น ขอให้กินต่อไปจนหมด เมื่อหมดแล้วหมดเลย ไม่ต้องซื้อมากินต่อ
2.แนะนำให้กินวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น นาน 10 วัน
3.กินซิงค์ (Zinc) ขนาด 100 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น เพื่อช่วยให้การอักเสบของต่อมทอนซิลและหูหายเร็วขึ้น 
4.กินวิตามินบี 1 บี 6 บี 12 (แบบเป็นวิตามินรวมใน 1 เม็ด)1 เม็ด หลังอาหารเช้า ร่วมกับกินวิตามินบีคอมเพล็กซ์1เม็ด หลังอาหารกลางวัน (วิตามินรวมกับวิตามินบีคอมเพล็กซ์ เป็นคนละชนิด ไม่เหมือนกัน อย่าเข้าใจผิด) 
5.งดอาหารประเภทแป้งขาว ของหวาน (น้ำตาลขาว) ให้กินข้าวกล้อง ผัก ถั่ว(ประเภท ถั่วแดง ถั่วเขียว และถั่วเหลือง)และปลา 
6.กินอาหารกลุ่มเบ็ดเตล็ด(ตามสูตรชีวจิต)เช่น สาหร่ายทะเล เมล็ดทานตะวัน เมล็ด ฟักทอง และผลไม้ไม่หวาน เช่น มะละกอ ฝรั่ง แอ๊ปเปิ้ลเขียว พุทรา
7. ทำดีท็อกซ์วันละ 1 ครั้ง วันเว้นวัน จำนวน 7 ครั้ง
(0)
Share
Cheewajit
Keep by Cheewajit
4318
FOLLOWER

ชีวจิตแก้โรคในออฟฟิศ: ตอนที่ 5 โรคไฮโปไกลซีเมีย

"วิถีชีวิตในสังคมปัจจุบันอันแสนเร่งรีบ ทำให้คนเรา ป่วยกันง่ายขึ้น โดยมักจะเริ่มต้นด้วยโรคเล็กๆน้อยๆ ยิ่งผู้ป่วยละเลยการดูแลสุขภาพก็อาจทำให้โรคลุกลาม จนกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
เรื่องพิเศษปักษ์นี้จึงจะพาทุกท่านไปรู้จักกับโรคไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) หนึ่งในโรคสมัยใหม่ที่อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต ให้คำนิยามไว้ว่า “โรคนี้ไม่ทำให้คุณตาย แต่ทำให้คุณรู้สึกอยากตาย”

"รู้จักไฮโปไกลซีเมีย"
อาจารย์สาทิสได้กล่าวถึงโรคนี้ไว้ว่า ไฮโปไกลซีเมีย แปลเป็นภาษาง่ายๆ ว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คำว่าไฮโป (Hypo) แปลว่า ต่ำ ส่วนไกลซีเมีย (Glycemia) หมายถึง น้ำตาล โรคนี้เกิดจาก ระบบการควบคุมน้ำตาลของร่างกายทำงานผิดปกติ ได้รับการค้นพบ อย่างเป็นทางการโดยดร.ซีลแฮร์ริสเมื่อปี พ.ศ. 2467 ซึ่งในตอนแรก เรียกว่า ภาวะอินซูลินทำงานเกินปกติ

น้ำตาลในเลือดต่ำในที่นี้มิได้หมายความว่าต่ำอยู่ตลอดทั้งวัน แต่จะมีลักษณะลงต่ำ แล้วขึ้นสูง แล้วก็ลงต่ำ สลับกันไปตลอดทั้งวัน

ทั้งนี้น้ำตาลที่กล่าวถึงไม่ใช่น้ำตาลที่ใช้ทำขนมหรือน้ำตาลที่ใส่ ในน้ำอัดลม แต่เป็นน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ซึ่งเป็นสารอาหารหลัก ในการสร้างพลังงานให้ร่างกาย ได้จากการกินแป้งเข้าไปในร่างกาย นั่นเอง

เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำลงจะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หงุดหงิดง่าย นำมาซึ่งสารพัดอาการเจ็บป่วย จนแพทย์ให้คำจำกัดความโรคนี้ ไว้ว่าภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatique Syndrome หรือ CFS)"
1 KEEP
Cheewajit
0 LOVES
COMMENT