เรื่องราวลึกลับ: สิ่งศักดิ์สิทธิ์...เชื่อได้! (แต่ต้องเชื่อตัวเองด้วย) ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตทุกคนน่าจะเคยผ่านช่วงเวลาวิกฤติช่วงเวลาที่ไขว้เขว สับสนในชีวิตพยายามตะเกียกตะกายทุกวิถีทางอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ตัวเองได้เดินทางไปถึงฝั่งท่ามกลางสมรภูมิที่ทุกคนคือคู่แข่ง

ไม่แปลกเลยที่เราจะไขว่คว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา ให้รู้สึกมีพลัง มีกำลังใจ มีความหวัง พูดได้เลยว่าร้อยละ 80 ย่อมนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใกล้ชิด แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะช่วยเราได้มากแค่ไหน แต่ก็รู้สึกอุ่นใจ จะว่าไป...อำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นับว่าเป็นเรื่องลี้ลับแล้ว แต่คนที่เชื่อถือและศรัทธาในพลังลี้ลับนั้น...ยิ่งน่าแปลกมากกว่า

สมัยก่อน ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้แต่ก็ไม่ได้ลบหลู่ ขณะเดียวกันก็ไม่เคยข้องแวะพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลย เมื่อถึงเวลาที่จะต้องสอบเข้าเรียนหรือสอบแข่งขันอะไรก็ตาม คุณแม่จะเป็นคนจัดการเรื่องพวกนี้จนเสร็จสรรพ ครบทุกขั้นตอนชนิดไม่มีตกหล่น ตั้งแต่การเตรียมการบนบานศาลกล่าวไปจนถึงการแก้บน ส่วนฉันก็ทำหน้าที่ของฉันไป ถึงเวลาก็ได้รับประทานของแก้บนเท่านั้น

จะเป็นด้วยเหตุนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ฉันก็สอบเข้าเรียนได้ทุกครั้ง ตอนชั้นประถมก็ได้เรียนห้องที่เก่งที่สุด พอสอบเข้าชั้นมัธยมก็ได้เข้าโรงเรียนดังระดับประเทศ แม้แต่สอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ยังได้เรียนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ ทั้ง ๆ ที่ฉันก็ไม่ค่อยจะตั้งใจอ่านหนังสือเท่าคนอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้บางครั้งฉันนึกหลงตัวเอง โดยไม่รู้ว่าที่ฉันสอบได้นั้นเพราะเหตุใดกันแน่ เพราะทุก ๆ ความสำเร็จของฉันมักจะมีความเชื่อของคุณแม่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

จนฉันได้พบกับเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ฉันเริ่มเชื่อในพลังบางอย่างของสิ่งศักดิ์สิทธิ์...

เมื่อคราวที่เรียนมหาวิทยาลัย ฉันไม่เคยสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เพื่อนร่วมสถาบันทุกคนสักการบูชาเลย แม้ว่าจะมีกิจกรรมรับน้องที่จัดให้เด็กใหม่ได้ไปสักการะฉันก็โดดเสียอย่างนั้น สรุปผลการเรียนที่นี่ก็คือ ฉันหลงระเริงกับความอิสระของชีวิตมหาวิทยาลัยเสียจนกู่ไม่กลับ สุดท้ายก็ต้องออกไปตามระเบียบ ฉันยอมรับว่าตกใจมากเพราะไม่เคยผิดหวังกับการเรียนมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้คุณแม่ฉันก็ผิดหวังไปด้วย ชีวิตหลังจากนั้น ฉันจึงต้องเริ่มทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งหาที่เรียน หาที่สอบอย่างบ้าคลั่ง ทว่าฉันก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย ไม่ว่าจะไปสอบกี่ที่กี่แห่งก็สอบไม่ผ่านไม่ว่าจะตั้งใจอ่านหนังสือแค่ไหนก็ตามกระทั่งหมดช่วงสอบไป ฉันก็รู้สึกกลัวขึ้นมาว่าจะต้องว่างไปอีกหนึ่งปี ตอนนั้นเองที่ความคิดเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์แวบเข้ามาในสมองฉันจึงลองตั้งจิตอธิษฐานว่า

“หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ขอให้ฉันได้มีที่เรียนทีเถิด”

วันถัดมานั้นเอง ฉันก็ได้รู้ข่าวการเปิดรับคัดเลือกนักศึกษาจากการสอบตรงรอบ 2 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ฉันสมัครไปทันทีและตัดสินใจทำทุกอย่าง รวมทั้งการบนบานกับศาลเจ้าเล็ก ๆ ในสถานศึกษาแห่งนั้น ซึ่งร่ำลือกันว่า “ใครบนที่นี่ไว้ ยังไงก็สอบติด”

แล้วฉันก็สอบติดจริง ๆ ฉันดีใจมากและหลงเชื่อเรื่องลึกลับนี้เสียสนิทใจ

เป็นเวลาเกือบสองปีที่ฉันใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ด้วยความเชื่อและศรัทธาต่อศาลเจ้าเก่า ๆ ศาลนั้น ฉันเชื่อมาตลอดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเพียงตาดลบันดาลให้ฉันได้มาเรียนที่นี่ ฉันจึงหาโอกาสมาสักการะทุกปี และไม่ลืมที่จะส่งต่อความเชื่อนี้ไปยังน้อง ๆ รุ่นต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ฉันเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องในฐานะรุ่นพี่ปี 3 วันนั้นมีพี่ปีแก่ (รุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว) มาร่วมกิจกรรมด้วย และได้เฉลยเรื่องราวลี้ลับบางอย่างให้ฉันได้รู้

พี่เขาเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ใครเคยไปบนที่ศาลเก่ามาบ้าง” น้อง ๆ ยกมือกันกว่าครึ่ง ยิ่งย้ำให้ฉันมั่นใจในความขลังของศาลเล็ก ๆ เก่า ๆ ศาลนั้น แต่รุ่นพี่กลับยิ้มด้วยท่าทีแปลก ๆ พาให้ทุกคนที่ยกมือค่อย ๆ ลดแขนลงพร้อมด้วยสีหน้าแสดงความสงสัย รุ่นพี่ปีแก่จึงเริ่มเล่าประวัติของศาลเจ้าเก่าให้ฟังว่า

“จริง ๆ แล้ว ศาลที่เราเห็นกันทุกวันนี้เป็นศาลเก่าของพวกคนงานที่มาสร้างตึกพวกคนงานมาสร้างเพิงสังกะสีชั่วคราวอยู่ติดรั้วมหาวิทยาลัยและตั้งศาลนี้ขึ้นมาด้วย พอสร้างตึกเสร็จ พวกคนงานก็ย้ายออกไปโดยนำศาลเพียงตาที่ว่ามาทิ้งไว้ที่ลานทิ้งขยะ

“ตอนนั้นสภาพศาลก็ผุ ๆ พัง ๆ ดูขลังดี สถานที่ก็เหมาะเจาะ พวกเราเห็นปั๊บก็รู้ว่างานนี้สนุกแน่ จึงจัดการตกแต่งศาลให้ดูลี้ลับ แล้วก็แต่งเติมตำนานความเชื่อขึ้นมาหลอกน้อง ๆ ว่า ถ้าใครอยากสอบติด ต้องมาบนบานศาลเจ้าประจำมหาวิทยาลัยแห่งนี้

“ไม่คิดเลยว่าความเชื่อที่แต่งขึ้นเล่น ๆ จะสืบทอดมาได้หลายปีขนาดนี้” พี่เขาทิ้งท้ายพร้อมเสียงหัวเราะที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนงี่เง่าเสียนี่กระไร

แต่ในขณะที่ฉันนึกเพ่งโทษตัวเองที่งมงายและเชื่อในสิ่งที่ไร้เหตุผล คำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งก็ดังขึ้นและทำให้ฉันได้สติ

“ความเชื่อเรื่องศาลเก่าอาจจะเป็นนิทานหลอกเด็กที่พวกพี่แต่งขึ้นเองก็จริง แต่อย่างน้อย ตอนนี้คุณก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากแล้ว คุณเข้ามาเรียนที่นี่ได้ด้วยความสามารถของตัวเองล้วน ๆ พี่ไม่ได้บอกว่าความเชื่อเป็นสิ่งที่ผิด คุณเชื่อได้หากว่านั่นเป็นกำลังใจที่ดีของคุณ

“แต่ที่สำคัญ ไม่ว่าคุณจะเชื่อในอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน ก็อย่าลืมเชื่อในความสามารถของตัวคุณเองด้วย”

แม้จะเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกมาตลอดสองปี แต่น่าแปลกที่ในตอนนี้ฉันกลับรู้สึกภูมิใจในตัวเองขึ้นมาอย่างประหลาดเป็นเวลาเกือบสองปีที่ฉันใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ด้วยความเชื่อและศรัทธาต่อศาลเจ้าเก่าๆ ศาลนั้น ฉันเชื่อมาตลอดว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเพียงตาดลบันดาลให้ฉันได้มาเรียนที่นี่
(1)
Share
Secret
Keep by Secret
2807
FOLLOWER

เรื่องราวลึกลับ: สิ่งศักดิ์สิทธิ์...เชื่อได้! (แต่ต้องเชื่อตัวเองด้วย)

"ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตทุกคนน่าจะเคยผ่านช่วงเวลาวิกฤติช่วงเวลาที่ไขว้เขว สับสนในชีวิตพยายามตะเกียกตะกายทุกวิถีทางอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ตัวเองได้เดินทางไปถึงฝั่งท่ามกลางสมรภูมิที่ทุกคนคือคู่แข่ง
ไม่แปลกเลยที่เราจะไขว่คว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา ให้รู้สึกมีพลัง มีกำลังใจ มีความหวัง พูดได้เลยว่าร้อยละ 80 ย่อมนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใกล้ชิด แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะช่วยเราได้มากแค่ไหน แต่ก็รู้สึกอุ่นใจ จะว่าไป...อำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นับว่าเป็นเรื่องลี้ลับแล้ว แต่คนที่เชื่อถือและศรัทธาในพลังลี้ลับนั้น...ยิ่งน่าแปลกมากกว่า
สมัยก่อน ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้แต่ก็ไม่ได้ลบหลู่ ขณะเดียวกันก็ไม่เคยข้องแวะพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลย เมื่อถึงเวลาที่จะต้องสอบเข้าเรียนหรือสอบแข่งขันอะไรก็ตาม คุณแม่จะเป็นคนจัดการเรื่องพวกนี้จนเสร็จสรรพ ครบทุกขั้นตอนชนิดไม่มีตกหล่น ตั้งแต่การเตรียมการบนบานศาลกล่าวไปจนถึงการแก้บน ส่วนฉันก็ทำหน้าที่ของฉันไป ถึงเวลาก็ได้รับประทานของแก้บนเท่านั้น
จะเป็นด้วยเหตุนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ฉันก็สอบเข้าเรียนได้ทุกครั้ง ตอนชั้นประถมก็ได้เรียนห้องที่เก่งที่สุด พอสอบเข้าชั้นมัธยมก็ได้เข้าโรงเรียนดังระดับประเทศ แม้แต่สอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ยังได้เรียนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ ทั้ง ๆ ที่ฉันก็ไม่ค่อยจะตั้งใจอ่านหนังสือเท่าคนอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้บางครั้งฉันนึกหลงตัวเอง โดยไม่รู้ว่าที่ฉันสอบได้นั้นเพราะเหตุใดกันแน่ เพราะทุก ๆ ความสำเร็จของฉันมักจะมีความเชื่อของคุณแม่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
จนฉันได้พบกับเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ฉันเริ่มเชื่อในพลังบางอย่างของสิ่งศักดิ์สิทธิ์...
เมื่อคราวที่เรียนมหาวิทยาลัย ฉันไม่เคยสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เพื่อนร่วมสถาบันทุกคนสักการบูชาเลย แม้ว่าจะมีกิจกรรมรับน้องที่จัดให้เด็กใหม่ได้ไปสักการะฉันก็โดดเสียอย่างนั้น สรุปผลการเรียนที่นี่ก็คือ ฉันหลงระเริงกับความอิสระของชีวิตมหาวิทยาลัยเสียจนกู่ไม่กลับ สุดท้ายก็ต้องออกไปตามระเบียบ ฉันยอมรับว่าตกใจมากเพราะไม่เคยผิดหวังกับการเรียนมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้คุณแม่ฉันก็ผิดหวังไปด้วย ชีวิตหลังจากนั้น ฉันจึงต้องเริ่มทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งหาที่เรียน หาที่สอบอย่างบ้าคลั่ง ทว่าฉันก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย ไม่ว่าจะไปสอบกี่ที่กี่แห่งก็สอบไม่ผ่านไม่ว่าจะตั้งใจอ่านหนังสือแค่ไหนก็ตามกระทั่งหมดช่วงสอบไป ฉันก็รู้สึกกลัวขึ้นมาว่าจะต้องว่างไปอีกหนึ่งปี ตอนนั้นเองที่ความคิดเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์แวบเข้ามาในสมองฉันจึงลองตั้งจิตอธิษฐานว่า
“หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ขอให้ฉันได้มีที่เรียนทีเถิด”
วันถัดมานั้นเอง ฉันก็ได้รู้ข่าวการเปิดรับคัดเลือกนักศึกษาจากการสอบตรงรอบ 2 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ฉันสมัครไปทันทีและตัดสินใจทำทุกอย่าง รวมทั้งการบนบานกับศาลเจ้าเล็ก ๆ ในสถานศึกษาแห่งนั้น ซึ่งร่ำลือกันว่า “ใครบนที่นี่ไว้ ยังไงก็สอบติด”
แล้วฉันก็สอบติดจริง ๆ ฉันดีใจมากและหลงเชื่อเรื่องลึกลับนี้เสียสนิทใจ
เป็นเวลาเกือบสองปีที่ฉันใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ด้วยความเชื่อและศรัทธาต่อศาลเจ้าเก่า ๆ ศาลนั้น ฉันเชื่อมาตลอดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเพียงตาดลบันดาลให้ฉันได้มาเรียนที่นี่ ฉันจึงหาโอกาสมาสักการะทุกปี และไม่ลืมที่จะส่งต่อความเชื่อนี้ไปยังน้อง ๆ รุ่นต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ฉันเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องในฐานะรุ่นพี่ปี 3 วันนั้นมีพี่ปีแก่ (รุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว) มาร่วมกิจกรรมด้วย และได้เฉลยเรื่องราวลี้ลับบางอย่างให้ฉันได้รู้
พี่เขาเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ใครเคยไปบนที่ศาลเก่ามาบ้าง” น้อง ๆ ยกมือกันกว่าครึ่ง ยิ่งย้ำให้ฉันมั่นใจในความขลังของศาลเล็ก ๆ เก่า ๆ ศาลนั้น แต่รุ่นพี่กลับยิ้มด้วยท่าทีแปลก ๆ พาให้ทุกคนที่ยกมือค่อย ๆ ลดแขนลงพร้อมด้วยสีหน้าแสดงความสงสัย รุ่นพี่ปีแก่จึงเริ่มเล่าประวัติของศาลเจ้าเก่าให้ฟังว่า
“จริง ๆ แล้ว ศาลที่เราเห็นกันทุกวันนี้เป็นศาลเก่าของพวกคนงานที่มาสร้างตึกพวกคนงานมาสร้างเพิงสังกะสีชั่วคราวอยู่ติดรั้วมหาวิทยาลัยและตั้งศาลนี้ขึ้นมาด้วย พอสร้างตึกเสร็จ พวกคนงานก็ย้ายออกไปโดยนำศาลเพียงตาที่ว่ามาทิ้งไว้ที่ลานทิ้งขยะ
“ตอนนั้นสภาพศาลก็ผุ ๆ พัง ๆ ดูขลังดี สถานที่ก็เหมาะเจาะ พวกเราเห็นปั๊บก็รู้ว่างานนี้สนุกแน่ จึงจัดการตกแต่งศาลให้ดูลี้ลับ แล้วก็แต่งเติมตำนานความเชื่อขึ้นมาหลอกน้อง ๆ ว่า ถ้าใครอยากสอบติด ต้องมาบนบานศาลเจ้าประจำมหาวิทยาลัยแห่งนี้
“ไม่คิดเลยว่าความเชื่อที่แต่งขึ้นเล่น ๆ จะสืบทอดมาได้หลายปีขนาดนี้” พี่เขาทิ้งท้ายพร้อมเสียงหัวเราะที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนงี่เง่าเสียนี่กระไร
แต่ในขณะที่ฉันนึกเพ่งโทษตัวเองที่งมงายและเชื่อในสิ่งที่ไร้เหตุผล คำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งก็ดังขึ้นและทำให้ฉันได้สติ
“ความเชื่อเรื่องศาลเก่าอาจจะเป็นนิทานหลอกเด็กที่พวกพี่แต่งขึ้นเองก็จริง แต่อย่างน้อย ตอนนี้คุณก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากแล้ว คุณเข้ามาเรียนที่นี่ได้ด้วยความสามารถของตัวเองล้วน ๆ พี่ไม่ได้บอกว่าความเชื่อเป็นสิ่งที่ผิด คุณเชื่อได้หากว่านั่นเป็นกำลังใจที่ดีของคุณ
“แต่ที่สำคัญ ไม่ว่าคุณจะเชื่อในอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน ก็อย่าลืมเชื่อในความสามารถของตัวคุณเองด้วย”
แม้จะเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกมาตลอดสองปี แต่น่าแปลกที่ในตอนนี้ฉันกลับรู้สึกภูมิใจในตัวเองขึ้นมาอย่างประหลาดเป็นเวลาเกือบสองปีที่ฉันใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ด้วยความเชื่อและศรัทธาต่อศาลเจ้าเก่าๆ ศาลนั้น ฉันเชื่อมาตลอดว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเพียงตาดลบันดาลให้ฉันได้มาเรียนที่นี่"
2 KEEP
Secret
num.sombat
1 LOVES
poommarin
COMMENT
SQUARE