ไซเคิลโลจิสติกส์ (CycleLogistics) ความเชื่อมั่นที่ว่าสวนสวยและพืชผักที่ปลอดสารไม่เพียงทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ ไม่แตกต่างจากการมองเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศไอดอลแห่งการใช้จักรยานเพื่อการสัญจรและการขนส่ง  
  
ความสำเร็จของทั้งสองประเทศกลายเป็นกรณีศึกษาให้กับสหภาพยุโรปในการรณรงค์เพื่อลดการใช้ยานยนต์ ด้วยการจัดตั้งไซเคิลโลจิสติกส์ (CycleLogistics) เมื่อพฤษภาคม 2011 เพื่อผลิตและเผยแพร่ข้อมูลในการขจัดความลังเลของผู้ประกอบการขนส่ง ในการเปลี่ยนพาหนะจากมอเตอร์ไซค์และรถบรรทุกที่ขนส่งได้คราวละจำนวนมาก มาเป็นการเพิ่มจำนวนเที่ยวและจำนวนพนักงานขนส่งด้วยการใช้จักรยาน โดยชี้ให้เห็นถึงต้นทุนที่อาจจะเพิ่มขึ้นจากการขนส่งครั้งละจำนวนน้อยและการจ้างพนักงานขี่จักรยานเพิ่มขึ้น แต่ก็สามารถถัวเฉลี่ยไปกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่นับวันจะสูงขึ้น อีกทั้งช่วยประหยัดค่าที่จอดรถยนต์ซึ่งมีราคาแพง และที่สำคัญทำให้บริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของลูกค้าในปัจจุบัน 
  
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอข้อมูลในการก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องปริมาณการขนส่งและความปลอดภัยด้วยบทกฎหมาย สาธารณูปโภคสำหรับจักรยาน รวมถึงเทคนิคการผลิตที่ก้าวหน้า โดยยกตัวอย่างจักรยานของบริษัทเอทเฟรท (8Freight) ซึ่งออกแบบโดยไมค์ เบอร์โรวส์ (Mike Burrows) นักออกแบบจักรยานระดับโลกที่บรรจงออกแบบจักรยานสำหรับขนสินค้าให้มีทั้งความสวยงามและการทรงตัวที่ปลอดภัย ทั้งๆ ที่บรรทุกสินค้าถึง 60 กิโลกรัม รวมไปถึงข้อมูลความก้าวหน้าของผู้ผลิตรถจักรยานแบบสามล้อ ที่เมื่อใส่มอเตอร์ไฟฟ้าก็สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 200 กิโลกรัม และวิ่งได้ไกลถึง 20 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง 
  
อย่างไรก็ตามความสำเร็จของการผลักดันให้เมืองมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นมิได้เกิดจากเสียงเรียกร้องเพียงอย่างเดียว แต่หลายโครงการเพื่อการเปลี่ยนรถเป็นจักรยานล้วนแล้วแต่ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากรัฐบาลกลางหรือเทศบาลท้องถิ่น เพื่อให้ธุรกิจขนส่งด้วยจักรยานยังยืนหยัดอยู่ได้ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนสาธารณูปโภคของเมืองให้เอื้อต่อการขับขี่จักรยานมาอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นที่เดนมาร์กมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปลายยุค 70 และพัฒนาเรื่อยมาจนกว่าจะกลายมาเป็นเมืองขวัญใจนักปั่นดังเช่นปัจจุบัน
ไม่มีเทรนด์จากสำนักใดที่จะละเลยกระแสการดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเรียบง่าย แต่เปี่ยมความหมายในการเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูโลกจากภัยพิบัติและหวนคืนสู่บรรยากาศแสนสุขของวันวาน ทว่ากาลเวลาและ สภาพแวดล้อมที่ผิดแผกจากเดิมในปัจจุบัน ทำให้การหวนคืนสู่ธรรมชาติของเหล่าบุปผาชนแห่งศตวรรษที่ 21 ต้องพึ่งพิงองค์ประกอบหลายอย่างที่ไม่อาจเรียกได้ว่า “ธรรมดา”
ที่งานเบรด แอนด์ บัตเตอร์ 2012 (Bread & Butter 2012) งานแสดงสินค้าสตรีทแฟชั่นของเบอร์ลินคลาคล่ำไปด้วยผู้มาเยือนวิหารแห่งเดนิม ด้วยพื้นที่ขนาด 3,000 ตารางเมตรซึ่งได้อุทิศให้กับคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าเดนิมล่าสุดจากผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นพิเศษ เพื่อทำให้วิหารแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ถูกสรรค์สร้างมาสำหรับผู้ที่หลงใหลในเสื้อผ้าซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสินค้าสำหรับผู้ใช้แรงงานในเหมืองแร่  

คิงส์ ออฟ อินดิโก (Kings of Indigo: K.O.I) เปิดตัวคอลเล็กชั่นที่สามของพวกเขาด้วยกางเกงยีนส์รีไซเคิลที่ถูกเติมกลิ่นอายแห่งความพิเศษด้วยตราสัญลักษณ์ "คิงส์ ออฟ ลอนดรี (Kings of Laundry)" เครื่องหมายแสดงคุณภาพจากสุดยอดโรงงานซักฟอกในแคว้นเวเนโตที่อิตาลี ที่ใช้นวัตกรรมเลเซอร์และเทคนิคโอโซนในขั้นตอนการทำความสะอาด (wash process) เพื่อลดการใช้น้ำและสารเคมี ซึ่ง K.O.I ได้ไปเสาะแสวงหามาเพื่อรักษาความเป็นสุดยอดแบรนด์แห่งการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ 

ขณะเดียวกันเสื้อผ้าเดนิมของผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่นำมาแสดงในงานนั้น ก็มาพร้อมกับรายละเอียดพิเศษและเรื่องราวของกระบวนการผลิตที่กระชากใจเหล่าสาวก ทั้งรายละเอียดการตัดเย็บผ้าเดนิมที่มีความหนาด้วยสองมือช่าง ตลอดจนการเลือกกลับไปใช้จักรเย็บผ้ารุ่นดั้งเดิมในกระบวนการผลิต ทว่าสิ่งที่ยีนส์ชั้นสูงเหล่านี้มีใกล้เคียงกัน ก็คือการผลิตขึ้นจากผ้าฝ้ายออร์แกนิกที่ผ่านการรับรองในระดับสากลและลดทอนการใช้พลังงานที่ทำร้ายโลกโดยไม่จำเป็น นูดดี้ ยีนส์ (Nudie Jeans) แบรนด์จากสวีเดนที่โด่งดังด้วยวิธีการให้ลูกค้าเป็นผู้สร้างลวดลายบนกางเกงยีนส์ด้วยตนเอง จากคู่มือที่แนะนำเทคนิคการใส่ติดต่อกัน 6 เดือน และเมื่อซักครั้งแรกก็จะเกิดร่องรอยและเส้นสายบนกางเกงตามการเคลื่อนไหวของเจ้าของ แม้เดิมทีจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับแหล่งผลิตผ้าฝ้ายเป็นพิเศษ แต่ที่สุดแล้วก็ไม่สามารถต้านกระแสตลาดได้ จึงต้องกระโดดเข้าร่วมสายธารแห่งออร์แกนิกนี้เมื่อปี 2006 แต่นูดดี้ ยีนส์ ก็ประสบปัญหาในการซื้อผ้าออร์แกนิกมาผลิตยีนส์ให้ได้ตามจำนวนในเวลาต่อมา จนต้องตัดสินใจลงทุนพัฒนาและผลิตผ้าฝ้ายของตนเองแทนการซื้อจากซัพพลายเออร์ จนในที่สุดยีนส์ทุกไลน์การผลิตก็สามารถติดป้าย “ฝ้ายออร์แกนิก 100%”   
 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการใช้ฝ้ายออร์แกนิกจะเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่โรงงานหลายแห่งก็ทำได้ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น นูดดี้ ยีนส์ จึงเพิ่มระดับความเข้มข้นของการรักษ์โลก ด้วยการมอบโอกาสในการกำหนดวงจรชีวิตของกางเกงยีนส์ในมือผู้บริโภค ภายใต้แคมเปญ “Repair Reuse Reduce” โดยเพิ่มบริการซ่อม ปรับแต่ง และรับยีนส์เก่ามาป่นและปั่นให้กลายเป็นเส้นใยในการผลิตผ้าสำหรับยีนส์ตัวใหม่ ซึ่งทำให้นูดดี้ ยีนส์ ก้าวขึ้นมาเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องของยีนส์ที่ใส่แล้วดูเท่ทั้งกายและใจ บางครั้ง แม้ว่าจะมีป้ายบอกชัดเจนว่า “ฝ้ายออร์แกนิก 100%” แต่ผู้บริโภคก็อดไม่ได้ที่จะเกิดคำถามขึ้นในใจ ว่าสิ่งที่ป้ายบอกนั้นเชื่อถือได้หรือไม่
 
คำตอบที่ได้รับจึงมักเป็นการแนะนำให้มองหาฉลากที่เป็นมาตรฐานรับรองระดับโลก อย่างเช่น  Global Organic Textile Standard ที่ดำเนินงานโดยสมาชิกสำคัญ 4 ประเทศ คือ สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic Trade Association: GOTS) สหรัฐอเมริกา สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอธรรมชาติ (International Association of Natural Textile Industry) เยอรมนี สมาคมดิน (Soil Association) สหราชอาณาจักร และสมาคมความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (Japan Overseas Cooperative Association) ที่ร่วมกันทำงานเพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิตสิ่งทอ จากที่ต่างๆ เพื่อให้การรับรองว่าสินค้าชนิดนั้นผลิตขึ้นตามกระบวนการ ออร์แกนิกอย่างแท้จริง
    
นอกจาก GOTS แล้ว ยังมีองค์กรอีกหลายแห่งที่เข้มงวดเรื่องคุณภาพ และการประชาสัมพันธ์ ทั้งหมดนี้มีส่วนสำคัญในการขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าออร์แกนิก จนส่งผลให้ตลาดสินค้าออร์แกนิกโลกในปี 2012 มีมูลค่าสูงถึง 1.78 ล้านล้านบาท (59.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) โดยเพิ่มขึ้นจากปี 1999 ถึงร้อยละ 288 เมื่อความต้องการสินค้าออร์แกนิกเพิ่มมากขึ้นในตลาด นั่นหมายถึงปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้นในการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบให้ทันกับความต้องการ จึงมีแรงขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีทางด้านอวกาศเข้ามามีบทบาทในสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดของการทำเกษตรกรรม หลังดำเนินโครงการมาอย่างยาวนาน ในที่สุด อีโคเซิร์ท (Ecocert) หน่วยงานเพื่อการรับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ชั้นนำของยุโรปและองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) ก็สามารถนำดาวเทียมมาใช้ในการพิสูจน์ว่าผลผลิตการเกษตรนั้นปลอดจากการใช้ปุ๋ยเคมี 
  ภาพถ่ายของดาวเทียมรุ่นใหม่นี้แสดงผลจากกล้องอินฟราเรด ตั้งแต่อุณหภูมิและข้อมูลอื่นๆ ซึ่งจะถูกบันทึกและแปลความหมายออกมาเป็นแถบสี ที่บ่งบอกลักษณะ (spectral signature) ของดินและผลผลิต เวลาอ่านภาพ ก็จะสามารถบอกได้ว่าพืชชนิดนั้นๆ ได้รับการปลูกด้วยกรรมวิธีออร์แกนิก หรือไม่ โดยที่ไม่ต้องใช้คนจำนวนมากในการเดินทางไปตรวจพื้นที่ออร์แกนิก ทุกสัปดาห์
  
ดร.ปิแอร์ ออตต์ (Dr.Pierre Ott) จากอีโคเซิร์ทกล่าวว่า กว่าร้อยละ 80 ของผลการทดสอบมีความถูกต้อง เมื่อเทียบกับการออกสนามไปเก็บตัวอย่างมาทดสอบเพื่อให้การรับรอง แต่ประหยัดเวลามากกว่า อย่างไรก็ตามแม้การทดลองนี้จะทำเฉพาะกับทุ่งข้าวโพดและข้าวสาลีขนาดใหญ่เท่านั้น ทว่าปัจจุบันดาวเทียมก็ถูกใช้ในการจับตาดูความเปลี่ยนแปลงของการใช้ที่ดินและน้ำ ซึ่งมีรัศมีครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ในโลก ตั้งแต่ไร่องุ่นในแคลิฟอร์เนีย ทุ่งข้าวเจ้าในจีน จนถึงไร่กาแฟในโคลัมเบียและเคนยา “ดาวเทียมกลายเป็นของธรรมดาสำหรับการทำเกษตรไปเสียแล้ว” เจฟฟ์ เวด (Geoff Wade) ผู้อำนวยการอุตสาหกรรมทรัพยากรธรรมชาติจากอีเอสอาร์ไอ (ESRI) บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์เกี่ยวกับข้อมูลภูมิศาสตร์โลกกล่าว ทั้งยังเผยว่าเทคโนโลยีดาวเทียมในปัจจุบันพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก ภาพถ่ายเพียงขนาด 6 นิ้วมีรายละเอียดต่างๆ อย่างไม่น่าเชื่อ นั่นจึงทำให้การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อการบริหารน้ำและการใช้ปุ๋ยให้ผลได้อย่างแม่นยำ ขณะที่การขยายตัวของกลุ่มผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าออร์แกนิก มีจำนวนมากขึ้น ผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งก็เลือกที่จะอุทิศแรงกายของตนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตอาหารและใช้ชีวิตที่อิงแอบกับธรรมชาติเพื่อช่วยโลกอีกทางหนึ่ง

ปี 2013 ฟิล วีนเนอร์ (Phil Weiner) ก่อตั้ง เออร์เบินเอิร์ธ (UrbnEarth) บริษัทเพื่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้อาศัยในเมืองได้อยู่อย่างธรรมชาติ เช่น ชุดปลูกพืชผักสำหรับกินเองที่เรียกว่า “เอิร์บแมท (UrbMat)” ซึ่งช่วยขจัดปัญหาเรื่องพื้นที่และเมล็ดพันธุ์สำหรับชาวสวนมือใหม่ เพียงแค่หากล่องที่มีขนาด 3x2 ฟุตมาใส่ดิน แล้ววางแผ่นเสื่อลงไป ต่อด้วยนำเมล็ด "โกรว์อัปส์ (GrowUps)" ที่ทำจากแป้งพริก ปุ๋ยหมัก มูลไส้เดือน และเมล็ดพันธุ์ออร์แกนิกหย่อนลงไปตามช่อง หลังจากนั้นก็รอเก็บเกี่ยวผลผลิตที่สุดแสนจะปลอดภัยจากชุดปลูกผักที่ซื้อมาในราคาชุดละ 1,650 บาท (ราว 54.95 เหรียญสหรัฐฯ) ความเชื่อและธุรกิจของวีนเนอร์จะไม่มีวันได้รับการตอบสนองถ้าหากไม่มีคนอีกจำนวนมากที่เชื่อเหมือนกับเขาว่าการคืนสู่ชีวิตสีเขียวด้วยอาหารที่ปลูกเองที่บ้านจะส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งคนและเมือง เพราะนอกจากจะบริโภคได้อย่างปลอดภัยแล้ว ยังช่วยลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงจากการขนส่งด้วย อันเป็นที่มาของกระแสจีไอวาย (grow it yourself: GIY) ในปัจจุบัน นับเป็นช่องทางแจ้งเกิดให้กับเอิร์บแมทในฐานะเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างในการสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับชาวสวนในเมืองที่ไม่อยากอาบเหงื่อต่างน้ำ แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของระบบผลิตอาหารที่มีคุณภาพและเป็นกำลังเล็กๆ ในการฟื้นฟูโลก  

อย่างไรก็ตาม กระแสจีไอวายไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำสวนน้อยภายในห้องพักกลางกรุง แต่ยังขยายไปสู่กลุ่มที่อยากจะเมินวิถีชีวิตในเมืองที่ต้องพึ่งพาระบบสาธารณูปโภคของรัฐ อย่างเช่นระบบไฟฟ้า (going off the grid) แล้วหันหน้าเข้าสู่วิถีชนบทด้วยการเปลี่ยนสวนหลังบ้านให้กลายเป็น ฟาร์มแห่งการพึ่งพาตนเองเพื่อประหยัดเงินและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากการผลิตผลิตภัณฑ์ (carbon footprint) การใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองนั้นครอบคลุมตั้งแต่การปลูกธัญพืช ผักผลไม้ เลี้ยงสัตว์ และการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ทว่านักบุกเบิกที่ดินสมัยใหม่สามารถตั้งรกรากได้โดยไม่ลำบากเท่าในอดีตเพราะอุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นสิ่งที่สามารถซื้อหามาติดบ้านได้เหมือนเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป อีเกีย (IKEA) ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของโลกกระโดดเข้าร่วมชิงส่วนแบ่งในตลาดสีเขียวที่กำลังเติบโต ด้วยการส่งเครื่องมือพลังงานแสงอาทิตย์แบบใช้งานที่บ้านมาวางจำหน่ายในสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรก เนื่องจากรัฐมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศ อีเกียจึงนำเสนอแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ร่วมมือกับบริษัทฮันเนอร์จี โฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด (Hanergy Holding Group Ltd.) ผู้ผลิตแผ่นฟิล์มรับแสงในจีน โดยเสนอขายแผงที่ผลิตในเยอรมนี พร้อมติดตั้งและดูแลในราคา 290,000 บาท (5,700 ปอนด์) ซึ่งผลจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการอุดหนุนของรัฐบาล จะทำให้เจ้าของบ้านสามารถประหยัดเงินได้ปีละ 39,000 บาท (770 ปอนด์) และคุ้มทุนในเวลาประมาณ 7 ปี 
  
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงอีเกียเท่านั้นที่เล็งเห็นช่องทางการเติบโตจากตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ ผู้ผลิตอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์รายอื่นๆ ก็มีความหวังที่จะพลิกจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐมาเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจที่กำลังมีอนาคตสดใสและน่าลงทุนประเภทนี้ ตลาดสินค้าแห่งความยั่งยืนไม่เพียงสดใสในช่วงนี้แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตอีกมากในอนาคต
รายงานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ระบุว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีและคาดว่าในปี 2050 จะมีประชากรที่อาศัยในเมืองเพิ่มขึ้นเป็น 6.4 พันล้านคน โดยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3.4 พันล้านคนในปี 2009  ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนความจริงที่ว่าความเจริญทางเศรษฐกิจได้เพิ่มจำนวนชนชั้นกลางที่มีรสนิยมใน สินค้าออร์แกนิกให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย 
  
กำลังซื้อมหาศาลที่รออยู่เบื้องหน้านี้ ด้านหนึ่งเป็นโอกาสในการจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนผืนดินมาผลิตสินค้าออร์แกนิก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นแรงกดดันต่อพื้นที่การเกษตรอื่นๆ เช่นกัน เพราะการใช้ชีวิตตามธรรมชาติบัญชาเช่นนี้ ต้องใช้พื้นที่สำหรับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์มากกว่าปกติสองเท่าเพื่อให้ได้ผลผลิตเท่ากับการเกษตรแบบใช้สารเคมี  ดังนั้น การดำรง อยู่อย่างเรียบง่ายของคนยุคนี้จึงไม่อาจปล่อยไปตามครรลองดังเช่นในอดีต

หากนักวิทยาศาสตร์ นักอนุรักษ์ และอีกหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชน คงต้องใช้ความพยายามมากขึ้นไปอีก ทั้งเรื่องการทดลองผลิตเนื้อจากห้องแล็บหรืออาหารจากเครื่องพิมพ์สามมิติที่ค่อยๆ ก่อตัวจากของเหลวทีละหยด ทั้งนี้เพื่อให้ความปรารถนาที่ดีต่อโลกใบนี้ไม่เป็นการทำร้ายประชากรบางส่วนจากจำนวนรวม 9 พันล้านคน ที่อาจจะต้องเผชิญกับความหิวโหย เพราะโลกไม่สามารถตอบปัญหาพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตด้วยการผลิตอาหารให้เพียงพอได้ การย้อนกลับไปใช้ชีวิตที่ยืนด้วยลำแข้งของตนเองไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ยากเพราะปัจจุบันมีครอบครัวอเมริกันมากถึง 750,000 ครัวเรือนที่ใช้ชีวิตโดยปราศจากระบบไฟฟ้าของรัฐและปลูกผักกินเอง อย่างไรก็ตามสำหรับนักบุกเบิกมือใหม่ การคำนวณปริมาณอาหารและพลังงานสำหรับครอบครัว อาจจะเป็นเรื่องยาก จึงมีเว็บไซต์และบล็อกหลายแหล่งที่บันทึกประสบการณ์และเกร็ดความรู้เพื่อการค้นคว้า รวมถึงแผนผังภาพที่แสดงให้เห็นว่าการเริ่มต้นเลี้ยงครอบครัวขนาด 4 คนนั้น ต้องการพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ (2 เอเคอร์) สำหรับรองรับแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ ปลูกธัญพืช ผัก ผลไม้ และเลี้ยงสัตว์อย่างไก่ หมู และแพะ เพื่อให้ได้พลังงานและอาหารเพื่อเลี้ยงครอบครัวในเวลา 1 ปี ในยุคที่น้ำและอากาศเป็นสิ่งที่ต้องเร่งรีบรักษา เนื้อวัวดูจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของนักอนุรักษ์ เพราะใช้ทั้งน้ำและพื้นที่มากกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ในขณะที่เนื้อไก่ 1 กิโลกรัมใช้น้ำในการผลิตจำนวน 4,325 ลิตร เนื้อวัวในปริมาณเดียวกันกลับใช้น้ำมากถึง 15,415 ลิตร  
  
อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ให้ผู้คนหันมากินเนื้อไก่แทนเนื้อวัวเพื่อประหยัดน้ำ อาหารเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่ อาจจะไม่ใช่คำตอบเสียทีเดียว เพราะนับตั้งแต่ ปี 1960 เป็นต้นมา การบริโภคไก่ในสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 400 และจากข้อมูลของ Physicians Committee for Responsible Medicine (PCRM) ยังพบว่าชาวอเมริกันบริโภคไก่ล้านชิ้นต่อชั่วโมง ด้วยอัตราการรับประทานระดับนี้ แม้ว่าการเลี้ยงไก่จะดีกว่าการเลี้ยงวัว แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทางออกทั้งหมด 
  
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) จึงนำเสนอเมนูอาหารแบบดั้งเดิมอย่าง “แมลง” ทดแทนการกินเนื้อสัตว์ เพราะแมลงใช้ทั้งพื้นที่และอาหารเลี้ยงสัตว์น้อยกว่าวัวถึง 12 เท่าในปริมาณโปรตีนที่มอบให้ร่างกายไม่ต่างกัน จากการศึกษาพบว่าตั๊กแตนและปลวกมีระดับโปรตีนต่อน้ำหนักถึงร้อยละ 28 ไม่ต่างจากเนื้อหรือปลา ขณะที่จิ้งหรีดและตั๊กแตนเม็กซิกันนั้นมีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 48 การกินแมลงนับเป็นเรื่องปกติสำหรับคนมากกว่า 2 พันล้านคนในเอเชียและอเมริกาใต้ซึ่งรู้จักแหล่งโปรตีนชนิดนี้ในฐานะอาหารประจำวันมาแสนนาน แต่สำหรับสังคมตะวันตก การกินแมลงไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เมื่อความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการประหยัดน้ำและพืชเลี้ยงสัตว์ยังคงตามรบกวนจิตใจ นั่นจึงทำให้กลุ่มนักศึกษาจบใหม่จากรอยัล คอลเลจ ออฟ อาร์ต (Royal College of Art) และอิมพีเรียล คอลเลจ (Imperial College) ทดลองทำ "เอ็นโตะ บ็อกซ์ (Ento Box)" อาหารสีสันสดใสมองคล้ายซูชิในกล่อง แต่ทำจากแมลงที่อุดมด้วยโปรตีนหลากชนิดมาปรุงแต่งทั้งรสชาติและหน้าตาเพื่อโน้มน้าวสังคมของพวกเขาให้โยนความกลัวในการลิ้มลองแมลงทิ้งไป 
  
งานทดลองของพวกเขาได้รับเสียงตอบรับที่ดีทั้งในแง่ของการตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนของแหล่งอาหารและงานออกแบบ ดังนั้นเป้าหมายในอนาคตของพวกเขาคือการเปิดร้านอาหารและวางจำหน่ายเอ็นโตะ บ็อกซ์ในซูเปอร์มาร์เก็ตให้ได้ในปี 2020 แต่ในระหว่างนี้ สิ่งที่ต้องเร่งมือคือการสร้างความรู้และการยอมรับว่าแมลงนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพและผลาญทรัพยากรของโลกน้อยกว่าฟาร์มเลี้ยงสัตว์ทั่วไป
(1)
Share
TCDC
Keep by TCDC
2147
FOLLOWER

ไซเคิลโลจิสติกส์ (CycleLogistics)

"ความเชื่อมั่นที่ว่าสวนสวยและพืชผักที่ปลอดสารไม่เพียงทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ ไม่แตกต่างจากการมองเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศไอดอลแห่งการใช้จักรยานเพื่อการสัญจรและการขนส่ง

ความสำเร็จของทั้งสองประเทศกลายเป็นกรณีศึกษาให้กับสหภาพยุโรปในการรณรงค์เพื่อลดการใช้ยานยนต์ ด้วยการจัดตั้งไซเคิลโลจิสติกส์ (CycleLogistics) เมื่อพฤษภาคม 2011 เพื่อผลิตและเผยแพร่ข้อมูลในการขจัดความลังเลของผู้ประกอบการขนส่ง ในการเปลี่ยนพาหนะจากมอเตอร์ไซค์และรถบรรทุกที่ขนส่งได้คราวละจำนวนมาก มาเป็นการเพิ่มจำนวนเที่ยวและจำนวนพนักงานขนส่งด้วยการใช้จักรยาน โดยชี้ให้เห็นถึงต้นทุนที่อาจจะเพิ่มขึ้นจากการขนส่งครั้งละจำนวนน้อยและการจ้างพนักงานขี่จักรยานเพิ่มขึ้น แต่ก็สามารถถัวเฉลี่ยไปกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่นับวันจะสูงขึ้น อีกทั้งช่วยประหยัดค่าที่จอดรถยนต์ซึ่งมีราคาแพง และที่สำคัญทำให้บริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของลูกค้าในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอข้อมูลในการก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องปริมาณการขนส่งและความปลอดภัยด้วยบทกฎหมาย สาธารณูปโภคสำหรับจักรยาน รวมถึงเทคนิคการผลิตที่ก้าวหน้า โดยยกตัวอย่างจักรยานของบริษัทเอทเฟรท (8Freight) ซึ่งออกแบบโดยไมค์ เบอร์โรวส์ (Mike Burrows) นักออกแบบจักรยานระดับโลกที่บรรจงออกแบบจักรยานสำหรับขนสินค้าให้มีทั้งความสวยงามและการทรงตัวที่ปลอดภัย ทั้งๆ ที่บรรทุกสินค้าถึง 60 กิโลกรัม รวมไปถึงข้อมูลความก้าวหน้าของผู้ผลิตรถจักรยานแบบสามล้อ ที่เมื่อใส่มอเตอร์ไฟฟ้าก็สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 200 กิโลกรัม และวิ่งได้ไกลถึง 20 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

อย่างไรก็ตามความสำเร็จของการผลักดันให้เมืองมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นมิได้เกิดจากเสียงเรียกร้องเพียงอย่างเดียว แต่หลายโครงการเพื่อการเปลี่ยนรถเป็นจักรยานล้วนแล้วแต่ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากรัฐบาลกลางหรือเทศบาลท้องถิ่น เพื่อให้ธุรกิจขนส่งด้วยจักรยานยังยืนหยัดอยู่ได้ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนสาธารณูปโภคของเมืองให้เอื้อต่อการขับขี่จักรยานมาอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นที่เดนมาร์กมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปลายยุค 70 และพัฒนาเรื่อยมาจนกว่าจะกลายมาเป็นเมืองขวัญใจนักปั่นดังเช่นปัจจุบัน "
1 KEEP
TCDC
1 LOVES
tleaha
COMMENT