SHOWTIME-ULYSSE  NARDIN Blue Toro-0Limited Edition 	สมฉายาที่ถูกขนานนามว่าเป็น วัวกระทิงสีน้ำเงิน (Blue Toro) ด้วยความทรงพลังของงานออกแบบด้วยเรือนและสีน้ำเงินบนหน้าปัด ขอบตัวเรือน และสายยาง ที่ล้วนนำเอานวัตกรรมสีและวัสดุล้ำสมัยมาช่วยในการสร้างสรรค์ โดยขอบตัวเรือนและปุ่มกดข้างตัวเรือนทำจากเซรามิกเป็นสีน้ำเงิน จับคู่กับตัวเรือนทองชมพูลึกหลาย 18K ขนาด 43.0 มิลลิเมตร และหน้าปัดสีน้ำเงิน จัดวางระเบียบการแสดงเวลาไว้อย่างลงตัว อันได้แก่ แสดงปฏิทินตลอดชีพสุดไฮเทค เพราะสามารถปรับตั้งข้อมูลปฏิทินให้เดินหน้าและถอยหลังได้อย่างเที่ยงตรงในหน่วยวินาที ผ่านทางปุ่มกดที่ติดตั้งไว้บนเม็ดมะยมเม็ดเดียวข้างตัวเรือน เช่นเดียวกับการปรับตั้งในปี 2100 ขณะที่ปุ่มกด (+) หรือ (-) มีไว้สำหรับปรังตั้งเข็มชั่วโมงกลางซึ่งทำหน้าที่แสดงเวลาท้องถิ่น โดยที่เจ้าของไม่จำเป็นต้องเสียเวลาถอดนาฬิกาออกจากข้อมือ ส่วนการแสดงเวลาไทม์โซนที่สองจะปรากฏอยู่บนขอบตัวเรือนคู่กับเข็มชี้ปลายลูกศร โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อีกหนึ่งจุดคือช่องหน้าต่างคู่ขนาดใหญ่สำหรับแสดงวันที่ ซึ่งในรุ่นนี้จัดวางไว้เยื้องกับตำแหน่ง 12 นาฬิกา แสดงวินาทีเล็กไว้บนหน้าปัดสเกลซ้อนสองชั้นตรงกับตำแหน่ง 9 นาฬิกา ทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติผลิตภายในโรงงานของตนเอง	Calibre	UN-32	แสดงเวลาอย่างเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์	และสำรองพลังงานได้นานประมาณ 45 ชั่วโมงโดยเผยให้เห็นการทำงานของกลไกและโรเตอร์ทอง 22Kผ่านฝาหลังติดด้วยกระจกคริสตัลแซพไฟร์ใส   สำหรับกระทิงสีน้ำเงินตัวนี้ผลิตขึ้นพิเศษด้วยจำนวนจำกัดเพียง	99เรือน และมีจำหน่ายเฉพาะในบูติกของแบรนด์เท่านั้น
น่าจับตามองที่ปีนี้ความนิยมนาฬิกาสีน้ำเงินดูเหมือนจะมาแรงจนผิดหูผิดตาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการเสาะแสวงหาสีน้ำเงินที่มีความแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้ควบคู่กันศิลปะแขนงต่าง ๆ เพื่อรังสรรค์สีให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ลองไปดูกันครับว่าแท้จริงแล้วเสน่ห์ของสีน้ำเงินนั้นอยู่ตรงไหน  เปิดตัวพร้อมกับความแปลกตาของสีสันบนหน้าปัดเรือนเวลาที่ในครั้งนี้พวกเขาเลือกเป็นสีน้ำเงิน บรรจุภายในตัวเรือนทรงกลมและเน้นมุมมองทางด้านเทคนิคของกลไกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรังสรรค์ทูร์ปิญอง ด้วยเพราะความเป็นต้นตำรับผู้ประดิษฐ์ทรงทูร์ปิญองทำมุมที่แตกต่าง และด้วยความเร็วที่แตกต่างกันเพื่อช่วยลดทอนการสูญเสียพลังงานอันเป็นผลมาจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงโลก ทำให้ทั้ง โรเบิร์ต กรอยเบล (Robert Greubel) และสตีเฟน ฟอร์ซีย์ (Stephen Forsey) ยังคงใช้แนวความคิดดังกล่าวมาใช้ในการต่อยอดการผลิตนาฬิกาจักรกลที่ซับซ้อนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็พยายามบรรจงสร้างความสวยงามให้กับนาฬิกาเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องของโครงสร้างเรือนเวลา 3 มิติ นั่นเองจึงเป็นที่มาของการเลือกสรรสีน้ำเงินมาช่วยสร้างความตื้นลึกในการมองเห็นบนหน้าปัดนาฬิการุ่นนี้ ซึ่งบรรจุด้วยกรงทูร์ปิญองเอียทำมุม 25 องศา และหมุนรอบภายใน 24 วินาที ประกอบสะพานจักรแซพไฟร์โปร่งใส จึงมองเห็นเสมือนทูร์ปิญองลอยอยู่กลางอากาศ และยังนับเป็นครั้งแรกที่แบรนด์นี้หยิบเอาโทนสีน้ำเงินที่พวกเขาเรียกว่า ‘รอยัล บลู’ (royal blue) ซึ่งผ่านการวิจัย ทดสอบ และพัฒนา นำมาใช้ในการตกแต่งสะพานจักรและแทนเครื่อง จนออกมาสวยแปลกตาอย่างที่เห็น ภายใต้แรงบันดาลใจว่า royal blue จะชวนให้เรานึกถึงความลุ่มลึกและแข็งแกร่งของหัวมหาสมุทร เฉกเช่นเดียวกับความแข็งแกร่งของสถาปัตยกรรมเรือนเวลา โดยรุ่นนี้จะรังสรรค์ขึ้นพิเศษ ทั้งกลไกซึ่งทำจากไทเทเนียนที่ให้น้ำหนักเบา และตัวเรือนแพลทินัมซึ่งให้ทั้งความล้ำค่าและความสวยงามเมื่อผ่านงานขัดเงาอย่างประณีต จับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำเงิน มีจำนวนจำกัดเพียง 33 เรือนเท่านั้น สีน้ำเงิน ในความหมายของ เจเกอร์-เลอคูลทร์ (Jaeger-Lecoultre) นั้นแตกต่าง เพราะพวกเขาคิดไปถึงศิลปะและประเพณีการลงยาเพื่อตกแต่งเรือนเวลาอันประณีต ซึ่งสืบทอดเคล็ดลับบวกกับเทคนิคเฉพาะตัวกันมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งได้มาเป็นสีน้ำเงินครามน้ำทะเลจากงานลงยาด้วยเทคนิคที่เรียกว่า กรองด์ ฟู (Grand Feu) บนหน้าปัดซึ่งบรรจุไว้ในตัวเรือนนาฬิการะดับตำนานอย่าง ริเวอร์โซ (Reverso) ซึ่ง Grad Feu นับเป็นงานลงยาที่ซับซ้อนและประณีตที่สุดในศิลปะแขนงเดียวกัน เริ่มต้นจากการนำเอาวัสดุหน้าปัดที่ในรุ่นนี้เป็นทองขาวไปเผาด้วยความร้อนสูงระดับ 800 องศาเซลเซียล สลับกับการลงยาแคละสี รวมแล้วราย 20 ครั้ง กว่าจะได้เป็นหน้าปัดหนึ่งชิ้นและได้มาเป็นเฉดสีน้ำเงินที่ต้องการ แล้วตบด้วยขั้นตอนสุดท้ายนั่นคือการลงยาโปร่งใสเพื่อรักษาสีให้คงทนและเพื่อสร้างความเงาวาวให้สีน้ำเงินนั้นยิ่งคุณค่า โดยนอกจากการลงยาสีน้ำเงินแล้ว ยังได้เสริมความโดดเด่นด้วยศิลปะงานแกะสลักด้วยลายกิโยเช่ไว้บนพื้นผิว เปล่งประกายรัศมีมาจากศูนย์กลางเดียวกัน เสมือนกลุ่มของก้อนเมฆที่ลอยล่องอยู่บนฟากฟ้าหน้าปัดนั่นเอง ก่อนจะประดับด้วยตัวเลขบอกชั่วโมงทำจากทองขาว และติดตั้งเข็มชี้ทรงบาดันสง่างาม โดยขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน Jaeger-LeCoultre Calibre 822 ประดิษฐ์และประกอบขึ้นด้วยมือทั้งหมด ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง และสำรองพลังงานได้นาน 45 ชั่วโมง ในตัวเรือนทองขาว ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน 	อดใจรอกันอีกนิดนะครับ ก่อนเรือนจริงของผลงานใหม่ล่าสุดรุ่นนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน บาเซิลเวิลด์ 2012 (Baselworld 2012) ที่กำลังจะมาถึง โดยเป็นรุ่นที่ต่อยอดจากความสำเร็จของคอลเลกชั่น มาสเตอร์พีซ (Masterpiece) นำมาสร้างสรรค์เป็นตัวเรือนสเตนเลสสตีลขัดเงาและขัดด้าน ขนาด 43.0 มิลลิเมตร พร้อมกับบรรจุด้วยกลไกอัตโนมัติ Cailbre ML 192 ซึ่งพัฒนาและผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ทำงานด้วยความถี่ 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง ประกอบทับทิมรวม 59 เม็ด พร้อมกับงานตกแต่ง ‘แกรนด์ โคลิมกอน’ (Grand Colimacon) ควบคู่กับการตกแต่งด้วยงานขัดด้านในแนวตั้งบนชิ้นส่วนหลักของกลไกนาฬิกาครบด้วยฟังก์ชันแสดงชั่วโมง นาที บอกวันที่ด้วยเข็มเรโทรเกรด สะท้อนความเชี่ยวชาญในประเพณีการทำนาฬิกาชนิดนี้ และแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมคู่กับหน้าปัดบอกเวลา ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา รวมถึงการแสดงพลังงานสำรองคงเหลือที่เก็บสะสมได้นาน 52 ชั่วโมง บนหน้าปัดรูปพัดคลี่ที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา จุดเด่นที่สุดของผลงานรุ่นนี้ย่อมอยู่ที่การแสวงหาสีน้ำเงินในแบบฉบับของตนเองมาประดิษฐ์เป็นหน้าปัดนาฬิกา และให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ความคลาสสิกแต่ล้ำสมัยของ Masterpiece เป็นหลัก โดยเป็นการผสมผสานเข้ากับโทนสีเทากระดานชนวน แล้วตัดด้วยสีเงินของเหล่าเข็มชี้และเครื่องหมายบอกเวลาอื่น ๆ ปกป้องด้วยกระจกคริสตัลแซพไฟร์โค้งนูนเคลือบสารกันแสงสะท้อนบนหน้าปัด เช่นเดียวกับฝาหลังเป็นกระจกคริสตัลแซพไฟร์โปร่งใสเปลือยให้เห็นกลไกการทำงาน จับคู่มากับสายหนังจระเข้สีดำ และกันน้ำได้ลึก 50 เมตร
	 นำความคลาสสิกร่วมสมัยและความเป็นต้นตำรับของคอลเลกชั่น  วิลเลอเร็ต (Villeret) ด้วยหน้าปัดแสดงวินาทีเล็กแบบเรโทรเกรด	 วางไว้  ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา  รายล้อมหน้าปัดด้านในวงกลมของตัวเลขพร้อมเข็มชี้ทรงพิเศษสำหรับบอกวันที่  และนี่ยังนับเป็นนาฬิการุ่นแรกของแบรนด์ที่มาพร้อมหน้าปัดลงแล็กเกอร์แบบ	 แฟลงเก้ (flinqué) สีน้ำเงินเหลือบ	 โดยผ่านขั้นตอนของการลงแล็กเกอร์ด้วยสีน้ำเงินใสทีละชั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ได้
ความอิ่มของสีและมิติ  ความตื้นลึกของภาพที่แสดงออกมา	 ร่วมกับศิลปะแกะสลักด้วยลวดลายกิโยเช่ประณีต	 และตกแต่งด้วยตัวเลขโรมันบอกชั่วโมงทั้ง 12 ตำแหน่ง ซึ่งบลองแปง (Blancpain)  เลือกที่จะบรรจุความงดงามนี้ไว้ในตัวเรือนขนาด	40.0 มิลลิเมตร  ทำจากทองขาว  และภายในเป็นหัวใจกลไกอัตโนมัติบางพิเศษชุดใหม่ Calibre	
7663Q	สำรองพลังงานได้นานถึง	 3 วัน หรือ  72	ชั่วโมง	โดยยังคงความครบเครื่องเรื่องการแสดงเวลา ทั้งบอกชั่วโมง	นาที  วินาที และวันที่  พร้อมระบบปรับตั้งวันที่อย่างรวดเร็วด้วยอุปกรณ์ปรับตั้งที่ซ่อนไว้ใต้ตัวเชื่อมสาย ณ ตำแหน่ง 5  นาฬิกา ผนึกกระจกคริสตัลแซพไฟร์ทั้งบนหน้าปัดและฝาหลังโชว์โรเตอร์ขึ้นลานสวยหยดด้วยงาน
แกะสลักกิโยเช่	พร้อมรับประกันประสิทธิภาพการกันน้ำได้ลึกระดับ 30 เมตร  ลงตัวเมื่อจับคู่เข้ากับหนังจระเข้เย็บตะเข็บด้วยมืออย่างประณีต			
NOTE
Case : 18K white gold, 40.0 mm 
diameter, sapphire crystal on front 
and case back, under-horn 
corrector at 5 o’clock 
Dial : flinqué blue lacquered 
Movement : automatic, 7663Q 
calibre, 244 parts, 34 jewels,  
72-hour power reserve, guilloché 
oscillating weight  
Function : hours, minutes, 
retrograde seconds and date 
Strap: alligator with alzavel lining 
to match the dial with 18K white 
gold folding clasp  
showtime up.indd   45 2/22/12   7:57:07 PM
Board: Showtime
(0)
Share
GMWatch
Keep by GMWatch
1309
FOLLOWER

SHOWTIME-ULYSSE NARDIN Blue Toro-0Limited Edition

" สมฉายาที่ถูกขนานนามว่าเป็น วัวกระทิงสีน้ำเงิน (Blue Toro) ด้วยความทรงพลังของงานออกแบบด้วยเรือนและสีน้ำเงินบนหน้าปัด ขอบตัวเรือน และสายยาง ที่ล้วนนำเอานวัตกรรมสีและวัสดุล้ำสมัยมาช่วยในการสร้างสรรค์ โดยขอบตัวเรือนและปุ่มกดข้างตัวเรือนทำจากเซรามิกเป็นสีน้ำเงิน จับคู่กับตัวเรือนทองชมพูลึกหลาย 18K ขนาด 43.0 มิลลิเมตร และหน้าปัดสีน้ำเงิน จัดวางระเบียบการแสดงเวลาไว้อย่างลงตัว อันได้แก่ แสดงปฏิทินตลอดชีพสุดไฮเทค เพราะสามารถปรับตั้งข้อมูลปฏิทินให้เดินหน้าและถอยหลังได้อย่างเที่ยงตรงในหน่วยวินาที ผ่านทางปุ่มกดที่ติดตั้งไว้บนเม็ดมะยมเม็ดเดียวข้างตัวเรือน เช่นเดียวกับการปรับตั้งในปี 2100 ขณะที่ปุ่มกด (+) หรือ (-) มีไว้สำหรับปรังตั้งเข็มชั่วโมงกลางซึ่งทำหน้าที่แสดงเวลาท้องถิ่น โดยที่เจ้าของไม่จำเป็นต้องเสียเวลาถอดนาฬิกาออกจากข้อมือ ส่วนการแสดงเวลาไทม์โซนที่สองจะปรากฏอยู่บนขอบตัวเรือนคู่กับเข็มชี้ปลายลูกศร โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อีกหนึ่งจุดคือช่องหน้าต่างคู่ขนาดใหญ่สำหรับแสดงวันที่ ซึ่งในรุ่นนี้จัดวางไว้เยื้องกับตำแหน่ง 12 นาฬิกา แสดงวินาทีเล็กไว้บนหน้าปัดสเกลซ้อนสองชั้นตรงกับตำแหน่ง 9 นาฬิกา ทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติผลิตภายในโรงงานของตนเอง Calibre UN-32 แสดงเวลาอย่างเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ และสำรองพลังงานได้นานประมาณ 45 ชั่วโมงโดยเผยให้เห็นการทำงานของกลไกและโรเตอร์ทอง 22Kผ่านฝาหลังติดด้วยกระจกคริสตัลแซพไฟร์ใส สำหรับกระทิงสีน้ำเงินตัวนี้ผลิตขึ้นพิเศษด้วยจำนวนจำกัดเพียง 99เรือน และมีจำหน่ายเฉพาะในบูติกของแบรนด์เท่านั้น
"
1 KEEP
GMWatch
0 LOVES
COMMENT