RACE, TIME, LAPSE   ความแตกต่างของเวลาแม้เสี้ยววินาทีก็มีความหมายโดยเฉพาะเวลาสำหรับการแข่งขันความเร็วและยอดยนตรกรรม

HUBLOT Big Bang Ferrari Magic Gold
 ตอกย้ำให้เห็นถึงสายใยอันเหนียวแน่นระหว่างนาฬิกาอูโบลท์ (Hublot) และโลกแห่งยานยนต์ล้ำสมัยอย่างเฟอร์รารี (Ferrari) ได้เป็นอย่างดี ภายใต้ความงามสง่าของตัวเรือน บิ๊ก แบง (Big Bang) ขนาด 45.5 มิลลิเมตร ซึ่งทำจากทองเมจิก โกลด์ (Magic Gold) นวัตกรรมและความโดดเด่นของวัสดุศาสตร์ชนิดใหม่จากโลหะผสมทองคำ 18K ให้โทนสีที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมกับคุณสมบัติของความทนทานต่อการเกิดรอยขีดข่วนได้เป็นเยี่ยม โดยพัฒนาขึ้นสำหรับแบรนด์โดยเฉพาะ และจะผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนเท่านั้น จับคู่หน้าปัดสเกเลตัน เผยให้เห็นความซับซ้อนของโครงสร้างกลไกสอดคล้องกับการจัดวางเครื่องยนต์ในรถยนต์เฟอร์รารีที่ต้องการอวดสมรรถนะและพลังแห่งการทำงานของ HUB1241 Unico กลไกอัตโนมัติและผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเอง แสดงผลการจับเวลาอย่างแม่นยำผ่านการจัดวางหน้าปัดย่อยลงตัว องค์ประกอบต่างๆ ของนาฬิกายังได้แรงบันดาลใจแห่งการสร้างสรรค์มาจากรถเฟอร์รารี ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของเฟอร์รารี ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และการจัดวางหน้าปัดย่อยแสดงผลการจับเวลาที่ 3 นาฬิกา ซึ่ได้แรงบันดาลใจจากแผงหน้าปัดหรือแดชบอร์ด (Dashboard) ของเฟอร์รารี เสริมภาพแห่งความสปอร์ตเต็มสูตรด้วยหน้าต่างบอกวันที่สีเหลือง และสายยางออกแบบพิเศษที่มีปุ่มปลดล็อกสายอัตโนมัติ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเข็มขัดนิรภัยในรถแข่งสูตรหนึ่ง กันน้ำได้ลึก 100 เมตร
เป็นรุ่นพิเศษที่ประกาศสำพันธ์ระหว่างนาฬิกาบุลการี (Bulgari) และมาเซอราติ (Maserati) สู่ผลงานการสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากปรัชญาและประเพณีของสองโลกเข้าไว้ด้วยกันด้วยเทคนิคการผลิตนาฬิกาประสิทธิภาพสูง โดยการขับเคลื่อนของกลไกอัตโนมัติ Calibre GG7800 ติดตั้งคอลัมน์วีลโครโนกราฟ และตกแต่งด้วยงานฝีมืออย่างประณีต ทำงานด้วยความถี่21,600 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานไว้ได้นาน 38 ชั่วโมง โดดเด่นด้วยการแสดงเวลาจัมปิ้งอาวร์ บอกชั่วโมง บอกนาทีและวันที่แบบเรโทรเกรด สะท้อนเอกลักษณ์ของ เฌรัลค์ ฌองตา ออคโต (Gerald Genta Octo) ที่ได้ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งคอลเลกชั่นหลักของแบรนด์ คู่กับเข็มจับเวลาวินาทีกลางหน้าปัด แสดงผลการจับเวลาชั่วโมงและนาทีบนหน้าปัดเรโทรเกรดที่ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา รักษาเอกลักษณ์ของมาเซอราติไว้บนหน้าปัดออกแบบคล้ายตะแกรงหม้อน้ำของมาเซอราติ ลงแล็กเกอร์ควบคู่กับเทคนิคการลงยาแบบแชมป์ลีฟ(champleve) ที่ต้องผ่านการแกะสลักก่อนการลงยาเคลือบสี เพื่อให้เกิดมิติและความแวววาวที่เกิดจากการขัดเงาหลังการลงยา โดยคงรักษาสองสีสุดคลาสสิกของมาเซอราติ นั่นคือ น้ำเงิน และเงิน โดยส่วนที่ไม่ได้เป็นสีน้ำเงินนั้นจะตกแต่งด้วยงานขัดด้านซาตินและลายก้นหอยในตัวเรือนสเตนเลสสตีลทรงแปดด้าน ขนาด45.0 มิลิเมตร ติดตั้งปุ่มเริ่ม/หยุด และปรับตั้งการจับเวลาใหม่ ณ ตำแหน่ง 2 และ 4 นาฬิกา ผสมผสานเข้ากับตัวเรือน พร้อมกันนี้ยังบรรจุสเกลทาคีมิเตอร์ไว้บนขอบตัวเรือนสำหรับใช้ในการคำนวณวัดความเร็ว ประกอบเข้ากับสายหนังวัวออกแบบเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของรถมาเซอราติ เช่นกันกับฝาหลังประทับด้วยตราสัญลักษณ์ มาเซอราติ ไทรเดนท์ (Maserati Trident) ครองประสิทธิภาพการกันน้ำได้ลึก 100 เมตร นาฬิการุ่นพิเศษที่อุทิศให้กับยุคทองของการแข่งขันรถยนต์และเช่นกันกับการเกิดสนามแข่งชื่อดังระดับโลกมากมายหนึ่งในนั้นก็คือ ซิลเวอร์สโตน เซอร์กิต (Silverstone Circuit) สร้างขึ้นในปี 1943 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองซิลเวอร์สโตน นอร์ทแฮมป์ตันเชียร์ ประเทศอังกฤษ กลายเป็นตำนานสนามแข่งชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก โดยเฉพาะในฐานะสถานที่จัดการแข่งขัน บริติซ กรังด์ปรีช์ (British Grand Prix) เป็นครั้งคราว มาตั้งแต่ปี 1948 และแข่งขันเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 1987 และสามารถบรรจุผู้ชมได้ถึง 125,000 คน ความยิ่งใหญ่ของสนามแข่งนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสู่การสร้างสรรค์นาฬิกาสปอร์ตโฉบเฉี่ยวของ แกรห์ม (Graham) แบรนด์สายเลือดอังกฤษเช่นกัน โดยในรุ่นใหม่ล่าสุดนี้มาพร้อมสีสันใหม่ของการตกแต่งตัวเรือน หน้าปัด และสาย รวมถึงความพิเศษของการผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนเท่านั้น ในตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 48.0 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนคาร์บอนสีดำ และแต่งริมด้วยสีเขียว คู่หน้าปัดคาร์บอนสีดำ และหน้าปัดย่อยตกแต่งด้วยวงแหวนสีเขียว เช่นเดียวกับสเกลทาคีมิเตอร์สีดำบนวงแหวนรอบนอกสุด ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ ไบ-คอมแพ็กซ์ คอลัมน์-วีล โครโนกราฟ Calibre G1721 ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้นาน 48 ชั่วโมง ประกอบด้วยฟังก์ชันจับเวลานาน 30 นาที และจับเวลาวินาที คู่การแสดงเวลาไทม์โซนที่สองหรือ GMT และแผ่นดิสก์คู่แสดงวันที่ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กันน้ำลึกได้ 100 เมตร ประกอบสายยางดำ สร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจและความคลาสสิกของแรลลี่รถวินเทจภายใต้ชื่อ ลา คาร์เรรา แพนอเมริกานา (La Carrera Panamaricana) รายการแรลลี่รถคลาสสิกแห่งตำนานของโลก ด้วยประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนานย้อนไปนับตั้งแต่ปี 1950 ณ ประเทศเม็กซิโก ในแต่ละครั้งยังได้ต้องรับเหล่านักขับหลายร้อยคน รวมถึงผู้เฝ้ารอชมอีกหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยเรื่องราวของการแข่งขันที่เริ่มต้นจากโครงการสร้างทางหลวงแพนอเมริกัน ไฮเวย์ (Panamerican Highway) ซึ่งแล้วเสร็จในปี 1950 หลังจากนั้นจึงได้จัดให้มีการแข่งขันแรลลี่ข้ามประเทศบนถนนสายนี้ขึ้นโดยรัฐบาลเม็กซิโก เพื่อดึงดูดธุรกิจและนักท่องเที่ยวสู่ประเทศของตนเองให้มากยิ่งขึ้น และในปีนี้มนต์ขลังของเหล่ารถคลาสสิกได้ถูกถ่ายทอดสู่เรือนเวลารุ่นพิเศษผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 1,888 เรือน โดยฝีมือของ เฟรเดริค คองสตองท์ (Frederique Constant) ผู้สนับสนุนหลักของ ลา คาร์เรรา แพนอเมริกานา จัดส่งพร้อมกล่องบรรจุพิเศษ ซึ่งรวมถึงงานแกะสลักบนแผ่นโลหะของกลไกไขลาน Calibre FC-435 สำรองพลังงานได้นาน 42 ชั่วโมง แสดงชั่วโมง นาทีบนบริเวณศูนย์กลาง แยกแสดงวินาทีบนหน้าปัดเล็ก และผนึกกระจกคริสตัลแซพไฟร์โค้งนูน โลโก้ของ La Carrera Panamericana แกะสลักไว้บนฝาหลัง คู่หน้าปัดสีเงิน ตกแต่งลวดลายกิโยเช่และเครื่องหมายขีดชุบทองในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขัดเงาขนาด 43.0 มิลลิเมตร ประกอบสายหนังวัวสีน้ำตาลเข้ม กันน้ำได้ลึก 50 เมตร  แม้จะเป็นคอลเลกชั่นนาฬิกาที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับการสำรวจดวงจันทร์และเป็นนาฬิกาแห่งตำนานการเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ในการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1957 แต่ในวันนั้น สปีดมาสเตอร์ (Speedmaster) ได้ขยายพรมแดนสู่โลกแห่งการแข่งขันความเร็วพร้อมกับแนวความคิดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเรือนเวลาสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะขึ้น จนได้มาเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า สปีดมาสเตอร์ เรซซิ่ง (Speedmaster Racing) ด้วยงานออกแบบรวมถึงฟังก์ชั่นที่ถอดแบบมาจากยอดยนตรกรรมแห่งการแข่งขันความเร็ว ภายใต้ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 40.0 มิลลิเมตร และหน้าปัดที่ในรุ่นดั้งเดิมของปี 1957 นั้นถูกออกแบบมาให้คล้ายกับแผงหน้าปัดของรถสปอร์ตสายพันธุ์อิตาเลียน รวมถึงเป็นนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรกที่บรรจุด้วยสเกลทาคีมิเตอร์สำหรับคำนวณวัดความเร็วไว้บนขอบตัวเรือน แทนที่จะเป็นหน้าปัดนาฬิกาเหมือนทั่วไป ดังนั้น ไม่เพียงในหมู่นักบินอวกาศแต่สปีดมาสเตอร์ยังเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักแข่งขันความเร็ว นักขับแรลลี่ และผู้ที่หลงใหลในโลกแห่งมอเตอสปอร์ตเป็นอย่างดีมาอย่างยาวนานแล้ว นั่นเอง  ที่ทำให้นาฬิกาสปอร์ตเรซซิ่งโครโนกราฟเรือนใหม่ได้นำเอาประวัติศาสตร์ให้หวนกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่บนสนามแข่งของผืนโลกได้อีกครั้ง ด้วยการบรรจุกลไกลอัตโนมัติโครโนกราฟ Calibre 3330 ติดตั้งคอลัมน์-วีลและบาลานซ์สปริงซิลิคอน Si 14 ขณะที่วงแหวนสเกลทาคีมิเตอร์สีดำด้านบนขอบตัวเรือนทำจากอะลูมิเนียม ผนึกกระจกคริสตัลแซพไฟร์ และฝาหลังติดด้วยสเตนเลสสตีล เพื่อประสิทธิภาพของการกันน้ำได้ลึก 100 เมตร จับคู่กับทั้งสายยางสีดำประทับลายพิเศษที่ชวนให้นึกถึงล้อยางของรถแข่งหรือสายสเตนเลสสตีล
Board: Showtime
(0)
Share
GMWatch
Keep by GMWatch
1309
FOLLOWER

RACE, TIME, LAPSE

" ความแตกต่างของเวลาแม้เสี้ยววินาทีก็มีความหมายโดยเฉพาะเวลาสำหรับการแข่งขันความเร็วและยอดยนตรกรรม
HUBLOT Big Bang Ferrari Magic Gold
ตอกย้ำให้เห็นถึงสายใยอันเหนียวแน่นระหว่างนาฬิกาอูโบลท์ (Hublot) และโลกแห่งยานยนต์ล้ำสมัยอย่างเฟอร์รารี (Ferrari) ได้เป็นอย่างดี ภายใต้ความงามสง่าของตัวเรือน บิ๊ก แบง (Big Bang) ขนาด 45.5 มิลลิเมตร ซึ่งทำจากทองเมจิก โกลด์ (Magic Gold) นวัตกรรมและความโดดเด่นของวัสดุศาสตร์ชนิดใหม่จากโลหะผสมทองคำ 18K ให้โทนสีที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมกับคุณสมบัติของความทนทานต่อการเกิดรอยขีดข่วนได้เป็นเยี่ยม โดยพัฒนาขึ้นสำหรับแบรนด์โดยเฉพาะ และจะผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนเท่านั้น จับคู่หน้าปัดสเกเลตัน เผยให้เห็นความซับซ้อนของโครงสร้างกลไกสอดคล้องกับการจัดวางเครื่องยนต์ในรถยนต์เฟอร์รารีที่ต้องการอวดสมรรถนะและพลังแห่งการทำงานของ HUB1241 Unico กลไกอัตโนมัติและผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเอง แสดงผลการจับเวลาอย่างแม่นยำผ่านการจัดวางหน้าปัดย่อยลงตัว องค์ประกอบต่างๆ ของนาฬิกายังได้แรงบันดาลใจแห่งการสร้างสรรค์มาจากรถเฟอร์รารี ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของเฟอร์รารี ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และการจัดวางหน้าปัดย่อยแสดงผลการจับเวลาที่ 3 นาฬิกา ซึ่ได้แรงบันดาลใจจากแผงหน้าปัดหรือแดชบอร์ด (Dashboard) ของเฟอร์รารี เสริมภาพแห่งความสปอร์ตเต็มสูตรด้วยหน้าต่างบอกวันที่สีเหลือง และสายยางออกแบบพิเศษที่มีปุ่มปลดล็อกสายอัตโนมัติ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเข็มขัดนิรภัยในรถแข่งสูตรหนึ่ง กันน้ำได้ลึก 100 เมตร"
1 KEEP
GMWatch
0 LOVES
COMMENT