Cartier Santos 100 Taj Mahal Watch just for True Romantic Lovers หากเอ่ยถึงสัญลักษณ์ของความรักมั่นหลายคนคงนึกถึง ทัชมาฮาล (Taj Mahal) สุสานหินอ่อนที่หลายคนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลกถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์อินเดียผู้มีความรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ ทัชมาฮาลถูกพิจารณาให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่ โดยตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนาในเมืองอัครา บริเวณที่มีชื่อเสียงที่สุดคือหลุมศพของพระนางมุมตัส มาฮาล มเหสีของจักรพรรดิซาห์ ชหาน ที่ถูกสร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมรา และเครื่องประดับจากมิตรประเทศ นายช่างที่ออกแบบ ชื่อ อุสตาด ไอซา ถูกประหารชีวิตเพื่อมิให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใดๆ ที่สวยกว่านี้ได้ เพื่อเป็นเกียรติแด่ความรักมั่นคงและคู่รักที่แสนโรแมนติก ทางแบรนด์เครื่องประดับชั้นนำอย่าง คาร์เทียร์ (Cartier) จึงผลิตผลงานเรือนเวลาสุดพิเศษ โดยใช้ชื่อรุ่นว่า คาร์เทียร์ซานโตส 100 ทัชมาฮาล (Cartier Santos 100 Taj Mahal) ผลงานเรือนเวลารุ่นนี้ถูกออกแบบและผลิตอย่างพิถีพิถันและจะออกวางจำหน่ายในอินเดียเท่านั้น ด้วยตัวเรือนดูสุกสกาวผลิตจากทองเหลือง 18K ประดับเพชรเม็ดงามรอบขอบตัวเรือน พื้นหน้าปัดลงยาเป็นรูปโดมของทัชมาฮาล พร้อมเสริมรายละเอียดด้วยเปลือกหอยมุก สะท้อนศิลปะสไตล์อินเดียได้อย่างชัดเจน
มาร่วมฉลองขึ้นปีที่ 14 กับ GM WATCH ด้วยเหล่า 14 รุ่นนาฬิกาที่รังสรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่กันเถอะครับ ยกระดับมาเป็นแบรนด์นาฬิกาจักรกลคุณภาพชั้นแถวหน้า คงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีของนาฬิกาโอริส (Oris) ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาชั้นเยี่ยมสัญชาติสวิสแท้ โดยทางแบรนด์ได้พัฒนาเรือนเวลามากมายภายใต้ความร่วมมือกับเหล่าบุคคลสำคัญผู้มีชื่อเสียงหลากหลายแขนง อาทิ นักแข่งรถ นักดำน้ำ หรือศิลปิน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นแรงบันดาลใจในการผลิตผลงานเรือนเวลาชั้นเยี่ยม ซึ่งในปีที่ผ่านมาผลงานเครื่องบอกเวลาเรือนเด่นที่ได้รับความนิยม คงหนีไม่พ้นรุ่น โอริส ออสการ์ ปีเตอร์สัน ลิมิเต็ด เอดิชั่น (Oris Oscar Peterson Limited Edition) นาฬิการุ่นพิเศษที่ผลิตออกมาเพื่ออุทิศให้กับ Oscar Peterson นักเปียโนผิวสีฝีมือเทพผู้ยิ่งใหญ่ในวงการดนตรีแจ๊ซ Oscar Peterson เกิดเมื่อปี 1925 เขามีความสามารถทางด้านดนตรีและฉายแววตั้งแต่เด็กในการเล่นเปียโน เขาฝึกฝนความสามารถจนคว้ารางวัล Grammy Awards ได้ถึง 8 ครั้ง ซึ่งไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน ซึ่งความพิเศษของผลงานเรือนเวลารุ่นนี้อยู่ตรงที่ตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีล มาพร้อมพื้นหน้าปัดดำ เสริมความพิเศษด้วยตัวเลขโรมันชุบทองในตำแหน่ง 8 นาฬิกา ตรงบริเวณตำแหน่ง 6 นาฬิกาสลักลายเซ็นของ Oscar Peterson เอาไว้อย่างชัดเจน ส่วนด้านหลังสลักโลโก้สิงโตพร้อมหมายเลขกำกับเอาไว้ ซึ่งผลิตจำนวน 1,925 เรือนเท่านั้น เมื่อสองปีที่ผ่านมา ราล์ฟ ลอเรน (Ralph Lauren) ได้ก้าวเข้าร่วมงานจัดแสดงนาฬิกา SIHH พร้อมเปิดตัวผลงานเรือนเวลาชุดแรกที่จำแนกคอลเลกชั่นออกเป็น 3 คอลเลกชั่นหลัก ซึ่งได้แก่ สลิม คลาสสิก คอลเลกชั่น (Slim Classique Callection), สปอร์ตติ้ง คอลเลกชั่น (Sporting Collection) และ สเตอร์รัป คอลเลกชั่น (Stirup Collection) ซึ่งผลงานการออกแบบส่วนใหญ่จะเน้นความคลาสสิกร่วมสมัย
	โดยในปีนี้ทางแบรนด์ได้เผยโฉมหน้าเรือนเวลารุ่นใหม่ในตระกูล Sporting Collection ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถยนต์ บูกัตติ (Bugatti) ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ารถยนต์ของ Bugatti แต่ละคันจะสะท้อนผลงานการดีไซน์ ผนวกเข้ากับเครื่องจักรยานยนต์ชั้นเยี่ยม โดยแต่ละชิ้นส่วนประกอบยังถูกออกแบบมาได้อย่างลงตัว ซึ่งไม่ต่างไปจากผลงานเรือนเวลาที่ถือเป็นงานศิลปะที่ประกอบขึ้นจากส่วนประกอบหลายชิ้น จนสำเร็จเป็นผลงานเรือนเวลาที่ดีเยี่ยม โดยผลงานเรือนเวลารุ่นใหม่นี้สะท้อนรูปแบบรถยนต์วินเทจ โดยตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีล เสริมความคลาสสิกด้วยพื้นหน้าปัดลายไม้ พร้อมหน้าปัดวงในสีดำที่แสดงค่าเวลาแบบ 2 เข็ม พร้อมแยกหน้าปัดย่อยแสดงค่าวินาทีในตำแหน่ง 6 นาฬิกา ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ RL98295 ที่ทาง IWC เป็นผู้ผลิตให้
คนที่เล่นรักบี้มักกล่าวเสมอว่า กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาของสุภาพบุรุษ Play for fun and Run for friends รักบี้เป็นหนึ่งกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยทีม All Blacks จากประเทศนิวซีแลนด์ เป็นทีมที่มีแฟนคลับและผู้ที่คลั่งไคล้อย่างมาก โดยทีมนี้จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกเหนือจากการสวมใส่ชุดสีดำสนิทแล้ว ก่อนการแข่งขันทุกครั้งยังมีธรรมเนียมการเต้นรำและร้องเพลงที่เรียกว่า Haka ที่เป็นเสียงร้องและท่าเต้นของนักรบเมารีที่ทรงพลังเพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ โดยผู้เล่นจะยืนเรียงเป็นรูปครึ่งวงกลมกลางสนาม หันหน้าเข้าหาฝ่ายตรงข้าม ทำท่าขึงขังพร้อมส่งเสียงในทำนองที่หนักแน่น ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวบวกกับฝีไม้ลายมือและความสามัคคีของทีมจึงทำให้ All Blacks ยืนอยู่แถวหน้าของทีมรักบี้ระดับโลก
	ด้วยความชื่นชมและหลงใหลที่หลายคนมีให้กับทีม All Blacks ทาง บุลการี (Bulgari) แบรนด์เครื่องประดับและเครื่องบอกเวลาชั้นนำ จึงหยิบนำเอกลักษณ์เฉพาะของทีม All Blacks มาใส่ในผลงานเรือนเวลาสุดพิเศษรุ่น บุลการี เอนดูเรอร์ โครโนสปรินต์ ออล แบล็กส์ แดเนียล รอธ (Bulgari Endurer Chronocsprint All Blacks Daniel Roth) ด้วยตัวเรือนดูขึงขังในโทนสีดำสนิท ผลิตจากสเตนเลสสตีลเคลือบ DLC พื้นหน้าปัดตกแต่งลายคล้ายหน้าของชนเผ่าเมารี มาพร้อมฟังก์ชันแสดงเวลาชั่วโมง, นาที, วันที่และไทม์โซนที่ 2 ในตำแหน่ง 6 นาฬิกา
เบลล์ แอนด์ รอสส์ (Bell & Ross) แบรนด์นาฬิกาที่รังสรรค์ผลงานที่เหมาะกับนักเดินทางและการผจญภัย ซึ่งในปีที่ผ่านมาทางแบรนด์ได้ส่งผลงานเรือนเวลารุ่น แอร์บอร์น (Airborne) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหน่วยรบพิเศษ Airborne ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยรบกล้าตายและมีฝีไม้ลายมือร้ายกาจที่สุด หน่วยพลร่มนี้สามารถแทรกซึมไปทุกพื้นที่ของข้าศึก และด้วยคติที่ว่า ‘Death from Above’ ดังนั้นสัญลักษณ์จึงเป็นรูปหัวกะโหลก ซึ่งตอกย้ำความน่าเกรงขาม
	หน่วยรบพิเศษ Airborne มีชื่อเสียงอย่างมาก ด้วยการฝึกฝนอย่างหนัก พร้อมกล้าเสี่ยงตายและเสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ ดังนั้นทางแบรนด์ Bell & Ross จึงสร้างผลงานเรือนเวลาที่สรรเสริญความสามารถและยังสะท้อนความเก่งกาจของหน่วยรบ Airborne ด้วยตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีลสีดำ คู่พื้นหน้าปัดรูปหัวกะโหลก แสดงเวลาแบบ 2 เข็ม ด้วยเข็มชี้สีดำรูปดาบคู่ พิเศษตรงบริเวณรูปหัวกะโหลกสามารถเรืองแสงสีเขียวได้ในที่มืด
คอลเลกชั่นนาฬิกาที่สร้างความตื่นเต้นและกระแสสนใจได้มากล้นคงไม่พ้น ดีเอ็นเอ ออฟ เฟมัส ลีเจนต์ (DNA of Famous Legend) ของ โรแมง เจอโรม (Romain Jerome) ที่ปลุกประวัติศาสตร์นำเอาซากเรือสำราญในตำนานอย่าง ไททานิก (Titanic) โดยนำเอาโลหะดั้งเดิมจากเรือ ซึ่งกลายเป็นซากจมลึกใต้ทะเลกว่า 3,840 เมตร รวมทั้งโลหะจากอู่ต่อเรือ Harland & Woliff ในกรุงเบลฟัสต์ มาหล่อใหม่เป็นขอบตัวเรือน
	ถือเป็นยอดแนวคิดเมื่อนำโศกนาฏกรรมระดับโลก ที่ยังตราตรึงในความทรงจำนำมาบวกรวมกับกลไกที่ดีพร้อม อย่างกลไก CL 001.1 RJ (Winch Vertical Tourbillon) 21RJ21C กลไก Concepto by Jacquet C22RJ51 ผสมผสานออกมาในอัตลักษณ์แสนคลาสสิก ที่มีขนาดใหญ่ระดับ 46.0-50.0 มิลลิเมตร ส่งผลให้เรือนเวลาคอลเลกชั่นนี้เป็นที่กล่าวขวัญและยอมรับอย่างมากในเรื่องความลงตัว ทั้งแนวคิดที่นำแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์มาผนวกกับนวัตกรรมกลไก
สำหรับคนรักนักสะสมเรือนเวลาแน่นอนว่า โรเล็กซ์ (Rolex) ถือเป็นแบรนด์ที่ผูกพันกับวงการมานาน เหตุเพราะ Rolex ถือเป็นสัญลักษณ์เรือนเวลาหรูและมากมูลค่าจนทำให้เหล่านักสะสมมักจะเริ่มต้นเก็บจากแบรนด์นี้ ซึ่งมีหลายรุ่นที่ครองตำแหน่งพิมพ์นิยมกันในแต่ละความสนใจ จนเป็นเรื่องยากหากจะให้บัญญัติชัดเจนอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าเรือนหรือรุ่นใดกันคือที่สุดของพวกเขา ในฐานะ ‘King of Rolex’ ทั้งนี้หากมีใครกล้าระบุฟันธงคงต้องมีเหตุมาประกอบ เช่นกันกับครั้งนี้ที่ GM WATCH ขอยกตำแหน่ง King of Rolex ให้กับเรือนเวลาเก่าที่ทำออกมาตั้งแต่ปี 1955 Rolex ‘Oyster Perpetual’ Ref.6284 (Lot527) เหตุผลที่นำมาสนับสนุนก็เพราะ นี่คือ Rolex ที่สามารถเรียกเงินจากกระเป๋าของคนรัก Rolex ได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ทำเอาไว้ในการประมูลนาฬิกาหายากจากฟากฝั่ง Antiquorum เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา โดยทำเงินทั้งสิ้น 662,500 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 22.5 ล้านบาท
	สาเหตุที่ราคาดีดตัวขึ้นไปสูงลิบขนาดนั้นไม่พ้นมีหลายปัจจัย นอกจากจะเป็นโมเดลแปลกแหวกไปจาก Rolex ทั่วไปแล้ว จำนวนผลิตยังไม่มากนัก (6 เรือน) แถมยังเป็นของเก่าที่สภาพสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานการประมูล ที่น่าสนใจนั่นคือดีไซน์และแนวความคิดที่นำมาถ่ายทอดผ่านยอดศิลปะอย่างการเคลือบสีลงลาย (Enamel) ที่เด็ดมากคือแรงบันดาลใจของลวดลายที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องราว
	บนหน้าปัด Rolex ‘Oyster Perpetual’ Ref. 6284 (Lot 527). รับผิดชอบงานศิลปะโดย มาร์เกอริเต คอช (Marguerlte Koch) ใช้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ของทวีปอเมริกา โดยออกแบบให้เห็นถึงแผ่นดินอเมริกาในยุคค้นหาประวัติศาสตร์ ที่แบ่งประเทศเป็นเหนือและใต้ ทำออกมาได้อย่างน่ามอง นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึง 2 สิ่งสำคัญของทวีป นั่นคือ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่แทนด้วยปลา รวมทั้งเสรีภาพที่แทนด้วยนก ด้วยความลงตัวทั้งหลายที่กล่าวมา จึงไม่น่าแปลกใจว่า Rolex ‘Oyster Perpetual’ Ref. 6284 จะครองคำว่า King of Rolex ได้อย่างเหนียวแน่น
 แม้ภาพลักษณ์ที่แฟนเรือนเวลาสามารถสื่อสารกับ อูโบลท์ (Hublot) ได้โดยตรง ณ ปัจจุบัน จะค่อนไปทางความผูกพันแบบใกล้ชิดกับวงการกีฬา ทั้งฟุตบอลและมอเตอร์สปอร์ต จนหลายคนมองข้ามความยอดเยี่ยมในเรื่องกลไกลและคอนเซ็ปต์รวบยอดในเชิงออกแบบ
	เหมือนอย่างผลงานเชิงต้นแบบของพวกเขาในปี 2010 ที่ผ่านมาอย่าง อูโบลท์ ลิเบอร์ตี้ บูลเลต (Hublot Liberty Bullet) ที่เรียกเสียงฮือฮาและชื่นชมในที่เดียวกันกับนาฬิกาพกทรงกระสุนทำจากไทเทเนียมและอะลูมินัม ที่บรรจุกลไกทูร์บิญองซึ่งเป็นเครื่องกลไกที่พวกเขาผลิตเอง (In house movement) สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ทั้งนาฬิกาพกปกติ หรือจะทำเป็นสายห้อยคอก็ยังไหว (แต่อาจจะใหญ่ไปสักนิด)
	แถมที่มาที่ไปได้แรงบันดาลใจมาจากการเชื่อมโยงเรื่องของเสรีภาพ ที่ต้องแลกมาด้วยคมกระสุน ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่หลายๆ หน้าประวัติศาสตร์ไม่อาจมองข้าม เหมือนดังคำที่ทางแบรนด์ได้เป็นแรงขับเคลื่อนความคิดในการผลิตที่ว่า ‘Whether your desire is to save time, let it slip by or even kill it, freedom of choice is priceless.’  ถือเป็นคอลเลกชั่นที่น่าปรบมือและเป็นที่ต้องตาถูกใจ รวมทั้งเป็นที่ควานหามาสะสมของเหล่าคนรักเรือนเวลาอีกหนึ่งรุ่น กับสโลแกนที่แซวกันเล่นๆ อย่าง “3 ปี 12 หน้ากาก 300 เรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์” นั่นคือ เมทิเยอร์ส เดอ’อาร์ต ‘เลส์ มาส์กส์’ (Métiers d’Art ‘Les Masques’) ที่ Vacheron Constantin แนะนำให้โลกเรือนเวลารู้จักในปี 2007 เปิดตัวด้วยรุ่น Alaska Mask China Mask และ Congo Mask ด้วยไอเดียเก๋ ต้องการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมหน้ากากของชนเผ่าที่มีเรื่องเล่าน่าสนใจจากทั่วทั้งมุมโลก ล้วนได้บรรจุย่อส่วนไว้บนหน้าปัดเรือนเวลาของคอลเลกชั่นนี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ จนปี 2008 พวกเขาส่ง Japan Mask Gabon Mask และ Mexico Mask 
	กระทั่งในปี 2009 การเดินทางของ Métiers d’Art ‘Les Masques’ ก็มาถึงบทสรุป กับ 4 รุ่นสุดท้ายที่นำเอาศิลปะหน้ากากโบราณของ 4 แหล่งอารยะ ทั้งฝั่งโฮเซียเนียจากอินโดนีเซีย เอเชียจากประเทศจีน ฝั่งอเมริกาเหนือจากแม็กซิโก และแอฟริกาที่สั่งตรงมาจากกาบอง ทั้งหมดถูกนำมาผนวกเข้ากับศิลปะการแกะสลัก ลงลาย และ เคลือบสี ผ่านทุกขั้นตอนการผลิตอันเลื่องชื่อ ตามแบบฉบับและฝีมือของ Vacheron Constantin 
 เริ่มจากเมืองสะสัก (Sasak) ผู้อาศัยอยู่บนเกาะลอมบอก (Lombok) ประเทศอินโดนีเซีย มาเป็นสัญลักษณ์จากโซนเอเชีย ซึ่งศิลปะดังกล่าวผสมผสานความเป็นจริงบวกเข้ากับรูปทรงเรขาคณิต ตามมาด้วยรุ่นสำคัญที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดินแดนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานอย่างประเทศจีน กับ ซางส์-แบก (Zang’s Bag) หน้ากากที่มีต้นกำเนิดในดินแดนทิเบต มีเรื่องราวบอกเล่าเกี่ยวกับศิลปะชิ้นนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17
	เช่นกันกับเวอร์ชั่นของแม็กซิกันที่นำศิลปะเพนแดนท์ (Pendant) จากอารยธรรมเมซคาลา (Mezcala) ที่เริ่มต้นมายาวนานราว 100-300 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ ชิ้นนี้ทำจากหินภูเขาไฟ โดยในแง่ศิลปะ วัฒนธรรม Mezcala มีความเป็นอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งในเรื่องของสไตล์และความทรงพลัง ทั้งในรูปธรรมและนามธรรม ก่อนจะปิดท้ายด้วยตัวแทนจากแอฟริกากับหน้ากาก งองแทง (Ngontang) ที่มาไกลจากประเทศกาบอง (Gabon) อันเป็นศิลปะท้องถิ่นของชาวฟาง (Fang) ซึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันตกของประเทศ
	โดยทั้ง 12 แบบจะทำงานด้วยกลไกชั้นยอด คาลิเบอร์ VC 2460 G4, อัตโนมัติ, ประทับตรา Poinçon de Genève หนาเพียง 3.6 มิลลิเมตรเท่านั้น ‘Time is Money, Time is Gold’ ถือเป็นวลีคลาสสิกในทุกยุคทุกสมัย เพราะยังไงเวลาก็เป็นเงินเป็นทอง ผู้คนต่างเร่งรีบร้อนรนเพื่อทำงาน ทำตามความตั้งใจแข่งกับเวลา ซึ่งพูดถึงวลีนี้ทีไร ก็อดโยงเข้ากับเรือนเวลาที่ผูกพันกับเงินทองอย่าง โฆรุ่ม เดอะ คอย์น วอทซ์ (Corum The Coin Watch) ไม่ได้
	The Coin Watch ถือเป็นรุ่นสร้างชื่อของ Corum ที่ผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 1964 โดยการนำเหรียญ 20 ดอลลาร์ ($20 Double Eagle Coin) อันเป็นสัญลักษณ์ของการปลุกจิตวิญญาณอิสระของวงการอุตสาหกรรมนาฬิกา ที่ต่อมาได้รับความนิยมในหมู่คนชั้นสูง หรือแม้แต่ระดับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว และนับตั้งแต่นั้นมาทาง Corum ยังคงสานต่อแนวคิดดังกล่าวมาโดยตลอด โดยจะเลือกเหรียญที่มีความสำคัญ และสอดคล้องกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เพื่อสื่อให้เห็นเป็นการบันทึกเรื่องในความทรงจำอยู่ทุกครั้งไป เช่นกันกับ 3 รุ่นล่าสุดที่ส่งออกมายั่วน้ำลายให้เหล่านักสะสมได้ตามหาก็คือ
	Coin Watch 50 Pesos (Mexico) รุ่นเหรียญทองคำจากประเทศเม็กซิโก ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานการสร้างเมือง เตนอชติเลียน (Tenochtitlan) ที่เล่าขานว่า ชาวแอซเทค ที่กล่าวถึงเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ มีนกอินทรีย์คาบอสรพิษกลางทะเลทราย ซึ่งปัจจุบันดินแดนดังกล่าวก็คือกรุงเม็กซิโกซิตี้เมืองหลวงของเม็กซิโกในปัจจุบัน จากแรงบันดาลใจดังกล่าว งานนี้ทาง Corum เลยนำเหรียญ 50 เปโซมาใส่เอาไว้เป็นที่พึงระลึกถึง
	ตามด้วย Coin Watch 100 Francs (France) รุ่นเหรียญทองคำจากประเทศฝรั่งเศส บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสที่อ้างอิงถึงกษัตริย์นโปเลียนที่3 (Napoleon III ราวปี ค.ศ. 1852-1870) ไม่ว่าจะเป็นรูปโล่กว้าง ตอนปลายเป็นรูปหัวสิงโต ภายในสลักอักษรย่อ RF (République Française)
	เช่นกันกับ Coin Watch Panda 200 Yuan เพื่อเป็นการร่วมกระตุ้นจิตสำนึกการอนุรักษ์และขยายพันธุ์เจ้าแพนด้ายักษ์เหล่านี้ให้คงอยู่จนชั่วลูกชั่วหลาน ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจวิจัยล่าสุดของทางสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature) ที่ออกมาในปี 2549 มีหลักฐานบางชิ้นทำให้ประเมินได้ว่า อาจจะมีแพนด้ายักษ์อยู่ราว 2,000-3,000 ตัวตามธรรมชาติ ถือว่ามีโอกาสสูญพันธุ์เช่นกัน
เราคิดว่านี่เป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานที่สุดอีกคู่หนึ่ง ระหว่างสองชื่อหลักของโลกนาฬิกาและโลกมายา เพราะพวกเขาเดินทางร่วมกันมาครบ 10 ปีแล้ว ระหว่าง โอเดอะมาร์ส ปิเกต์ (Audemars Piguet) และ (อดีต) คนเหล็ก-อาร์โนลต์ ชวาร์เซเนกเกอร์ (Arnold Schwarzenagger) โดยทั้งสองตำนานได้ทำงานร่วมกันในการสร้างสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษสำหรับนักสะสม ภายใต้ชื่อ รอยัล โอ๊ก ออฟซอร์ อาร์โนลต์ ชวาร์เซเนกเกอร์ (Royal Oak Offshore Arnold Schwarzenegger) มาแล้วหลายซีรีส์ รวมถึงครั้งล่าสุดในปีนี้ ได้คว้าตัวเอกลักษณ์ของนาฬิกา Royal Oak Offshore มาใส่บุคลิคนักกล้าม นักแสดง อดีตนักการเมือง และอีกบทบาทหนึ่งของเขาคือนักสังคมสงเคราะห์ ที่เป็นแรงบันดาลใจหลักจนทำให้เกิดเป็นผลงานนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดของปีนี้ ในชื่อ รอยัล โอ๊ก ออฟซอร์ อาร์โนลต์ ชวาร์เซเนกเกอร์ เดอะ เลกาซี โครโนกราฟ (Royal Oak Offshore Arnold Schwarzenegger The Legacy chronograph)
	โดยจะเป็นรุ่นที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 1,500 เรือนเท่านั้น พร้อมกับนำรายได้ส่วนหนึ่งของการขายนาฬิการุ่นนี้เข้าสมทบกองทุน ‘อาฟเตอร์ สคูล ออลล์ - สตาร์ส’ (After School All-Stars) จากงานออกแบบตัวเรือนขนาด 48.0 มิลลิเมตร ผสานระหว่างนวัตกรรมวัสดุอย่าง เซรามิก ไทเทเนียม และทองชมพูในรูปลักษณ์สปอร์ตล้ำสมัย ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติโครโนกราฟ Caliber 2326/2640 สำรองพลังงานได้นาน 38 ชั่วโมง กันน้ำได้ลึก 100 เมตร คู่สายยางสีดำและหน้าปัดสีดำลาย ‘เมกา ทาปิสเซอรี’ (Mega Tapisserie)
นอกจากมีสายเลือดความเป็นอิตาเลียนเหมือนกันแล้ว พาเนอไร (Panerai) และ กาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei) ยังนับเป็นนักประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์ผลงานอัจฉริยะด้วยกันทั้งคู่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ Panerai จะยึดเอาความเฉลียวฉลาด รอบรู้ และการเป็นบุคคลสำคัญที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมโลกของ Galileo มาเป็นแรงบันดาลใจในการผลิตนาฬิกาของตนเองเช่นกัน ยกตัวอย่างจากปีที่ผ่านมาที่ Panerai ได้เปิดตัวผลงานรุ่น ลูมินอร์ 1950 อีเควชั่น ออฟ ไทม์ ทูร์บิญอง ไททาโน-50 มม. ลา’แอสโทรโนโม (Luminor 1950 Equation of Time Tourbilion Titano-50MM L’astronomo) หรือ PAM 365 นาฬิการะดับแกรนด์คอมพลิเคชั่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอัจฉริยะบุคคลท่านนี้มาผลิตเป็นนาฬิกาต้นแบบเพียง 30 เรือน ด้วยเทคนิคอันล้ำสมัยภายในกลไกไขลาน P.2005/G ซึ่งแสดงฟังก์ชั่นชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก บอกวันที่ แสดงเดือน เวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก สมการเวลา แสดงพลังงานสำรองคงเหลือ และดิสก์รูปดวงดาวแสดงบนฝาหลังเปลือยด้วยกระจกคู่ทูร์บิญอง ในตัวเรือนไทเทเนียมขนาดใหญ่ถึง 50.0 มิลลิเมตร หรือตัวเรือนทองชมพูตามด้วยความต้องการของลูกค้า
	เฉพาะตัวกลไกก็ซับซ้อนใช่เล่น พัฒนาขึ้นโดย Panerai ขนาด 16 Ilgnes ทับทิม 46 เม็ด บาลานซ์กลูซิเดอร์ ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง พร้อมอุปกรณ์รองรับแรงสั่นสะเทือน KIF Parechoc สำรองพลังงานได้นาน 4 วัน จากตลับลาน 3 ตัวและชิ้นส่วนประกอบกลไกรวม 375 ชิ้นบวกกับประสิทธิภาพการกันน้ำได้ลึก 100 เมตร
หากถามว่าใครที่ครองแชมป์ผูกสัมพันธ์กับกีฬาโอลิมปิกอย่างใกล้ชิดสนิทสนมมากที่สุด คงต้องยกให้กับชื่อนี้ครับ โอเมก้า (Omega) ผู้รับหน้าที่จับเวลาอย่างเป็นทางการให้กับโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรกในลอสแอนเจลิส เมื่อปี ค.ศ. 1932 หรือเมื่อเกือบ 80 ปีที่ผ่านมา และอีกไม่นานนับจากนี้ เมื่อเกมการแข่งขันกำลังจะเปิดม่านขึ้นอีกครั้ง ผู้ผลิตนาฬิกาสวิสแบรนด์นี้ก็จะยังคงสวมบทบาทการจับเวลาในการแข่งขันกีฬาอันทรงเกียรติสูงสุดในโลกของโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 25
	เช่นเดียวกับการเปิดตัวนาฬิกาที่ถอดตำนานกีฬาโอลิมปิกมาแบบเต็มๆ อย่างซีมาสเตอร์  อควอ เทอร์รา 44 ลอนดอน โครโนกราฟ (Seamaster Aqua Terra 44 London Chronograph) ในสองเวอร์ชั่น ระหว่างตัวเรือนทูโทนสองสีที่ประดิษฐ์จากทองชมพูสีเข้ม 18K คู่กับสเตนเลสสตีล พร้อมสายข้อมือโลหะ ชื่อก็บอกแล้วว่ามีขนาดเหมาะกับข้อมือบุรุษและนักกีฬา ด้วยเส้นผ่าศูนย์กลาง 44.0 มิลลิเมตร ผ่านทั้งงานขัดเงาและขัดด้าน ประกอบด้วยขอบตัวเรือนขัดเงา หน้าปัดเคลือบ PVD สีน้ำเงินโดดเด่นตกแต่งด้วยลวดลายแถบไม้สักในแนวตั้งที่กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสร้างชื่อเสียงอย่างมากให้กับครอบครัว Aqua Terra หน้าปัดเล็กบอกวินาทีที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกา และหน้าต่างบอกวันที่ที่ตำแหน่ง 4.30 นาฬิกา หน้าปัดย่อยบันทึกการจับเวลาโครโนกราฟ 30 นาที ติดตั้งไว้ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และหน้าปัดย่อยบันทึกการจับเวลา 12 ชั่วโมง อยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา พิเศษด้วยฝาหลังของตัวเรือนเฉลิมฉลองการแข่งขันโอลิมปิก ลอนดอนเกมส์ 2012 อย่างสมเกียรติกับสัญลักษณ์โอลิมปิก ‘London 2012’
ด้วยเหตุที่ปรัชญาการสร้างสรรค์ผลงานนั้นสอดคล้องกันอย่างไร้ที่ติในฐานะผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์เขียนเล่าเรื่องเวลาหรือไรติ้ง ไทม์ (Writing Time) ด้วยกันทั้งคู่ และในปีนี้ยังเป็นปีฉลองครบรอบ 190 ปีของมรดกนวัตกรรมเครื่องจับเวลาโครโนกราฟหรืออุปกรณ์เขียนเวลาเรือนแรกอันล้ำค่าที่ประดิษฐ์ขึ้นโดย นิโคลัส แมทธิว เรียวเซ็ค (Nicolas Mathieu Rieussec) ในปี 1821 ที่ได้กลายเป็นต้นแบบให้กับการรังสรรค์นาฬิกาโครโนกราฟคอลเลกชั่นพิเศษของแบรนด์ ในชื่อ มงค์บลอง นิโคลัส เรียวเซ็ค โครโนกราฟ (Montblanc Nicolas Rieussec Chronograph) อุทิศให้กับนักประดิษฐ์ผู้นี้โดยเฉพาะในจำนวนจำกัดพิเศษ
	โดยขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานโครโนกราฟ ผลิตภายในโรงงานของตนเอง Calibre MB R110 ประกอบคอลัมน์วีลและชิ้นส่วนกลไกทั้งหมด 283 ชิ้น ทับทิม 33 เม็ด ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง ติดตั้งปุ่มกดควบคุมการทำงานเพียงปุ่มเดียว สะพานจักรแต่งด้วยลวดลายแถบ Geneva แสดงเวลาชั่วโมงและนาทีบนหน้าปัดแบบเยื้องศูนย์ บอกวันที่บนดิสก์หมุน ส่วนหน้าปัดย่อยแสดงผลการจับเวลาของระบบโครโนกราฟ จับการแสดงพลังงานสำรองคงเหลือไปไว้บนฝาหลังของนาฬิกา พิเศษด้วยฟังก์ชันสำหรับนักเดินทางกับการปรับตั้งเข็มชั่วโมงและวันที่ให้เดินทางหรือถอยหลังได้อย่างง่ายดาย ในตัวเรือนทรงกลมสง่างามทำจากทองชมพูสีเข้ม 18K (มีจำนวนจำกัดเพียง 190 เรือน) หรือทองขาว (จำนวนจำกัด 90 เรือน) และแพลทินัม (จำนวน 25 เรือนเท่านั้น) ขนาด 43.0 มิลลิเมตร หนา 14.8 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดสีเงิน แต่งด้วยตัวเลขอารบิคสีดำ หรือหน้าปัดลาย ‘grain de seigle’ กระจกหน้าปัดและฝาหลังคริสตัลแชพไฟร์ กันน้ำได้ลึก 30 เมตร ประกอบสายหนังจระเข้แท้
Board: Showtime
(0)
Share
GMWatch
Keep by GMWatch
1309
FOLLOWER

Cartier Santos 100 Taj Mahal Watch just for True Romantic Lovers

"หากเอ่ยถึงสัญลักษณ์ของความรักมั่นหลายคนคงนึกถึง ทัชมาฮาล (Taj Mahal) สุสานหินอ่อนที่หลายคนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลกถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์อินเดียผู้มีความรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ ทัชมาฮาลถูกพิจารณาให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่ โดยตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนาในเมืองอัครา บริเวณที่มีชื่อเสียงที่สุดคือหลุมศพของพระนางมุมตัส มาฮาล มเหสีของจักรพรรดิซาห์ ชหาน ที่ถูกสร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมรา และเครื่องประดับจากมิตรประเทศ นายช่างที่ออกแบบ ชื่อ อุสตาด ไอซา ถูกประหารชีวิตเพื่อมิให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใดๆ ที่สวยกว่านี้ได้ เพื่อเป็นเกียรติแด่ความรักมั่นคงและคู่รักที่แสนโรแมนติก ทางแบรนด์เครื่องประดับชั้นนำอย่าง คาร์เทียร์ (Cartier) จึงผลิตผลงานเรือนเวลาสุดพิเศษ โดยใช้ชื่อรุ่นว่า คาร์เทียร์ซานโตส 100 ทัชมาฮาล (Cartier Santos 100 Taj Mahal) ผลงานเรือนเวลารุ่นนี้ถูกออกแบบและผลิตอย่างพิถีพิถันและจะออกวางจำหน่ายในอินเดียเท่านั้น ด้วยตัวเรือนดูสุกสกาวผลิตจากทองเหลือง 18K ประดับเพชรเม็ดงามรอบขอบตัวเรือน พื้นหน้าปัดลงยาเป็นรูปโดมของทัชมาฮาล พร้อมเสริมรายละเอียดด้วยเปลือกหอยมุก สะท้อนศิลปะสไตล์อินเดียได้อย่างชัดเจน"
1 KEEP
GMWatch
0 LOVES
COMMENT