อินพุต + เอ๊าต์พุต ขั้วต่ออินพุตของ Explorer ที่ติดตั้งอยู่บนด้านข้างของตัวถังให้มาเป็นขั้วต่อ USB mini Type B ซึ่งมีแค่ช่องเดียว แสดงตัวชัดเจนว่าถูกออกแบบมาให้ใช้ได้เฉพาะกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น ส่วนทางด้านเอ๊าต์พุตที่ติดตั้งอยู่ที่ด้านข้างของตัวถังอีกด้าน มีมาให้ 2 ชุด ผ่านขั้วต่อ mini jack 3.5mm ไม่มีตัวอักษรระบุกำกับใดๆ นอกจากสัญลักษณ์ที่มองเห็นก็พอจะเข้าใจได้ว่ามีอยู่ช่องหนึ่งน่าจะเป็นสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตสำหรับหูฟัง เนื่องจากมีสัญลักษณ์คล้ายๆ หูฟังพิมพ์ติดอยู่ข้างๆ รูเสียบ ส่วนอีกช่องนั้น ตอนแกะออกจากกล่องจะเห็นจุกพลาสติกสีขาวๆ ปิดอยู่ ที่ด้านข้างมีสัญลักษณ์วงกลมกับลูกศรชี้ออกซึ่งเดาได้ว่าเป็นช่องเอ๊าต์พุตอีกช่องหนึ่ง แต่มันต่างอย่างไรกับอีกช่อง.?
	ต้องย้อนกลับไปอ่านในคู่มือจึงทราบว่า ช่องเอ๊าต์พุต
อีกช่องที่ว่านั้นสามารถถ่ายทอดสัญญาณออกมาได้ 2 แบบ แบบแรกเป็นสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตแบบ fixed โดยตั้งเกนขยายสูงสุดไว้ที่ 2V/RMS เท่าๆ กับภาคไลน์ เอ๊าต์ฯ ของเครื่องเล่นซีดีตัวเล็กๆ บางตัว มีมาให้ในกรณีที่คุณต้องการใช้ Explorer ในลักษณะของ ext.DAC ทำงานแทนที่ซาวนด์การ์ดในตัวคอมฯ แล้วดึงสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตไปใช้กับชุดเครื่องเสียงสเตริโอ หรือไปใช้กับลำโพงแอ๊คทีฟที่มีภาคปรี/เพาเวอร์ฯ ในตัว แต่ถ้าคุณใช้สายดิจิตัลแบบ mini Toslink optical เชื่อมต่อเข้าที่ช่องเอ๊าต์พุตนี้ ตัว Explorer จะปล่อยสัญญาณดิจิตัล PCM ออกมาแทน และปล่อยได้สูงสุดที่ระดับ 96kHz ถ้าไฟล์ที่เล่นสูงกว่า 96kHz จะถูกลดขนาดมาโดยยึดสัดส่วน downsampling ไว้ที่ระดับหารลงตัว ตัวอย่างคือถ้าเล่นไฟล์ 176.4 หรือ 192kHz จะถูกลดรูปลงมาอยู่ที่ 96 หรือ 88.2kHz ตามลำดับ
	

• ทดลองเล่นกับเพลเยอร์ Amarra บน Mac mini สามารถใช้วอลลุ่มของคอมพิวเตอร์ Mac ควบคุมระดับความดังได้เลย

• ทดลองเล่นไฟล์ DSD64 (E) และ DSD128 (F) กับ Explorer แม้ว่าตัว Explorer จะไม่สามารถรองรับไฟล์ DSD ได้โดยตรง แต่โปรแกรมเพลเยอร์ Audirvana Plus มีฟังท์ชั่น ‘Convert to PCM’ ช่วย re-package สัญญาณ DSD ใหม่ลงบนหีบห่อ PCM โดยเลือกส่งให้ Explorer ด้วยฟอร์แม็ต 24/176.4 เสียงออกมาดีพอสมควรครับ..  

• ขั้นตอนลงไดเวอร์ USB 2.0 ของ Meridian บนคอมพิวเตอร์ PC ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7 หลังจากลงเสร็จแล้วลองเปิดโปรแกรมเพลเยอร์ Foobar2000 จะพบ ‘Meridian USB 2 ASIO Driver’ โผล่ขึ้นมาในลิสต์ ASIO Driver ของตัวเพลเยอร์ Foobar2000 ด้วย (บน Foobar2000 ลงคอมโพเน้นต์รองรับ ASIO ไว้แล้ว) ถ้าเล่นผ่าน Foobar2000 แนะนำให้เลือกเอ๊าต์พุตไว้ที่ ‘Meridian USB 2 ASIO Driver’ ตัวนี้จะได้คุณภาพเสียงออกมาดีที่สุด
TEST REPORT

TEXT : ธานี โหมดสง่า   
PHOTO : นิพันธ์ พิมพ์สวัสดิ์

MERIDIAN Explorer
Portable D-to-A 
Converter with Headphone Amp

ถ้าเป็นนักเล่นเครื่องเสียงมานานกว่า 20 ปี คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักชื่อของ Meridian เพราะยี่ห้อนี้นับว่าเป็นหนึ่งทางด้านดิจิตัล ออดิโอ เป็นยี่ห้อที่สร้างเครื่องเล่นซีดีระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ออกมาเป็นเจ้าแรกๆ หนึ่งในเจ้าของซึ่งเป็นทั้งมันสมองของบริษัทคือ Bob Stuart เป็นถึงระดับที่เรียกว่า ‘พ่อมด’ในวงการดิจิตัล ออดิโอนั่นเลย
>	ถ้าไม่รู้ว่า Bob Stuart หนึ่งในเจ้าของบริษัท Meridian Audio นั้นเจ๋งแค่ไหน จะเล่าวีรกรรมบางอย่างของเขาให้ฟังคร่าวๆ เมื่อเดือนกันยายนของปี 1999 เขากับเพื่อนที่ช่วยกันคิดอีก 2 คนได้นำรูปแบบทางคณิตศาสตร์ของการบีบอัดข้อมูลเพลงดิจิตัลแบบไร้การสูญเสียที่ชื่อว่า MLP หรือ Meridian Lossless Packing ไปพรีเซ็นต์ให้คณะกรรมาธิการใน AES (Audio Engineering Society) ได้ฟังกันที่งาน Regional Convention Tokyo ซึ่งเป็นงานประชุมวิชาการครั้งที่ 9 ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ AES กำลังชุลมุนอยู่กับการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับสื่อกลางของเพลงเพื่อใช้แทนที่มาตรฐาน CD ที่กำลังจะหมดอายุลง ฟอร์แม็ต MLP ที่ Bob Stuart กับเพื่อนนำเสนอครั้งนั้นคือมาตรฐานการบีบอัดข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับสัญญาณ PCM ทั้งแบบสเตริโอและมัลติแชนเนลที่มีเรโซลูชั่นสูงกว่า CD ประมาณว่าตั้งแต่ 24/96 ขึ้นไป เพื่อนำเข้าไปบรรจุลงบนแผ่น DVD ตามมาตรฐานของฟอร์แม็ต DVD-Audio ที่มัตสึชิตะกับโตชิบาตั้งธงไว้ต่อกรกับฟอร์แม็ต SACD ของค่ายโซนี่นั่นเอง แม้ว่าฟอร์แม็ต DVD-Audio จะแท้งไปก่อนและตามมาด้วยมรณกรรมของฟอร์แม็ต SACD แต่ด้วยศักยภาพที่โดดเด่นของ MLP ที่ Bob Stuart กับเพื่อนคิดขึ้นนี้ กลับไม่ได้แท้งไปพร้อมกับฟอร์แม็ต DVD-Audio เพราะ Dolby Laboratories ตาแหลม.. มองเห็นศักยภาพของฟอร์แม็ตนี้ พวกเขา (Dolby Lab.) จึงขอซื้อฟอร์แม็ต MLP ของ Meridian Audio เพื่อนำมาใช้กับการบีบอัดสัญญาณเสียงให้กับฟอร์แม็ต Blu-ray โดยเปลี่ยนชื่อเป็นฟอร์แม็ต Dolby TrueHD นั่นเอง Meridian: Explorer
‘The Meridian Experient’
ทราบประวัติมาแล้วอาจจะทำให้รู้สึกประหลาดใจว่าเพราะเหตุใด บริษัทที่มีรากฐานแน่นหนาอย่าง Meridian Audio จึงตัดสินใจทำ ext.DAC ตัวจิ๋วแบบนี้ออกมา.?
	จริงๆ แล้ว Meridian Audio มีสินค้าหลากหลายมาก ครอบคลุมในหลายแคตากอรี่ และเกือบทั้งหมดล้วนแล้วแต่จัดตั้งตัวเองอยู่ในระดับไฮเอ็นด์ฯ ทั้งนั้น (ดูเพิ่มเติมจากคอลัมน์ Special Scoop! เรื่อง ‘Meridian.. The NAME behind Digital Audio’ ในเล่มนี้) เหตุผลเดียวที่ Meridian Audio นำผลิตภัณฑ์นี้ออกสู่ตลาดก็เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่ชอบฟังเพลงผ่านคอมพิวเตอร์ได้มีโอกาสสัมผัสกับคุณภาพเสียงแบบไฮเอ็นด์ฯ แท้ๆ ในระดับที่ Meridian เป็น และได้มีโอกาสทำความรู้จักกับแบรนด์ Meridian ไปในตัว  
	ถึงจะตัวเล็กจิ๋ว แต่ Explorer ตัวนี้มีความสามารถรอบด้าน คุณสามารถใช้งานมันได้ 3 ลักษณะ คือ
1.เป็นexternal DAC แบบธรรมดาทั่วไปที่ต่อสัญญาณอะนาลอก เอาต์พุตไปเข้าที่อินพุตของแอมปลิฟาย (รับไฟล์ข้อมูลเพลงจากคอมพิวเตอร์เฉพาะฟอร์แม็ต PCM ได้สูงสุดถึงระดับ 24bit/192kHz)
2.เป็น D-to-D coverter ที่รับไฟล์เพลงดิจิตัลจากคอมพิวเตอร์มาแปลงเป็นสัญญาณดิจิตัล PCM ส่งออกไปเข้าที่ช่องดิจิตัล อินพุตของ DAC ตัวอื่น
3.เป็น DAC/AMP ที่รับไฟล์เพลงจากคอมพิวเตอร์มาแปลงแล้วส่งผ่านออกไปทางภาคขยายหูฟังที่มีอยู่ในตัว
	จะเห็นว่า คุณสามารถใช้ Explorer ในลักษณะพกพาก็ได้ หรือจะใช้เป็นภาค ext.DAC สำหรับชุดเครื่องเสียงไฮ-ไฟฯ ในบ้านก็ได้   

SPECIFICATION
Type	: 	external DAC with headphone amplifier
Input	:	USB mini type B
Output	: 	1x 3.5mm (fixed 2-ch analog out 2V RMS & mini Toslink optical 
		for S/PDIF digital out < 96kHz)
	: 	1x 3.5mm (variable-level headphone output = 
		130mW@16 Ohm
Power	: 	USB, nominal 5V at <500mA
USB audio class	: 	compliant USB 2.0 High Speed 480mb/s
USB data transfer	: 	Asynchronous/use device’s clock to control data stream
Dimensions	: 	1.25”W x 4”D x 0.7”H (32 x 102 x 18 mm)
Weight	: 	50g (1.760oz)

• ส่วนประกอบภายในของ Explorer

1:	XMOS L1 ตัวนี้เป็นชิป input ซึ่งเป็นตัวที่มีประสิทธิภาพสูงมากในขณะนี้
2:	ตัวนี้เป็นชิป DAC ใช้ของ TI (BB) สเปคฯ สูงมาก แปลงสัญญาณได้ถึง 24/384 เลย
3:	เป็นตัวเจนเนอเรตสัญญาณนาฬิกาซึ่งแยกสองชุดสำหรับฐาน 48kHz และ 44.1kHz
4:	ตัวแปลงไฟเลี้ยงสำหรับการทำงานของวงจรในภาคอะนาลอก
5:	ตัวแคปาซิเตอร์ที่ใช้เก็บประจุสำหรับเลี้ยงให้ภาคอะนาลอก เกรดเดียวกับที่ใช้ในซีรี่ย์ 800
6:	ตัวเก็บประจุระดับออดิโอเกรดสำหรับจ่ายให้ภาคขยายหูฟัง
7:	แคปาซิเตอร์และรีซีสเตอร์ที่ใช้ในภาคฟิลเตอร์ของเอ๊าต์พุตที่ออกมาจากชิป DAC ระดับออดิโอ เกรด 
	คุณภาพระดับเดียวกันกับที่ใช้ในซีรี่ย์ 800
8:	ใช้แผ่น PCB หรือแผงวงจรที่ซ้อนกัน 6 ชั้น ทำให้เดินลายวงจรหลบเลี่ยงปัญหาการกวนไป-
	มาระหว่างกันได้ และสามารถจัดส่งไฟเลี่ยงที่มีค่าต่างๆ กันไปในแต่ละจุดได้ง่ายขึ้น
9:	ช่องเอ๊าต์พุตอะนาลอกแบบปรับค่าได้ สำหรับส่งไปขยายหูฟังหรือลำโพงแอ๊คทีฟ ที่พิเศษคือปรับควบคุม
	ความดังด้วยวอลลุ่มอะนาลอกจึงไม่ทำให้สูญเสียรายละเอียดของสัญญาณเหมือนกับการปรับระดับ
	ความดังด้วยวอลลุ่มแบบดิจิตัล
10:	ช่องเอ๊าต์พุตอะนาลอกแบบค่าคงที่สำหรับป้อนให้ปรีแอมป์ และเป็นเอ๊าต์พุตดิจิตัลสำหรับป้อนให้ 
	ext.DAC ตัวอื่น รูปร่างหน้าตา
Explorer มาในตัวถังทรงกระบอกที่ยาว 4 นิ้ว กับขนาดสัณฐานภายนอกที่ไม่ใหญ่ไปกว่าอุ้งมือกำ ทำให้สะดวกและง่ายต่อการพกพา ตัวถังทรงกระบอกสีบรอนซ์เงินทำมาจากโลหะอะลูมิเนียม ขัดรอบตัวเครื่องซะเกลี้ยงเกลาหมดจด ไร้ซึ่งปุ่มปรับแต่งใดๆ นอกจากตัวอักษรสีเทาอ่อนที่เป็นชื่อยี่ห้อและชื่อรุ่นพิมพ์สกรีนบางๆ อยู่บนด้านหนึ่งกับแผ่นสติ๊กเกอร์สีดำหนึ่งแผ่นที่ติดอยู่อีกด้าน (แสดงข้อความรายละเอียดต่างๆ ของตัวเครื่อง) แล้ว บนตัวถังของ Explorer ก็มีแค่ไฟแอลอีดีสีขาวดวงเล็กๆ อีก 3 ดวงที่ใช้แสดงอัตราแซมปลิ้งเรตของสัญญาณดิจิตัลอินพุตที่ป้อนเข้ามาเท่านั้น  จะรู้ได้อย่างไรว่าสัญญาณดิจิตัลที่เข้ามาทางอินพุตของ Explorer มีค่าแซมปลิ้งเรตเท่าไร.? ไฟแอลอีดีสีขาวดวงเล็กๆ ทั้ง 3 ดวงที่ติดตั้งอยู่บนตัวถังของ Explorer จะทำหน้าที่เป็นมอนิเตอร์คอยบอกให้คุณทราบ ถ้าดวงที่อยู่ทางด้านขวามือสุดสว่างขึ้นมาตอนเล่นไฟล์เพลง แสดงว่าสัญญาณ digital PCM ที่ป้อนเข้ามาทางอินพุตของ Explorer มีค่าแซมปลิ้งเรตอยู่ที่ 44.1 หรือ 48kHz อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไฟสองดวงที่อยู่ทางขวาสว่างขึ้น แสดงว่าสัญญาณ digital PCM ที่ป้อนเข้ามามี
อัตราแซมปลิ้งเรตอยู่ที่ 88.2 หรือไม่ก็ 96kHz อย่างใดอย่างหนึ่ง และถ้าไฟทั้งสามดวงสว่างขึ้นมาพร้อมกัน แสดงว่าสัญญาณ
ดิจิตัลที่ป้อนเข้ามามีอัตราแซมปลิ้งเรตอยู่ที่ระดับ 176.4 หรือไม่ก็ 192kHz อย่างใดอย่างหนึ่ง ไฮไล้ท์ที่ทำให้ DAC จิ๋วตัวนี้ดูน่าสนใจเท่าที่ผมดูจากรายละเอียดการออกแบบมีอยู่ 2-3 ประเด็นด้วยกัน นั่นคือ Asynchronous USB, Analog volume และภาค Analog output 
	โหมด Asynchronous USB ของ Explorer มีไดเวอร์ ASIO ของเขาเองติดมาด้วย หากเล่นด้วยโปรแกรม Foobar2000 บนคอมพิวเตอร์ windows PC จะปรากฏอ๊อปชั่นของ output แบบ ASIO มาให้เลือก ซึ่งเป็นอ๊อปชั่นที่ให้เสียงดีที่สุด เมื่อเล่นบน Mac ด้วยโปรแกรม Audirvana Plus สามารถเลือก Low Level Playback Options ได้ทั้ง Exclusive Access Mode และ Direct Mode และรองรับ Integer mode (= bit perfect ควบคุมปริมาณการไหลของข้อมูลโดยโปรแกรมในตัว DAC) ได้ด้วย ส่วนวอลลุ่มในตัว Explorer ทำงานในโดเมนอะนาลอกแต่ควบคุมระดับความดังด้วยโปรเซสเซอร์ที่แบ่งย่อยออกเป็น 64 ระดับ เมื่อเร่งวอลลุ่มสูงสุดจะได้กำลังขับของภาคขยายออกมาเท่ากับ 130mW ที่ 16 โอห์ม เพียงพอสำหรับหูฟังระดับปานกลางลงมา เมื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ Mac ผมสามารถใช้คีย์ปรับวอลลุ่มของ Mac บนคีย์บอร์ดในการปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียงของ Explorer ได้โดยไม่กระทบกันคุณภาพเสียงของ Explorer เพราะแค่การปรับเลือกระดับวอลลุ่มเท่านั้นที่ใช้วิธีการทางดิจิตัล
แต่วอลลุ่มของ Explorer ทำงานในโหมดอะนาลอก อยู่หลังภาคเอ๊าต์พุตของ DAC ไม่ได้ทำในขั้นตอนดิจิตัล ดังนั้น การลดระดับความดังของเสียง (ลดวอลลุ่ม) ของ Explorer จึงไม่ทำให้สูญเสีย bit ข้อมูลแต่อย่างใด 
	จุดเด่นในการออกแบบ Explorer อีกจุดหนึ่งคือภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุต ซึ่งมีผลต่อคุณภาพเสียงมากเป็นพิเศษ มิเสียแรงที่ Meridian ทำเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ มานาน ทำให้พวกเขารู้ดีว่าควรจะใช้คอมโพเน้นต์อะไรตรงจุดไหนบ้าง.. ยอมรับว่าครั้งแรกที่เห็นแคปาซิเตอร์ตัวเบ้อเริ่มถึง 2 ตัวเกาะอยู่บนแผงวงจรแล้วรู้สึกตกใจ ขนาดมันช่างไม่สมดุลกับแผงวงจรซะเลย รู้ได้ทันทีเลยว่าถ้าเป็นยี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่ผู้ผลิตเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ มาก่อนคงจะมองข้ามความสำคัญตรงนี้อย่างแน่นอน ext.DAC ตัวนี้มีไดเวอร์ ASIO ที่ Meridian เขียนขึ้นมาเองซึ่งจะทำงานทันทีเมื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ Mac และทำให้โปรแกรมเพลเยอร์ Audirvana Plus สามารถสื่อสารกับ Explorer ด้วยโหมด Exclusive access mode ได้และสามารถใช้อ๊อปชั่น interger mode ได้จึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลไฟล์เพลงที่ MacBook Air ส่งผ่านไปให้ Explorer มีคุณสมบัติเป็น bit-perfect อย่างแน่นอน 
	ผมใช้เพลเยอร์ Audirvana Plus (v.1.4.6) และปรับเลือกรูปแบบการควบคุมวอลลุ่มไว้ที่ตำแหน่ง “DAC only” (Audirvana Preference > Audio Volume > Volume control type = DAC only) เพื่อปรับความดังของเอ๊าต์พุตผ่านทางอะนาลอก วอลลุ่มของตัว Explorer เองทั้งนี้เพื่อรักษาคุณภาพของเสียงเอาไว้ให้มากที่สุด อีกฟังท์ชั่นของเพลเยอร์ Audirvana Plus ที่ต้องปรับตั้งคือ “SystemOptimizer” ซึ่งตอนฟังทดสอบผมได้เลือกปิดการทำงานของคอมพิวเตอร์ในบางฟังท์ชั่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเล่นไฟล์เพลงลงไปทั้งหมด 	ผมทดลองใช้งานตัว Explorer ในลักษณะของ DAC/AMP ขับหูฟังมากกว่าอย่างอื่น หลังจากเปิดเบิร์นฯ ไปเรื่อยๆ จนผ่านช่วงเผาหัวซึ่งกินเวลาประมาณ 30-50 ชั่วโมง ผมก็ทดลองหาสาย USB A > mini B มาทดลองเปลี่ยนแทนสายแถมที่ให้มา ปรากฏว่ามาลงตัวกับ Furutech รุ่น GT2 ยาว 0.6 เมตร กับอีกเส้นรุ่น Coffee ของ Audioquest ความยาว 0.75 เมตร ผมจึงใช้สายสองตัวนี้แทนสาย USB ที่แถมมาในการทดสอบตลอดรายการ (และใช้เองส่วนตัวด้วย)
	ด่านแรกที่ทดสอบคือสมรรถนะทางด้านกำลังขับของมัน โดยเริ่มจากหูฟัง in-ear แบบพกพาที่ผมใช้อ้างอิงอยู่ คือ Westone: 4R ซึ่งกำลังขับของ Explorer ขับดัน 4R ได้เต็มที่ รายละเอียดทุกระดับทั้ง Macro และ Micro detail กระจายว่อน ลำดับต่อมาลองขับหูฟังแบบแปะหูขนาดเล็กราคาไม่เกิน 3 พันบาทสองตัวที่ผมใช้เป็นหูฟังอ้างอิงอยู่ นั่นคือ Sennheiser: PX-100 II กับ AKG: K 420 ซึ่งผมพบว่า Explorer แม็ทชิ่งกับ AKG: K 420 มากเป็นพิเศษ ผลลัพธ์ออกมาโดดเด่นมากทั้งทางด้านไดนามิกและความถี่ตอบสนอง ทำให้ได้ทั้งรายละเอียดและความสดของเพลงที่สะท้อนอารมณ์ดนตรีออกมาได้อย่างถึงกึ๋นจริงๆ ใครที่ใช้ K 420 อยู่กับตัวอยากจะแนะนำให้หาโอกาสไปลองฟังกับ Explorer ดูสักนิด (เล่นด้วยโปรแกรม Audirvana Plus หรือ Amarra บนคอมพิวเตอร์ Mac)      
	กับหูฟังที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย ผมมี AKG: K 540 เป็นหูฟังฟูลไซส์ ดีไซน์แบบลักปิดลักเปิด หรือ
เซมิ-โอเพ่น ราคาหย่อนห้าพันนิดหน่อย กับอีกตัวยี่ห้อ Sony รุ่น MDR-1R ขนาดฟูลไซส์ ดีไซน์แบบปิด ราคาหย่อนหมื่นไม่กี่ตังค์ สองคู่นี้ก็เสร็จ Explorer เพราะสามารถขับออกมาได้คุณภาพเสียงที่น่าพอใจ ได้อรรถรสคุณภาพเพลงที่ดีมาก และคิดว่า AKG: K 540 กับ Sony: MDR-1R น่าจะเป็นระดับของหูฟังที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับใช้คู่กับ Explorer ตัวนี้ จากการทดสอบ Explorer ครั้งนี้ เมื่อลองใช้งานกับหูฟังหลายๆ ขนาด ผมพบว่า 
เรโซลูชั่นของไฟล์ข้อมูลเพลงมีผลต่อกำลังขับของตัว Explorer ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่กำลังขับของภาคขยายที่ใช้ขับหูฟังมีความจำกัดเยี่ยงนี้ ความหมายคือ เมื่อเล่นไฟล์เพลงที่มีเรโซลูชั่นที่สูงกว่าไฟล์ซีดี 44.1kHz ขึ้นไป อาทิไฟล์ 24/88.2, 24/96, 24/176.4 รวมถึง 24/192 แม้ว่าจะปรับตั้งวอลลุ่มของ Explorer ไว้ที่ระดับเดียวกัน แต่ผมก็รู้สึกได้ชัดว่าเสียงเพลงที่ได้ยินมันมีพละกำลังมากขึ้น 
เหมือนแอมป์ฯ มีกำลังมากขึ้น รายละเอียด, ไดนามิก รวมถึงบรรยากาศของเสียงจะดีขึ้นมากทีเดียว คนที่นำ Explorer ไปขับหูฟังขนาดกลางๆ แนะนำให้เล่นกับไฟล์ High Res. จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นมากกว่าเล่นด้วยไฟล์ 16/44.1 พอสมควร
	เมื่อใช้งาน Explorer กับหูฟังขนาดเล็กๆ อย่าง 4R, PX-100 II หรือ K 420 กับไฟล์ซีดี 16/44.1 ก็ฟังดีมากแล้วครับ รายละเอียดออกมาเต็ม ไดนามิกก็กว้าง ถ้าเล่นกับไฟล์ High Resolution เสียงที่ได้ก็ดีขึ้นไปอีกแต่ในอัตราที่ไม่มากนัก ต่างกันกับเมื่อเล่นกับหูฟังแบบฟูลไซส์ที่มีขนาดใหญ่ซึ่งไฟล์ไฮเรซฯ จะให้คุณภาพเสียงออกมาดีกว่าไฟล์ซีดี 16/44.1 อย่างเห็นได้ชัด
	ถ้าพยายามจะมองหาความแม็ทชิ่งทางไฟฟ้า ระหว่างกำลังขับของ Explorer กับความต้านทานหรืออิมพีแดนซ์ของหูฟัง ผมพบว่า กำลังขับของ Explorer จะไปกันได้ค่อนข้างดีกับหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์อยู่ระหว่าง 25-50 โอห์มครับ (ดูในตาราง) ค่ากลางๆ ก็คือ 32 โอห์ม น่าเสียดายที่หาหูฟัง Grado รุ่น SR60i มาร่วมกระบวนทดสอบไม่ทันในครั้งนี้ ซึ่งดูจากอิมพีแดนซ์ที่ 32 โอห์มแล้วน่าจะไปกับ Explorer ได้ดีอีกตัวหนึ่ง ส่วนหูฟัง K 702 ของ AKG กับ HD650 ของ Sennheiser ที่ขับออกมาไม่เต็มที่นั้น ตัวเลขอิมพีแดนซ์อยู่ที่ 62 โอห์ม กับ 300 โอห์มตามลำดับ แสดงว่าถ้าจะนำ Explorer ไปใช้กับหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์เกิน 50 โอห์มขึ้นไปควรจะหาแอมป์ขับหูฟังมาช่วยเพิ่มกำลังขับด้วยถ้าต้องการให้เสียงออกมาหมดจดจริงๆ!
	ทั้งเทคโนโลยี, คุณภาพอุปกรณ์ รวมถึงฝีมือการออกแบบ ทำให้เสียงของ Explorer ออกมาเยี่ยมยอดสุดๆ เมื่อจับคู่กับหูฟังที่มันสามารถขับได้เต็มที่ ต้องบอกว่า นอกจาก Meridian จะสร้างความแฮปปี้ให้กับคนชอบฟังเพลงผ่านคอมพิวเตอร์ด้วยหูฟังแล้ว ครั้งนี้ Meridian ยังได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ DAC/AMP ขนาดพกพาอีกด้วย!

นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย: บริษัท Deco2000 Co., LTD. 
โทร.0-2256-9700
ราคา : สอบถามตัวแทนจำหน่าย
(0)
Share
GM2000
Keep by GM2000
1298
FOLLOWER

อินพุต + เอ๊าต์พุต

"ขั้วต่ออินพุตของ Explorer ที่ติดตั้งอยู่บนด้านข้างของตัวถังให้มาเป็นขั้วต่อ USB mini Type B ซึ่งมีแค่ช่องเดียว แสดงตัวชัดเจนว่าถูกออกแบบมาให้ใช้ได้เฉพาะกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น ส่วนทางด้านเอ๊าต์พุตที่ติดตั้งอยู่ที่ด้านข้างของตัวถังอีกด้าน มีมาให้ 2 ชุด ผ่านขั้วต่อ mini jack 3.5mm ไม่มีตัวอักษรระบุกำกับใดๆ นอกจากสัญลักษณ์ที่มองเห็นก็พอจะเข้าใจได้ว่ามีอยู่ช่องหนึ่งน่าจะเป็นสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตสำหรับหูฟัง เนื่องจากมีสัญลักษณ์คล้ายๆ หูฟังพิมพ์ติดอยู่ข้างๆ รูเสียบ ส่วนอีกช่องนั้น ตอนแกะออกจากกล่องจะเห็นจุกพลาสติกสีขาวๆ ปิดอยู่ ที่ด้านข้างมีสัญลักษณ์วงกลมกับลูกศรชี้ออกซึ่งเดาได้ว่าเป็นช่องเอ๊าต์พุตอีกช่องหนึ่ง แต่มันต่างอย่างไรกับอีกช่อง.?
ต้องย้อนกลับไปอ่านในคู่มือจึงทราบว่า ช่องเอ๊าต์พุต
อีกช่องที่ว่านั้นสามารถถ่ายทอดสัญญาณออกมาได้ 2 แบบ แบบแรกเป็นสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตแบบ fixed โดยตั้งเกนขยายสูงสุดไว้ที่ 2V/RMS เท่าๆ กับภาคไลน์ เอ๊าต์ฯ ของเครื่องเล่นซีดีตัวเล็กๆ บางตัว มีมาให้ในกรณีที่คุณต้องการใช้ Explorer ในลักษณะของ ext.DAC ทำงานแทนที่ซาวนด์การ์ดในตัวคอมฯ แล้วดึงสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตไปใช้กับชุดเครื่องเสียงสเตริโอ หรือไปใช้กับลำโพงแอ๊คทีฟที่มีภาคปรี/เพาเวอร์ฯ ในตัว แต่ถ้าคุณใช้สายดิจิตัลแบบ mini Toslink optical เชื่อมต่อเข้าที่ช่องเอ๊าต์พุตนี้ ตัว Explorer จะปล่อยสัญญาณดิจิตัล PCM ออกมาแทน และปล่อยได้สูงสุดที่ระดับ 96kHz ถ้าไฟล์ที่เล่นสูงกว่า 96kHz จะถูกลดขนาดมาโดยยึดสัดส่วน downsampling ไว้ที่ระดับหารลงตัว ตัวอย่างคือถ้าเล่นไฟล์ 176.4 หรือ 192kHz จะถูกลดรูปลงมาอยู่ที่ 96 หรือ 88.2kHz ตามลำดับ

• ทดลองเล่นกับเพลเยอร์ Amarra บน Mac mini สามารถใช้วอลลุ่มของคอมพิวเตอร์ Mac ควบคุมระดับความดังได้เลย
• ทดลองเล่นไฟล์ DSD64 (E) และ DSD128 (F) กับ Explorer แม้ว่าตัว Explorer จะไม่สามารถรองรับไฟล์ DSD ได้โดยตรง แต่โปรแกรมเพลเยอร์ Audirvana Plus มีฟังท์ชั่น ‘Convert to PCM’ ช่วย re-package สัญญาณ DSD ใหม่ลงบนหีบห่อ PCM โดยเลือกส่งให้ Explorer ด้วยฟอร์แม็ต 24/176.4 เสียงออกมาดีพอสมควรครับ..
• ขั้นตอนลงไดเวอร์ USB 2.0 ของ Meridian บนคอมพิวเตอร์ PC ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7 หลังจากลงเสร็จแล้วลองเปิดโปรแกรมเพลเยอร์ Foobar2000 จะพบ ‘Meridian USB 2 ASIO Driver’ โผล่ขึ้นมาในลิสต์ ASIO Driver ของตัวเพลเยอร์ Foobar2000 ด้วย (บน Foobar2000 ลงคอมโพเน้นต์รองรับ ASIO ไว้แล้ว) ถ้าเล่นผ่าน Foobar2000 แนะนำให้เลือกเอ๊าต์พุตไว้ที่ ‘Meridian USB 2 ASIO Driver’ ตัวนี้จะได้คุณภาพเสียงออกมาดีที่สุด
"
1 KEEP
GM2000
0 LOVES
COMMENT