Madrid Rio คุณภาพชีวิตที่มาดริด เมืองที่ดีต้องส่งเสริมให้คนได้ใช้ชีวิต แต่คุณภาพชีวิตที่ดีก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ละปีนิตยสารโมโนเคิล จะทำการจัดอันดับ 25 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกโดยมีหลักเกณฑ์ในการสำรวจระดับคุณภาพชีวิตซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ ความปลอดภัย ภูมิอากาศ การเชื่อมโยง ระบบคมนาคมขนส่ง สถาปัตยกรรมเมือง สิ่งแวดล้อม การดูแลทางการแพทย์สภาพเศรษฐกิจ การเมือง และแผนการพัฒนาเชิงรุก วิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลของมาดริดทำให้เมืองแห่งนี้ติดอยู่ในการจัดอันดับของนิตยสารหลายปีติดต่อกัน

ท่ามกลางแนวคิดในการพัฒนาเมืองที่ต้องการเพิ่มความสะดวกในการคมนาคมขนส่ง การสร้างถนนและทางด่วนจึงกลายเป็นตัวเลือกที่หลายแห่งนำมาใช้ โดยคาดหวังว่าจะสามารถแก้ปัญหาการจราจรที่มีอยู่ แต่สิ่งที่เมืองจะต้องแลกกับการได้มาซึ่งความสะดวกเหล่านี้ นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ชุมชนยังถูกแบ่งขาดออกจากกันตามรอยตัดของเส้นทาง ทั้งยังเกิดพื้นที่เสื่อมโทรมขึ้นอีกหลายแห่งโดยเฉพาะบริเวณใต้แนวทางด่วน โปรเจ็กต์ Madrid Rio จึงเกิดขึ้น

อัลเบร์โต รูอิซ-กายาร์ดอน (Alberto Ruiz-Gallardon) ผู้ว่าการมาดริดในขณะนั้นแก้ปัญหานี้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน เขามาพร้อมกับความฝันที่ยิ่งใหญ่ ผลักดันโปรเจ็กต์ มาดริด ริโอ (Madrid Rio) ซึ่งจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่และคืนชีวิตให้กับเมือง ด้วยการรื้อทางยกระดับ M-30 เปลี่ยนเป็นอุโมงค์ทางวิ่งใต้ดินเพื่อให้รถสัญจรแทน เปิดพื้นที่ริมฝั่งแม่นํ้ามานซาราเรซให้เผยความสวยงามขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ถูกบดบังมานาน

โปรเจ็กต์พื้นที่ริมฝั่งแม่นํ้าความยาว 6 ไมล์นี้ เชื่อมต่อชุมชนที่เคยถูกตัดขาดให้ได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งยังออกแบบและพัฒนาพื้นที่ใหม่ให้เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ แหล่งนํ้า ทางเดิน ช่องทางจักรยาน สนามเด็กเล่น พื้นที่ออกกำลังกายและเล่นกีฬา พื้นที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังเพิ่มพื้นที่ใหม่ๆ ที่จะสร้างความรู้สึกที่ดีกับเมือง เช่น ชายหาดจำลอง สวนนํ้าพุสำหรับหน้าร้อน เป็นต้น โดยตลอดทั้งแนวโครงการยังสามารถกระตุ้นการพัฒนาร่วมต่างๆ ระหว่างภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้เกิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และการบูรณะฟื้นฟูสิ่งก่อสร้างดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ยุคเรเนซองส์

มาดริด ริโอ มีมูลค่าโครงการสูงถึง 400 ล้านยูโร ถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญของเมืองเพื่อแลกมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากร ทั้งยังเป็นศูนย์กลางของเมืองแห่งใหม่ รวมทั้งเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชั้นเยี่ยมการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ชาวเมืองมาดริดต่างรู้สึกมีความสุขกับเมืองของพวกเขาเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นอาจเป็นจุด เริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นพลวัตร
ที่เก่า ความหมายใหม่

“ประวัติศาสตร์” นิยามคุณค่าของ “สถานที่” ให้เราระลึกถึงการเกิดขึ้นและการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ ณ ที่แห่งนั้น เฉกช่นเดียวกับวัฒนธรรม ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

การให้นิยามความหมายใหม่กับสถานที่ใดๆ จึงไม่ได้หมายถึงการลบภาพความดีงามของอดีต หากแต่เป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบัน สร้างมิติของความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่อาจปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไปจนถึงแนวคิดที่มีต่อสถานที่ ชุมชน และเมือง

(จากภาพ : แชนเดอเลียร์ทำจากคริสตัลสวารอฟสกี้ รูปทรงร่วมสมัยสะดุดตา มีลักษณะคล้ายเชือกสามเส้นที่ถูกผูกโยงกันไปมาแล้วทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงอย่างเป็นธรรมชาติ ณ โถงบันไดกาเบรียล ออกแบบโดย โรนัน และเออร์แวน บูรูลเลค ทั้งคู่ใช้เวลาวิจัยและพัฒนาถึงสามปี เพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์แบบและเหมาะสมกับการได้รับเกียรติให้เป็นผลงานศิลปะร่วมสมัยชิ้นแรกที่จะได้รับการติดตั้งถาวรภายในพระราชวังแวร์ซายส์) แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาชื่นชมประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งนี้กว่า 6 ล้านคน จนกระทั่งในปี 2008 เป็นต้นมาผู้เข้าชมแวร์ซายส์ต่างประหลาดใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อผลงานศิลปะร่วมสมัยที่ดูขัดแย้งกับสภาพแวดล้อม ถูกนำเข้ามาจัดแสดงทั่วทั้งพระราชวังอย่างไม่มีข้อจำกัด ไม้เว้นแม้กระทั่งโต๊ะเสวย หรือห้องที่เคยใช้บรรทม เกิดเป็นข้อถกเถียงถึงความเหมาะสม และคำถามที่ว่าอะไรคือความจำเป็นที่ต้องนำแวร์ซายส์มาสู่ความท้าทายเช่นนี้

ศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงจะได้รับการเชื้อเชิญให้จัดแสดงผลงานเป็นระยะเวลา 3-5 เดือนของทุกปี อัยยากงผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดนี้ให้คำอธิบายไว้ว่า นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะเปิดประสบการณ์ทางศิลปะให้แก่สาธารณชนในจุดที่ไม่เคยก้าวถึง และศิลปะก็คือศิลปะ ธรรมชาติของมันไม่มีกาลเวลาไม่คำถึงถึงความเก่า ความใหม่ รูปแบบ หรือต้นกำเนิดที่ไม่ว่าจะมาจากแห่งใดของโลกก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่มักเกิดจากจุดเล็กๆ เริ่มต้นด้วยประชากรที่อาศัยในย่านตะวันตกของเกาะแมนแฮตตัน นำโดย โจชัว เดวิด (Joshua David) และโรเบิร์ต แฮมมอนด์ (Robert Hammond) ที่รวมตัวกันในนามกลุ่มเพื่อนแห่งไฮไลน์ (Friends of the High Line) เพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลนิวยอร์กให้ยกเลิกคำสั่งรื้อทิ้งทางรถไฟยกระดับเส้นเก่าซึ่งไม่ได้ใช้แล้ว แล้วเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวความยาว 1.5 ไมล์แห่งใหม่เพื่อเพิ่มลมหายใจให้กับมหานคร

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ไฮไลน์นั้นก้าวเลยจากแค่พื้นที่สีเขียวแห่งหนึ่งใจกลางเมือง กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดึงดูดผู้คนนับแสนคนต่อวัน เป็นทั้งสถานที่พักผ่อน เดินเล่น ออกกำลังกาย และทางเดินสู่ใจกลางเมือง วิถีชีวิตและธุรกิจรอบข้างไฮไลน์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โครงการขนาดใหญ่ที่จะเปลี่ยนทางรถไฟเก่าที่เป็นวงแหวนวนรอบเมืองแอตแลนตาในรัฐจอร์เจีย ให้กลายเป็นสวนทางเดินหลากหลายประโยชน์ความยาวกว่า 22 ไมล์ ซึ่งทางเดินนี้จะเชื่อมต่อชุมชน สวนสาธารณะ และระบบขนส่งแบบเบา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจของเมืองในอนาคต ชาวเมืองละแวกใกล้เคียงทางรถไฟ Reading Viaduct ในรัฐฟิลาเดลเฟีย รวมตัวกันในนาม Friends of the Rail Park จัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความรู้สึกร่วมและระดมทุนในการบูรณะทางรถไฟเก่าซึ่งถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่ปี 1984 ให้เป็นทางเดินและสวนสาธารณะแห่งใหม่ของเมือง มอนมอธ เมืองเล็กๆ ในแคว้นเวลส์ ซึ่งคนทั่วไปแทบจะลืมไปแล้วว่าที่นี่ยังมีประวัติศาสตร์หลงเหลือให้ศึกษาได้บ้าง แล้วไอเดียเล็กๆ ก็ช่วยทำให้เมืองที่แทบไม่มีคนสนใจนี้ กลับมาได้รับการพูดถึงอีกครั้ง ในฐานะเมืองวิกิพีเดียแห่งแรกของโลก 

จอห์น คัมมิงส์ (John Cummings) ได้รับแนวคิดนี้จากงาน TEDx ที่บริสตอล โดยผู้เข้าฟังบรรยายคนหนึ่งได้แนะนำให้เขาทดลองใช้ QR Code เพื่อสร้างเนื้อหาให้กับเมืองทั้งเมืองดู คัมมิงส์รู้สึกประทับใจในไอเดียนี้และตั้งใจจะกลับมาทำสิ่งนี้ให้เป็นความจริงที่มอนมอธซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเอง ด้วยความร่วมมือที่ดีจากอาสาสมัครภาคธุรกิจ และองค์กรส่วนท้องถิ่น ระดมทำงานศึกษาค้นคว้าสร้างเนื้อหาให้กับสถานที่ต่างๆ ของเมือง จากนั้นทำเป็น QR Code ติดไว้ ณ ที่แห่งนั้นทั่วทั้งเมืองนับ 1,000 จุด เมื่อนักท่องเที่ยวสแกน QR Code เหล่านี้ เรื่องราวของสถานที่นั้นที่ถูกบันทึกไว้ในวิกิพีเดียจะถูกดึงมาแสดงให้อ่านได้ทันทีและมีการแปลไว้ถึง 25 ภาษา ที่สำคัญเนื้อหาในวิกิพีเดียจะไม่มีวันล้าสมัย เพราะได้รับการดูแลและสามารถปรับปรุงได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังได้มีการติดตั้งสัญญาณวายฟายฟรีทั่วทั้งเมือง เพื่อให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทำได้อย่างสะดวกอีกด้วย Monmouthpedia จึงกลายเป็นสารานุกรมเล่มใหญ่ ให้ผู้คนในเมืองและนักท่องเที่ยวได้สนุกสนานกับการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด แน่นอนว่าถ้าพูดถึงลาส เวกัส หลายคนคงต้องนึกถึงเมืองแห่งคาสิโน และการพนันครั้งใหญ่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น เมื่อโทนี่ เซ (Tony Hsieh) ได้ประกาศว่า แซปโปส์ (Zappos) บริษัทจำหน่ายรองเท้าและเสื้อผ้าออนไลน์ที่มียอดขายราวหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ตัดสินใจทุ่มเงินจำนวน 350 ล้านเหรียญฯ เพื่อที่จะตั้งสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่นั่น

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิล แอปเปิล เฟซบุ๊ก ออกแบบสำนักงานใหม่ให้กลายเป็นที่ทำงานในฝันของใครหลายๆ คน สร้างเป็นแคมปัสหรือเมืองย่อยๆ สำหรับพนักงานของพวกเขา แต่เซ ซึ่งเป็นซีอีโอของแซปโปส์ กลับคิดว่าการทำแบบนั้นเป็นการแบ่งแยกตัวเองจากชุมชนมากเกินไป เขาจึงเลือกที่จะซื้อและบูรณะอาคารที่ว่าการเมืองหลังเก่า และชุบชีวิตย่านดาวน์ทาวน์ลาส เวกัสขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากซบเซาอย่างหนักในช่วงวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา 

หลักการในการดำเนินธุรกิจของแซปโปส์ คือการสร้างความสุขให้กับพนักงานเพื่อให้พวกเขาส่งต่อความสุขและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และการย้ายที่ทำการทั้งหมดมาอยู่ที่ลาส เวกัสนั้น นอกจากจะลดต้นทุนด้านการขนส่งแล้ว พวกเขายังหวังว่าการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นมาใหม่ อาจช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว แผนของเซคือต้องการทำให้ดาวน์ทาวน์ลาส เวกัสกลายเป็นย่านที่ให้ความใส่ใจกับชุมชนอย่างจริงจัง เหมาะกับทุกคนที่มีฝันและอยากจะที่สร้างฝันนั้นให้เป็นจริง คำถามที่ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องตอบให้ได้คือทำไมต้องมีเราอยู่ในตลาด และเราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร การแสวงหาซึ่งจุดขายใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับการทำธุรกิจเสมอมา บางครั้ง “ธีม” จึงเป็นคำตอบให้กับใครหลายคนการสร้างบรรยากาศที่แตกต่าง การนำเอาสถานที่หนึ่งมาไว้อีกที่หนึ่ง การหวนรำลึกถึงสิ่งที่เราเคยมี การคำนึงถึงสิ่งที่ไม่มี หรือการตอบสนองต่อความชื่นชอบเฉพาะ เพื่อสร้างความหมายใหม่ให้กับพื้นที่ กลายเป็นจุดขายที่ยังคงขายได้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะในรูปแบบช้อปปิ้งมอลล์ คอมมูนิตี้มอลล์ สวนสนุกธีมพาร์กหรือแม้กระทั่งร้านอาหาร บางธุรกิจก็ทำสิ่งนั้นอย่างผิวเผิน ในทางกลับกันบางธุรกิจก็ศึกษาจุดขายเหล่านั้นอย่างลึกซึ้งและน่าสนใจ

Eataly ชูจุดขายความเป็นอิตาลีแบบครบวงจร ผ่านการดำเนินธุรกิจในลักษณะคล้ายตลาดที่ขายทุกอย่างเกี่ยวกับอาหารอิตาลี ทั้งของสด ของแห้งอาหารพื้นเมือง ขนม เครื่องดื่ม อุปกรณ์การปรุง รวมถึงเครื่องครัว ซึ่งทั้งหมดได้รับการคัดสรรมาอย่างดีและนำเข้าจากอิตาลี ภายในยังมีร้านอาหารพร้อมปรุงให้นั่งรับประทานอีกหลายร้าน ทั้งยังเชื่อมั่นได้ในคุณภาพการเลือกวัตถุดิบEataly เปิดสาขาแรกที่เมืองตูริน ในอิตาลี ก่อนจะไปสร้างความตื่นเต้นด้วยการเปิดสาขาในต่างประเทศครั้งแรกบนถนนฟิฟต์อเวนิว ใจกลางมหานครนิวยอร์กผู้คนซึ่งชื่นชอบอาหารอิตาลีต่างพากันเข้าคิวเพื่อที่จะได้เข้าไปจับจ่ายหรือรับประทานอาหารอิตาเลียนแท้ๆ ที่อยู่ในนั้น ความฉลาดของ Eataly อยู่ที่สามารถตอบสนองผู้ที่ต้องการอาหารคุณภาพดีได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งยังส่งเสริมให้ผู้คนมีโอกาสเข้ามาเรียนรู้และซึมซับความเป็นอิตาลีผ่านวัฒนธรรมอาหารได้อีกทางหนึ่ง ถ้าโบโกตาเปลี่ยนได้ ที่ไหนในโลกก็ยังมีความหวัง หากย้อนกลับไปเกือบ 20 ปีก่อน โบโกตาในโคลอมเบียไม่เหลือสภาพความเป็นเมืองที่น่าอยู่ คุณภาพชีวิตของประชาชนตกตํ่าถึงขีดสุด ปัญหาอาชญากรรม ความเหลื่อมลํ้าทางสังคม ยาเสพติด คอร์รัปชั่น มลภาวะ ทุกอย่างเข้าขั้นวิกฤต ประชาชนลุกขึ้นประท้วงไม่เว้นแต่ละวัน แต่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ความหวังใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น

เมื่อโบโกตาได้เลือกอานตานาส ม็อกกุส (Antanas Mockus) ขึ้นมาเป็นผู้ว่าการเมือง เขาเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวข้องกับพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคม อย่างกฎหมาย ศีลธรรม และวัฒนธรรม ด้วยหลักการนี้เขาจึงค่อยๆ ปรับ และให้ความรู้กับประชาชนด้วยวิธีการที่คาดไม่ถึง และบางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องตลก แต่ในที่สุดผลงานก็เป็นตัวพิสูจน์ความคิดที่ถูกต้อง ความเป็นเมืองก็เริ่มค่อยๆ กลับมา ผู้คนเริ่มกลับมามีความหวังในชีวิตมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงในโบโกตาเริ่มชัดเจนขึ้นหลังจากเอ็นริเก้ เปญญาโลซา (Enrique Pen~alosa) ได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ต่อจากม็อกกุส ผู้ว่าการเมืองคนใหม่ใช้อำนาจที่ได้จากการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงเมืองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง สร้างพื้นที่สาธารณะใหม่ๆ ใหักับเมือง และเป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยนโบโกตาให้กลายเป็นเมืองจักรยานได้จนสำเร็จ เมื่อคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มกลับมา คนเริ่มกระหายที่จะพัฒนาตัวเองมากขึ้นห้องสมุดเป็นหนึ่งในการวางสาธารณูปโภคทางปัญญา โดยเปญญาโลซาเคยกล่าวไว้ว่า มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะให้ห้องสมุดเป็นสัญลักษณ์ของความหวังที่มีอยู่ของเมือง และสร้างบริการที่ดีให้กับชุมชน ให้ความรู้กับพวกเขาเพื่อให้พวกเขาได้พัฒนาตัวเอง ลองจินตนาการถึงย่านที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าโรงภาพยนตร์ หรือสถานที่ใดๆ สำหรับเด็กและเยาวชน พวกเขาเหล่านั้นจะใช้เวลาว่างไปกับอะไร นั่นจึงกลายเป็นแรงสนับสนุนหนึ่งในการเกิดขึ้นของห้องสมุดประชาชนที่เอล ตินตอล (El Tintal) และเป็นอีกครั้งที่ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบเข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสถาปนิกดาเนียล เบอร์มูเดซ (Daniel Bermu’dez) ออกแบบเปลี่ยนสถานีขนถ่ายขยะเก่าซึ่งเลิกใช้งานแล้วให้กลายเป็นห้องสมุดประชาชนได้อย่างน่าสนใจ อาคารหลังนี้ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะคล้ายโรงงานด้านหน้ามีทางลาดยาวกว่า 75 เมตรเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการขนถ่ายขยะ เบอร์มูเดซได้ใช้จุดเด่นนี้เป็นข้อได้เปรียบเชิงรูปลักษณ์ แล้วเพิ่มโครงสร้างและวัสดุกันเสียงต่างๆ สำหรับการเป็นห้องสมุดเข้าไปตามความจำเป็น ทั้งยังเปิดช่องแสงเพื่อให้มีการใช้แสงธรรมชาติ และกำหนดพื้นที่ซึ่งสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบในอนาคต รวมถึงปรับภูมิทัศน์ภายนอกทั้งหมดเพื่อให้ห้องสมุดสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชนเอล ตินตอล

การเปลี่ยนตึกที่สร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกันสุดขั้วเป็นความท้าทายอย่างย่งิ สำหรับนักออกแบบ ซ่งึ เป็นเสมือนทางเลือกระหว่างการให้ความหมายใหม่หรือรักษาประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนั้น ประเด็นสำคัญของการใช้สถานที่ซึ่งถูกก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีของอดีต ต้องไม่ลืมที่จะพิจารณาด้านโครงสร้าง และข้อกังวลเกี่ยวกับวัสดุเป็นพิษที่อาจถูกใช้ในอาคารดั้งเดิมซึ่งต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดและแก้ไขอย่างเหมาะสม นอกจากนั้นในเชิงการจัดการผังเมือง การใช้สถานที่ที่ถูกละเลยยังเป็นข้อดีที่จะช่วยจำกัดการขยายตัวของเมืองโดยไม่จำเป็นได้อีกทางหนึ่ง
(1)
Share
TCDC
Keep by TCDC
2147
FOLLOWER

Madrid Rio คุณภาพชีวิตที่มาดริด

"เมืองที่ดีต้องส่งเสริมให้คนได้ใช้ชีวิต แต่คุณภาพชีวิตที่ดีก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ละปีนิตยสารโมโนเคิล จะทำการจัดอันดับ 25 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกโดยมีหลักเกณฑ์ในการสำรวจระดับคุณภาพชีวิตซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ ความปลอดภัย ภูมิอากาศ การเชื่อมโยง ระบบคมนาคมขนส่ง สถาปัตยกรรมเมือง สิ่งแวดล้อม การดูแลทางการแพทย์สภาพเศรษฐกิจ การเมือง และแผนการพัฒนาเชิงรุก วิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลของมาดริดทำให้เมืองแห่งนี้ติดอยู่ในการจัดอันดับของนิตยสารหลายปีติดต่อกัน
ท่ามกลางแนวคิดในการพัฒนาเมืองที่ต้องการเพิ่มความสะดวกในการคมนาคมขนส่ง การสร้างถนนและทางด่วนจึงกลายเป็นตัวเลือกที่หลายแห่งนำมาใช้ โดยคาดหวังว่าจะสามารถแก้ปัญหาการจราจรที่มีอยู่ แต่สิ่งที่เมืองจะต้องแลกกับการได้มาซึ่งความสะดวกเหล่านี้ นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ชุมชนยังถูกแบ่งขาดออกจากกันตามรอยตัดของเส้นทาง ทั้งยังเกิดพื้นที่เสื่อมโทรมขึ้นอีกหลายแห่งโดยเฉพาะบริเวณใต้แนวทางด่วน โปรเจ็กต์ Madrid Rio จึงเกิดขึ้น
อัลเบร์โต รูอิซ-กายาร์ดอน (Alberto Ruiz-Gallardon) ผู้ว่าการมาดริดในขณะนั้นแก้ปัญหานี้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน เขามาพร้อมกับความฝันที่ยิ่งใหญ่ ผลักดันโปรเจ็กต์ มาดริด ริโอ (Madrid Rio) ซึ่งจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่และคืนชีวิตให้กับเมือง ด้วยการรื้อทางยกระดับ M-30 เปลี่ยนเป็นอุโมงค์ทางวิ่งใต้ดินเพื่อให้รถสัญจรแทน เปิดพื้นที่ริมฝั่งแม่นํ้ามานซาราเรซให้เผยความสวยงามขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ถูกบดบังมานาน
โปรเจ็กต์พื้นที่ริมฝั่งแม่นํ้าความยาว 6 ไมล์นี้ เชื่อมต่อชุมชนที่เคยถูกตัดขาดให้ได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งยังออกแบบและพัฒนาพื้นที่ใหม่ให้เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ แหล่งนํ้า ทางเดิน ช่องทางจักรยาน สนามเด็กเล่น พื้นที่ออกกำลังกายและเล่นกีฬา พื้นที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังเพิ่มพื้นที่ใหม่ๆ ที่จะสร้างความรู้สึกที่ดีกับเมือง เช่น ชายหาดจำลอง สวนนํ้าพุสำหรับหน้าร้อน เป็นต้น โดยตลอดทั้งแนวโครงการยังสามารถกระตุ้นการพัฒนาร่วมต่างๆ ระหว่างภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้เกิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และการบูรณะฟื้นฟูสิ่งก่อสร้างดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ยุคเรเนซองส์
มาดริด ริโอ มีมูลค่าโครงการสูงถึง 400 ล้านยูโร ถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญของเมืองเพื่อแลกมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากร ทั้งยังเป็นศูนย์กลางของเมืองแห่งใหม่ รวมทั้งเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชั้นเยี่ยมการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ชาวเมืองมาดริดต่างรู้สึกมีความสุขกับเมืองของพวกเขาเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นอาจเป็นจุด เริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นพลวัตร"
2 KEEP
TCDC
KaewTibkham
1 LOVES
KaewTibkham
COMMENT