Starbucks พยายามสร้างบรรยากาศภายในร้านให้อบอุ่นเป็นเหมือนบ้านหรือที่ทำงานแห่งที่สองของผู้มาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นด้วยการตกแต่งของร้าน ที่มีการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก โซฟาที่นั่งสบาย สีไฟนวลตาให้ความรู้สึกสบายๆ การจัดวางเลย์เอาท์ของร้านที่มีมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ที่ต้องการความเงียบสงบ นอกจากนั้นแล้ว เสียงดนตรีแนวแจ๊สหรือบอสซาโนวาที่ฟังแล้วผ่อนคลาย หรือกลิ่นกาแฟที่หอมกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ก็ช่วยทำให้ประสบการณ์ในร้านของผู้ใช้บริการรื่นรมย์มากยิ่งขึ้นด้วย แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับบางสาขาของ Starbucks ที่ตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว พวกเขาก็ได้พยายามสร้างความโดดเด่นให้กับดีไซน์ร้าน เพื่อสร้างประสบการณ์ความตื่นเต้นแปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญกับความกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมรอบด้านอีกด้วย 

เช่น Starbucks สาขาฟุกุโอกะ ด้วยความที่มันตั้งอยู่ใกล้กับไดไซฟุ เทนมันกุ ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโตแห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้นในปี 905 Kengo Kuma ดีไซเนอร์ผู้ได้รับมอบหมายให้ออกแบบ Starbucks สาขานี้ จึงได้เลือกใช้เทคนิคดั้งเดิมของการสอดประสานบล็อกไม้เข้าด้วยกัน ผลที่ออกมาคือร้านกาแฟที่ดูราวกับกำลังทอดตัวสงบนิ่งท่ามกลางกิ่งไม้ ดูไม่แปลกแยกจากสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่อยู่ใกล้เคียงนั้น
ตามปกติแล้ว เราคุ้นเคยกันดีกับเรื่องของการออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือ product desige เพราะมันเป็นนส่งที่จับต้องได้ และเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน เจ้าของกิจการรู้ดีว่าพวกเขาจำเป็นจะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ของพวกเขาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสวยงาม หรือฟังค์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบายสำหรับผู้ใช้งาน เพื่อทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อสินค้าของพวกเขา ทำให้บริษัทจำนวนมากให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์มากขึ้นเรื่อยๆ ในทางกลับกัน เรื่องของการบริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดำเนินไปควบคู่กับการทำธุรกิจนั้น กลับเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายราย
มองข้ามหรือละเลยไป โดยพวกเขามองว่า การบริการเป็นเพียงส่วนประกอบส่วนหนึ่งของธุรกิจของพวกเขาเท่านั้น มิใช่สาระสำคัญของธุรกิจเหมือนกับตัวผลิตภัณฑ์ แต่ปัจจุบันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป บริการกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่แพ้ตัวผลิตภัณฑ์เลย ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องของการออกแบบบริการหรือ Service Design จึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ประกอบกิจการต่างๆ หากจะพูดถึงจุดกำเนิดของการออกแบบบริการคงต้องย้อนไปประมาณเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่สินค้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเริ่มมีความอิ่มตัวก่อนหน้านั้น จริงอยู่ว่าบริการก็เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสินค้าตลอดมาอยู่แล้ว แต่กลับไม่มีใครเอ่ยถึงหรือให้ความสนใจมัน ผู้ขายส่วนใหญ่มุ่งอยู่กับการขายสินค้าให้กับลูกค้า ส่วนบริการเป็นเพียงแค่ของแถมที่จะมีหรือไม่มีก็ตามแต่ความพึงพอใจของผู้ขาย ส่วนลูกค้าส่วนใหญ่ในยุคนั้นก็เป็นผู้ที่อ่อนไหวกับราคา (price sensitive) คือจะให้ความสนใจสินค้าหรือร้านค้าที่มีราคาถูกเป็นพิเศษ โดยแทบจะไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยอย่างอื่นเลย ความสำคัญจึงตกไปอยู่ที่เรื่องของการบริการ ตามที่มีผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของการออกแบบบริการว่า “หากร้านค้าสองร้านขายสินค้าเหมือนกันทุกอย่าง การออกแบบบริการจะช่วยทำให้คนเลือกที่จะเข้าร้านหนึ่งร้านใดเป็นพิเศษ” ซึ่งเป็นคำที่สรุปถึงความสำคัญของการออกแบบบริการได้อย่างดีเยี่ยม เพราะในเมื่อสินค้าของทั้งสองร้านเหมือนกัน อะไรล่ะที่จะเป็นสิ่งชักจูงใจให้ลูกค้าเลือกเดิน
หรือไม่เลือกเดินไปที่ร้านหนึ่งร้านใด 

หากร้านแรกเมื่อเดินเข้าไปแล้วให้ลูกค้าบริการตัวเองทุกอย่าง หากต้องการสินค้าชิ้นไหน ก็เดินหยิบไปจ่ายเงินเอง ไม่มีพนักงานบริการภายในร้าน มีแค่พนักงานเก็บเงินที่พูดจากระโชกโฮกฮาก หลังจากซื้อเสร็จ ก็ไม่มีถุงใส่สินค้าให้กับลูกค้า
ลูกค้าต้องนำของใส่กระเป๋าของตัวเองหรือถุงที่เตรียมมาเอง 

ในขณะที่ร้านที่สอง มีบริการฝากของสำหรับลูกค้าที่มีสัมภาระ มีพนักงานพูดจาไพเราะอ่อนหวานคอยให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาเกี่ยวกับสินค้าหากเราสนใจซื้อสินค้าชิ้นไหน พนักงานก็จะเดินนำไปจ่ายเงินให้โดยที่เราไปต้องยืนรอคิว และสิ่งที่เราทำก็แค่เดินชิลล์ๆ ในร้านรอพนักงานนำสินค้าใส่ถุงเรียบร้อยมาให้เรา ทั้งนี้ หากสินค้าของทั้งสองร้านมีราคา
เท่ากัน ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่า เราเองต้องการจะเดินเข้าร้านแรกหรือร้านสองมากกว่ากัน สมัยก่อนนั้น วิถีชีวิตของผู้คนดำเนินไปอย่างค่อนข้างจะเรียบง่าย ไม่มีความเร่งด่วนอะไรนัก เวลาดูจะเป็นสิ่งที่ทุกคนมีอย่างเหลือเฟือ การที่ผู้บริโภคเลือกซื้อหาสินค้าและบริการที่ราคาถูกเป็นเรื่องที่พบเห็นได้โดยทั่วไป แม้สินค้าหรือบริการราคาถูกนั้นอาจจะทำให้เราไม่สะดวกสบายในบางเรื่องหรือต้องใช้เวลารอนานหน่อยก็ไม่เป็นไร

แต่ปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะพลิกกลับแทบจะเรียกได้ว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้ ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน เวลากลายเป็นสิ่งที่มีค่าและหาได้ยากยิ่งเหลือเกิน สำหรับคนจำนวนมาก พวกเขามีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอยตามความต้องการ แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือเวลาที่จะใช้เงินเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง คนเหล่านี้จึงต้องการที่จะกอบโกยความสุขให้ได้มากที่สุดภายในเวลาที่มีอยู่จำกัด แม้แต่จะต้องเสียเงินมากกว่าปกติ
แต่หากมันทำให้พวกเขามีความสุขหรือความสะดวกสบายขึ้น พวกเขาก็ไม่อินังขังขอบอะไร และยินดีที่จะเสียเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้รับความพึงพอใจมากขึ้น อาจพูดได้ว่า มันเป็นความสุขที่เงินสามารถซื้อได้นั่นเอง นอกจากการออกแบบบริการจะส่งผลสำคัญในการสร้างความแตกต่างธุรกิจของเราแล้ว มันยังช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ และในขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้มาใช้บริการอีกด้วย

เราอาจดูตัวอย่างได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเราก็ได้ ว่าทำไมเราถึงเลือกที่จะเดินเข้าไปซื้อของที่ร้าน 7-11 แทนที่จะซื้อจากร้านขายของชำใกล้บ้านๆ ซึ่งเหตุผลหลักๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นว่า เมื่อเข้าไป 7-11 แล้ว มันมีสินค้าให้เลือกสรรเยอะกว่า ทำให้น่าเดินเข้าไปมากกว่า หรือการที่ร้านเปิดตลอด 24 ชั่วโมง หรือบางคนอาจชื่นชอบการจัดหมวดหมู่สินค้าภายในร้านที่ทำให้เราสามารถหาสินค้าที่ต้องการได้โดยง่าย

และต่อจากนี้คือตัวอย่างของแบรนด์ต่างๆ ที่ได้ใช้การออกแบบบริการกับธุรกิจของตัวเอง จนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก สำหรับคอกาแฟแล้ว หลายคนคงจะคุ้นเคยกับชื่อของแฟรนไชส์ร้านกาแฟ Starbucks เป็นอย่างดี และบางคนอาจเป็นขาประจำของมันด้วยซํ้าไป ความสำเร็จของ Starbucks การันตีได้อย่างดีจากการเติบโตขยายสาขาในประเทศต่างๆ จนมีการเขียนเรื่องราวความสำเร็จของ Starbucks เป็นกรณีศึกษาในหนังสือต่างๆ ด้วยซํ้าไป

ปัจจัยหลักที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะใช้บริการของ Starbucks แม้ว่าสินค้าใน Starbucks จะมีราคาสูงกว่าหลายเท่าตัว นอกจากเครื่องดื่มที่มีให้เลือกหลายและปรับเปลี่ยนได้ตามความชื่นชอบของตัวเอง (เช่นการเลือกกาแฟแบบไร้คาเฟอีน การเลือกใช้นมพร่องมันเนยแทนนมปกติ
หรือการใส่ไซรัปกลิ่นที่เราชื่นชอบ) ยังมีเรื่องของบรรยากาศร้านและบริการของพนักงานอีกด้วย เช่นการติดเข็มกลัดชื่อตัวเองที่หน้าอกเพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นชื่อ การถามชื่อลูกค้า เพื่อเวลาเรียกลูกค้ารับเครื่องดื่มจะได้เรียกชื่อลูกค้ามารับได้ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะการรู้จักชื่อกันและกันจะช่วยสร้างความรู้สึกที่เป็นกันเองได้มากกว่า และเวลาที่ลูกค้าลังเลในการสั่งเครื่องดื่ม บาริสต้าก็จะให้คำแนะนำตามความชื่นชอบของลูกค้าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอีกด้วยและบางครั้ง บาริสต้าก็จะเขียนข้อความน่ารักๆ ไว้บนแก้วกาแฟที่ทำให้เรายิ้มได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการให้กำลังใจ การอวยพรหรือคำทักทายทั้งหมดนี้ทำให้ Starbucks กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับแรกๆ ของร้านกาแฟที่คนอยากจะเข้าไปนั่งชิลล์ฆ่าเวลาหรือทำงานนอกสถานที่กันมากที่สุดนั่นเอง สำหรับคนที่คิดจะซื้อโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ทซักเครื่องหนึ่ง ด้วยความที่ว่ามันไม่ใช่ของที่ราคาถูก พวกเขาจึงต้องคิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะใช้จ่ายเงินออกไป เพราะหากซื้อแล้วล่ะก็ ถึงแม้ว่ามันอาจไม่ได้ดีตามที่เราคาดหวัง แต่เราก็จำต้องทนใช้ไปอยู่ดีนั่นเอง ดังนั้น ตามปกติแล้วเวลาเราไปซื้อโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ท เราก็มักอยากจะทดลองถือมันและใช้งานมันจริงๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการทำงานของมันจะเป็นไปอย่างไหลลื่นตามที่เราต้องการ

ตามที่เราอาจจะเคยประสบมาแล้วด้วยตัวเองว่า เวลาเราไปซื้อโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ททั่วๆ ไป ทางพนักงานก็จะให้เราทดลองถือเครื่องตัวอย่างซึ่งไม่สามารถเปิดใช้งานได้จริงได้ ซึ่งจริงอยู่ว่ามันก็ทำให้เราพอจะรู้ได้ว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นถือถนัดมือรึเปล่า แต่สิ่งที่เราต้องการจะรู้มากกว่านั้นคือระบบการใช้งานของมันนั้นเป็นมิตรกับผู้ใช้รึเปล่า ซึ่งร้านค้าทั่วไปมักไม่ตอบสนองกับความต้องการของเราในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, iPod หรือเครื่อง iMac โดยที่ไม่มีพนักงานมายืนกดดัน ให้เรารีบทดลองให้เสร็จๆ ไปแต่อย่างใด ซึ่งการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองใช้เครื่องจนพวกเขาพอใจนั้นจะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีให้เกิดขึ้น แม้ว่าวันนี้พวกเขาอาจไม่ได้ซื้อสินค้ากลับไป แต่พวกเขาก็จะจดจำประสบการณ์ในการได้ใช้ผลิตภัณฑ์นี้เอาไว้เผื่อในภายภาคหน้า ซึ่งความรู้สึกแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นหากพนักงานมาคอยยืนกำกับการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้า

นอกจากนั้นแล้ว พนักงานของ Apple Store ทุกคนยังได้รับการปลูกฝังมาอย่างดีในการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือพนักงานขายของพวกเขาได้รับการสอนหลักปรัชญาการขายที่แตกต่างจากร้านค้าโดยส่วนใหญ่ ตรงที่ในขณะที่พนักงานขายทั่วไปจำเป็นต้อง
ชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อหว่านล้อมให้ลูกค้าซื้อสินค้า แต่หน้าที่หลักของพนักงาน Apple Store ไม่ใช่งานขายแต่กลับเป็นงานช่วยเหลือลูกค้าแก้ปัญหา ตามที่คู่มือพนักงานระบุไว้ว่า “หน้าที่ของคุณคือ
การทำความเข้าใจความต้องการทั้งหมดของลูกค้า ซึ่งบางอย่างพวกเขาอาจไม่รู้ตัวก็ได้ว่าพวกเขามีปัญหานั้นอยู่,” “เข้าหาลูกค้าด้วยการกล่าวคำต้อนรับอย่างอบอุ่น,” “ฟังปัญหาของลูกค้าและแก้ปัญหาหรือความกังวลให้กับพวกเขา” หรือ “จบการติดต่อกันด้วยการกล่าวคำ
อำลาและคำเชื้อเชิญให้กลับมาใช้บริการใหม่” และช่างเทคนิคของ Apple Store ก็ได้รับการฝึกให้ฟังปัญหาของลูกค้าและแสดงท่าทีว่ารับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกคลายความเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะรู้สึกเหมือนว่ามีผู้รับฟังและพร้อมจะช่วยพวกเขาแก้ปัญหาแล้ว ดังจะเห็นได้จากภายในที่ดูโล่งโปร่งสบาย สะอาดตา ชวนให้เดินเข้าไป และชั้นวางสินค้าตามแนวผนังที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เดินเลือกชมอย่างไม่อึดอัด ซึ่งประสิทธิภาพของการออกแบบภายในของ Apple Store อาจเห็นได้ดีที่สุดจากที่มีร้านค้าจำนวนมากลอกเลียนแบบเลย์เอาท์ของพวกเขาไปใช้ จนทำให้ Apple ตัดสินใจยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายบริการครอบคลุมถึงการออกแบบภายในร้านของพวกเขาในปี 2010 เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบต่อไปในอนาคตอีกด้วย หนึ่งในธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับบริการมากที่สุดคงหนีไม่พ้นธุรกิจสายการบิน ดังจะเห็นได้จากเวลาที่คนส่วนใหญ่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสายการบินหนึ่งๆ พวกเขามักจะพูดถึงเรื่องของการบริการของพนักงานของสายการบินนั้นๆ เป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่การบริการช่วงเช็คอิน ไปจนถึงบริการช่วงก่อนขึ้นเครื่อง ตอนอยู่บนเครื่อง ไปจนถึงตอนอำลาจากเครื่องแล้วเลยทีเดียว หากได้รับบริการที่ดี สายการบินนั้นก็รอดตัวไป แต่หากเจอกับบริการแย่ๆ แล้วล่ะก็ รับรองว่าเรื่องจะแพร่กระจายไปรวดเร็วราวไฟลามทุ่ง ยิ่งในสมัยที่ Social Media ได้รับความนิยมอย่างสูงเช่นนี้แล้ว การโพสต์ตำหนิบริการของพนักงานแค่เพียงคนเดียวอาจทำให้สายการบินนั้นๆ เสียลูกค้าไปหลายสิบหลายร้อยคนเลยก็ได้ ด้วยเหตุนี้เอง แต่ละสายการบินจึงเข้มงวดกับการฝึกฝนพนักงานต้อนรับของตัวเองอย่างมาก และหนึ่งในสายการบินที่ได้รับการยกย่องว่ามีการบริการดีที่สุดในโลกก็คือสายการบิน Virgin Airlines นั่นเอง โดยพวกเขาเอาใจใส่แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นเสียงอัตโนมัติเวลาโทรศัพท์ติดต่อกับสายการบิน ที่จะสร้างความรู้สึกเป็นกันเองและผ่อนคลาย แต่ก็ยังคงให้ความมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของพวกเขาดีไซน์เลานจ์และภายในเครื่องบินของ Virgin Airlines ได้รับการออกแบบให้ทันสมัย เท่ มีสไตล์ตามแบบคนรุ่นใหม่ ดังภาพลักษณ์ที่พวกเขาต้องการจะสะท้อนออกมา และทางสายการบินยังได้นำเสนอ
ความบันเทิงระหว่างการบินที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากหน้าจอขนาดเล็กและรีโมทที่บังคับยาก Virgin Airlines ได้เปลี่ยนมาใช้หน้าจอความละเอียดสูงขนาดใหญ่ถึง 11 นิ้ว พร้อมด้วยรีโมทในรูปแบบของแป้นบังคับ ในลักษณะเหมือนกับเครื่องเกมพกพา หรือถ้าใครจะใช้ระบบทัชสกรีนก็ย่อมได้ ไม่ว่าคำขอนั้นอาจจะแปลกประหลาดแค่ไหนก็ตาม ดังเช่นในเว็บไซต์หนึ่งได้มีการพูดถึงคำขอของผู้โดยสารคนหนึ่งที่มีต่อพนักงานต้อนรับชายบนเครื่องว่า อยากให้ช่วยอ่านนิทานให้ลูกของเธอฟังหน่อย เพราะสามีเธอมักจะอ่านนิทานให้ลูกเธอฟังทุกวัน ทำให้ลูกเธอคุ้นเคยกับเสียงอ่านนิทานของผู้ชายมากกว่า

จากองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ Virgin Airlines ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ใช้บริการและได้รับรางวัลต่างๆ มากมายอีกด้วย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่การออกแบบบริการส่งผลต่อธุรกิจ ว่าการที่แบรนด์หนึ่งๆ จะประสบความสำเร็จได้นั้น พวกเขาจำเป็นต้องเข้าใจความรู้สึกของลูกค้าและตั้ง
เป้าหมายที่จะสร้างเสริมความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าเสียก่อนเพราะในภาวะปัจจุบันที่ธุรกิจต้องเจอกับคู่แข่งมากมายนั้น ลูกค้าเป็นผู้ที่มีสิทธิในการเลือกใช้ธุรกิจ และบริการก็เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกของพวกเขาซะด้วยสิ
(0)
Share
idesign
Keep by idesign
2838
FOLLOWER

Starbucks พยายามสร้างบรรยากาศภายในร้านให้อบอุ่นเป็นเหมือนบ้านหรือที่ทำงานแห่งที่สองของผู้มาใช้บริการ

"ไม่ว่าจะเป็นด้วยการตกแต่งของร้าน ที่มีการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก โซฟาที่นั่งสบาย สีไฟนวลตาให้ความรู้สึกสบายๆ การจัดวางเลย์เอาท์ของร้านที่มีมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ที่ต้องการความเงียบสงบ นอกจากนั้นแล้ว เสียงดนตรีแนวแจ๊สหรือบอสซาโนวาที่ฟังแล้วผ่อนคลาย หรือกลิ่นกาแฟที่หอมกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ก็ช่วยทำให้ประสบการณ์ในร้านของผู้ใช้บริการรื่นรมย์มากยิ่งขึ้นด้วย แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับบางสาขาของ Starbucks ที่ตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว พวกเขาก็ได้พยายามสร้างความโดดเด่นให้กับดีไซน์ร้าน เพื่อสร้างประสบการณ์ความตื่นเต้นแปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญกับความกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมรอบด้านอีกด้วย
เช่น Starbucks สาขาฟุกุโอกะ ด้วยความที่มันตั้งอยู่ใกล้กับไดไซฟุ เทนมันกุ ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโตแห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้นในปี 905 Kengo Kuma ดีไซเนอร์ผู้ได้รับมอบหมายให้ออกแบบ Starbucks สาขานี้ จึงได้เลือกใช้เทคนิคดั้งเดิมของการสอดประสานบล็อกไม้เข้าด้วยกัน ผลที่ออกมาคือร้านกาแฟที่ดูราวกับกำลังทอดตัวสงบนิ่งท่ามกลางกิ่งไม้ ดูไม่แปลกแยกจากสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่อยู่ใกล้เคียงนั้น"
1 KEEP
idesign
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
4
1
1
1
0
0
0
0
0
0
SQUARE