พิพิธภัณฑ์วรรณกรรม แห่งเมืองอิเมจิ - HIMEJI CITY MUSEUM OF LITERATURE 08 HIMEJI CITY MUSEUM OF LITERATURE
พิพิธภัณฑ์วรรณกรรมแห่งเมืองฮิเมจิ
  พิพิธภัณฑ์วรรณกรรม แห่งเมืองฮิเมจิ ออกแบบโดย Tadao Ando กับอาคารหลักหลังแรกซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 1991 ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ของนิทรรศการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาคารรองที่แยกตัวออกมา แล้วเสร็จในปี 1996 ทำหน้าที่เป็นห้องสมุดเก็บงานเขียนและเอกสารต่าง ๆ วัตถุประสงค์ของการสร้างพิพิธภัณฑ์ก็เพื่อเป็นอนุสรณ์การครบรอบ 100 ปีของเมืองฮิเมจิ ที่ก้าวสู่ความเป็นมหานคร และอุทิศให้กับ Tetsuro Watsuji นักปรัชญาชาวญี่ปุ่น และอีก 8 นักเขียนกับนักปรัชญาในภูมิภาคนี้ มี 3 อาคาร อยู่เป็นกลุ่มทั้งบนเนินเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทฮิเมจิ โคโค-เอ็น ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกกันว่า ปราสาทนกกระสาขาว ที่เป็นมรดกโลก แวดล้อมถ้วยภูมิทัศน์ที่ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับตัวอาคารและพื้นที่ลาดชัน ทั้งสระน้ำตื้น ก้อนหินที่ได้รับการจัดวางอย่างบรรจง และแนวต้นไม้ที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงาม
  กลุ่มอาคารดังกล่าวตั้งอยู่ต่างระดับตามความลาดชันของเนินเขา มีสะพานเป็นทางเดินเชื่อมถึงกัน และทางเดินที่เป็นทางลาดและขึ้นเนินตามลักษณะภูมิประเทศ บางช่วงก็คดเคี้ยว และด้วยความที่กลุ่มอาคารพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมอยู่ไม่ไกลจากปราสาทนกกระสาขาวนี้เอง เอโดะได้จงใจออกแบบกลุ่มอาคารให้สถาปัตยกรรมมีความเชื่อมโยงถึงกันระหว่าง สถาปัตยกรรมแบบเก่าและแบบใหม่ได้ต่อเนื่องลงตัว
  ทางเดินที่เข้าสู่อาคารหลัก สำหรับผู้เข้ามาในอาคารถูกเชื่อมด้วยทางเดินที่เป็นลักษณะทางลาดเชิงเส้นที่ลัดเลาะไปตามสระว่ายน้ำสั้น ๆ และรอบ ๆ ก็เรียงรายไปด้วยหิน โดยรูปแบบของอาคารมีพื้นที่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการและหอประชุม ถูกประกอบเข้าด้วยกันจากสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ 2 ลูก ที่มีโครงสร้างอยู่บนพื้นฐานของตาราง 9 หน่วย ซึ่งตัดแยกจากกันที่มุม 30 องศา เส้นรอบรูปลูกบาศก์ภายในที่เรียงรายตามทางลาดจะเป็นตัวที่ทำให้ลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านมาถูกพัดขึ้นสู่พื้นที่ชั้นสอง ส่วนพื้นที่ภายนอกของอาคารจะสามารถมองเห็นประสาทฮิเมจิได้อย่างเต็มตาจากระยะทางที่ใกล้
  ขณะที่ฟังก์ชั่นของตึกที่เก่ากว่าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ อาคารที่ใหม่กว่าจะมีพื้นที่รองรับการเป็นห้องสมุดและเก็บเอกสารการทำงานของนักเขียนอย่าง Ryotaro Shiba การออกแบบภายในเกิดจากการตัดกันของเส้นแบบรูปทรงทางเรขาคณิต ถูกตั้งบนแกนที่เข้าถึงอาคารหลักโดยผนังคอนกรีตระนาบ 2 ชั้น สูงเจาะทำมุมฉากกับกระจก ซึ่งสลักภายในกระจกที่มุม 45 องศา มันคือก้อนสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่มีเส้นรอบ ๆ ภายในเรียงรายไปกับบันไดผนังของบันไดเป็นคอนกรีตที่ได้รับการเจียรไน ส่วนทางเดินของบันไดทำมาจากไม้ที่ทำด้วยงานฝีมือ โดยในศูนย์กลางของสี่เหลี่ยมลูกบาศก์นี้เป็นทางเดินแนวตั้งนี้ จะขึ้นไปสู่หลังคาเพื่อให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ส่วนกลางได้ ส่วนล่างเรียงรายไปด้วยหนังสือบนโครงสร้างของไม้ที่จะขยายจากชั้นล่างสู่ชั้นบนนั้นคล้าย ๆ กับรางรถไฟบนชั้นที่สองงานตกแต่งภายในและภายนอกนั้น ในส่วนของภายนอกมีสระว่ายน้ำตื้น ๆ บนเส้นรอบนอกของอาคารที่ถูกเพิ่มเข้ามาตัดแยกกับกระจกและคอนกรีต ช่วยขยายบริเวณด้านหน้าอาคารแนวตั้งไปยังพื้นผิวที่สะท้อนจากน้ำ และหน้าต่างแนวนอนอยู่ที่ระดับพื้นและน้ำของผนังคอนกรีต ซึ่งรอบล้อมไปด้วยเลานจ์ที่ให้ความความต่อเนื่องระหว่างภายในกับภายนอก และการเล่นอย่างต่อเนื่องของพื้นผิวระหว่างการสะท้อนของกระจกและการสะท้อนของน้ำ
  01 HONDA BIG WING ทัศนคติแห่งชัยชนะ-สถาปัตยกรรมของโชว์รูมและศูนย์บริการมอเตอร์ไซค์ใหญ่แบรนด์ฮอนด้าแห่งนี้คือผลของการชนะเลิศจากการประกวดแบบโดย Vastab ซึ่งมี คุณ วสุ วิรัชศลป์ การก่อสร้างเริ่มต้นในเดือนมีนาคม 2008 และเสร็จสมบูรณ์ในปี 2002
  โดยตีความจากช่วงเวลาแข่งในสนามการเข้าโค้งเป็นช่วงเวลาของ Winning Moment เป็นช่วงเวลาที่จะชนะได้ และช่วงเวลานี้เส้นโค้งสองเส้นไขว้ตัดกันสะท้อนความเคลื่อนไหวของมอเตอร์ไซค์ที่แซงตัดกัน ขณะเดียวกันอาคารแห่งนี้ติดถนนใหญ่ซึ่่งมีความเร็วของยานพหนะหลากแบบ กับการจราจรที่คับคั่ง กอปรกับบริเวณใกล้เคียงมีสถานที่สำหรับการพักผ่อน ช็อปปิ้ง ด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเปิดโล่ง เหล่านี้เป็นความหมายเชิงนามธรรมที่นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ Honda Big Wing บนพื้นที่สามเหลี่ยมแห่งนี้ ให้อาคารคล้ายรูปทรงมุมเบอแรง 2 อันซ้อนกัน เป็นการออกแบบในเชิงเปรียบเทียบที่เป็นหัวใจด้านการตลาดของแบรนด์ฮอนด้านั่นคือ 'Attitude of Winning' หรือ ทัศนคติแห่งชัยชนะ
  Masculinity คือคอนเซ็ปต์ในการนำวัสดุหลักมาสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมของ Honda Big Wing เพื่อให้เกิดพื้นผิวที่ดิบ เท่ คือ คอนกรีดหล่อ ให้ความต่อเนื่องทั้งภายนอก รวมถึงฝ้าเพดาน เกิดความรู้สึกการไหลเวียนตามลักษณะแบบไดนามิกเดียวกัน สอดคล้องกับ 1 ในแคมเปญของฮอนด้าคือ 'Honda Think Earth' การใช้คอนกรีตเป็นวัสดุเท่ากับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน คอนกรีตมีความเหมาะสมสภาพภูมิอากาศร้อนและชื้นของกรุงเทพฯ ดูแลง่าย ทนสภาพอากาศได้มากถึง 10 ปี การออกแบบยังช่วยให้อาคารประหยัดพลังงาน โดยปล่อยให้อากาศได้ไหลเวียนจากด้านหน้าสู่ส่วนกลางของอาคาร ความพิเศษของ Honda Big Wing คือ Tunnel Structure มีลักษณะเป็นโครงแบบอุโมงค์หรือแบบทรงแก้วไวน์ เพราะเป็นงานโครงสร้างที่ยื่น (Cantilever) ออกไปด้านนอกตัวอาคารประมาณ 4 เมตร อยู่ชั้นบนสุดในส่วนของเลานจ์ มีเพียงเสากลางทรงสามเหลี่ยมที่ทำหน้าที่เหมือนขาแก้วไวน์รับน้ำหนักเท่านั้น
02 AOMORI MUSEUM OF ART เสพงานอาร์ตในอาคารดิบ-ออกแบบโดย Jun Aoki สถาปนิกชาวญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ซากอารยธรรมของ Sanai Mayuyama ที่มีมาตั้งแต่สมัย Jomon ราวๆ ตั้งแต่ 10.000-300 BC ออกแบบภายนอกอาคารก็ดูอลังการใช้วัสดุภายนอกเป็นอิฐโชว์แบบดิบๆ ทาทับด้วยสีขาวโดยส่วนใหญ่ เอกลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์นี้คือ ไฟที่มีสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมคล้ายต้นไม้เล็กๆ ตัวใช้หลายๆตัวรวมกันจนดูมีขนาดใหญ่ ตัว Logo นี้ได้สอดแทรกไว้ในที่ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก จากภายนอกอาคารเมื่อเดินผ่านประตูหน้าเล็กๆ เข้าไปภายใน จะพบกับห้องโถงสียาวที่สูงมากและทุกสิ่งทุกอย่างก็สีขาวทั้งหมด มีงานแสดงแบบ Permanent ที่มีขนาดใหญ่มากจัดไว้ให้ชมกันครับ อันดับ 3 ของ 10th SPECIAL BLUE PRINT ECOLOGY-DRIVEN BUILDING ปาร์คเวนเซอร์ - ดิ อีโคเพล็กซ์ แนวคิดการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ของการเป็นอาคารสมัยใหม่ และอาคารประหยัดพลังงานเข้าไว้ด้วยกัน รูปลักษณ์ของอาคารได้รับแรงบัลดาลใจมาจากเอกลักษณ์และวัฒนธรรมความเป็นไทย คือ การประนมมือไหว้ที่แสดงถึงความอ่อนน้อยถ่อมตน ส่วนโครงสร้างของหลังคาได้ทำลวดลายที่อิงลักษณะของดอกบัวตูม เพิ่มรายละเอียดตัวอาคารให้มีความอ่อนช้อยงดงามมากยิ่งขึ้น และอยู่บนพื้นฐานความเอาใจใส่ต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แบบ Ecology Driven Building เน้นพื้นที่สีเขียวโดยรอบและสร้างหลังคาสีเขียวในส่วนของหลังคาอาคารที่จอดรถ เป็นจำนวนถึง 25 % ของพื้นที่ทั้งหมด ลดผลกระทบจากการดูดซับรังสีดวงอาทิตย์ที่จะทำให้เกิดปรากฎการณ์เกาะความร้อน รวมทั้งได้ใช้ระบบการบำบัดน้ำทิ้งเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการปล่อยน้ำเสียลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ และประหยัดน้ำประปาที่ต้องนำมาใช้รดน้ำต้นไม้ในสวน

  อันดับ4 ในการจัดอันดับ 10TH SPECIAL BLUE PRINT โดยนิตยสาร DAYBEDS คือ WORLD MARKET CENTER LAS VEGAS GRAND PLAZA ศูนย์การแสดงสินค้าระดับโลก
  อยู่ในเขต South Grand Central Parkway คือศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่ระดับโลก ด้วยพื้นที่กว่า 12 ล้านตารางฟุต ซึ่งจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2015 ออกแบบโดย Jon Jerde จาก Jerde Partnership. JMA Architecture Studios เพื่อเป็น Showroom Space รองรับการจัดงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ ของตกแต่งบ้าน ภายในกลุ่มอาคารของ WMC เสร็จไปแล้ว 3 อาคาร คืออาคาร A มีพื้นที่ 1,300,000 ตารางฟุต มีทั้งหมด 10 ชั้น เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2005 อาคาร B มีพื้นที่ 1,600,000 ตารางฟุต ทั้งหมด 16 ชั้น เปิดให้บริการครั้งแรก เมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2007 และอาคาร C มีพื้นที่ใช้สอยที่ 2,100,000 ตารางฟุต รวม 16 ชั้น เปิดให้บริการเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2008 พร้อมลานจอดรถ 15 ระดับ บนเนื้อที่ 175,000 ตารางฟุต ที่สามารถจอดรถได้ 3,600 คัน ซึ่งออกแบบให้อยู่ในส่วนหลังของอาคาร C โดยทุกอาคารมีทางเดินเชื่อมต่อแบบ
  สกายวอลค์ทุกชั้นและเพิ่งจัดแสดงสินค้าครั้งล่าสุดคือ Summer Las Vegas Market : World Market Center Las Vegas 2011 ที่ผ่านมา งานแฟร์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง โดยแต่ละอาคารประกอบด้วยห้องสำหรับเป็นพื้นที่จัดแสดงงาน ห้องประชุม ลานด้านนอก และสระน้ำ ที่เป็นตัวเชื่อมต่อทุกอาคาร ให้ดูเป็นกลุ่มเดียวกัน
วัสดุที่นำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมนี้ ผสมผสานระหว่างกระจกสะท้อนแสง ไททาเนียม หิน และเหล็ก ที่ด้านหน้าของอาคาร ซึ่งออกแบบให้มีลักษณะแบบ Geometric Form ใช้โทนสีที่ได้แรงบันดาลใจจากภูมิทัศน์ทะเลทรายโดยรอบ นำมาผสมผสานของความเชื่อของชนพื้นเมือง ทั้งหมดเพื่อสะท้อนอุตสาหกรรมเกี่ยวกับบ้าน สอดรับกับงานออกแบบสถาปัตยกรรมลักษณะรูปทรงเรขาคณิต
  อันดับ5 ในการจัดอันดับ 10TH SPECIAL BLUE PRINT โดยนิตยสาร DAYBEDS คือ BANGKOK CITY AIR TERMINAL
  อาคารสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ณ สถานีมักกะสัน ได้รับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมโดย บริษัท ดีไซน์ คอนเซ็ปต์ฯ และ ออกแบบงานด้านโครงสร้างโดย บริษัท Asian Engigneering Consultants, Thai Engineering Consultants บนพื้นที่ประมาณ 38,189 ตร.ม. โดยผู้ออกแบบให้ความสำคัญในการรวบรวบ และวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อผสมผสานให้สอดคล้องกับหลักการออกแบบอาคารสำหรับขนส่งมวลชน
  สถาปัตยกรรมได้แรงบันดาลใจจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คือรูปแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ที่ผสมผสานกันของรูปทรงสามเหลี่ยมและรูปโค้ง มีความโอ่โถงโปร่งสบายด้วยเพดานสูง 31.27 เมตร จากพื้นถึงยอดหลังคา บนฝ้าเพดานมีช่องแสง ออกแบบหลังคาให้เป็นหลืบมุม และเลือกใช้วัสดุดูดซับเสียงเพื่อลดมลภาวะทางเสียงให้กับสถานียามที่รถไฟแล่นเข้า-ออก ในส่วนของการตกแต่งภายในใช้ Clerestory กระจกผสมกับสีเงินของ อะลูมิเนียม และอะลูมิเนียมคอมโพสิตใช้สีโครงสร้างเป็นสีคอนกรีตเปลือย ซึ่งมีความคงทนถาวร และง่ายต่อการบำรุงรักษาในระยะยาว เช่นเดียวกับการคำนึงถึงการถ่ายเทอากาศโดยธรรมชาติ และการนำแสงธรรมชาติมาใช้ในอาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุดและ ประหยัดพลังงาน
  ระบบของทางและอาคารสถานีเป็นรูปแบบทางรถไฟยกระดับ และอาคารสถานีเกือบทั้งหมด มีความสูงประมาณ 22 เมตร ยกเว้นช่วงก่อนเข้าสู่สถานีสุวรรณภูมิ จะเป็นทางวิ่งระดับพื้นดินและจะลดระดับลงสู่ใต้ดินที่สถานีสุวรรณภูมิ โดยใช้รางระบบ Standard Gauge ขนาดความกว้าง 1.435 เมตร กำหนดความเร็วของตัวรถ 160 กม./ชม.
  อันดับ6 ในการจัดอันดับ 10TH SPECIAL BLUE PRINT โดยนิตยสาร DAYBEDS คือ CHURCH ON THE WATER สถาปัตยกรรมน้ำแข็ง
  สำหรับคนที่อยากสัมผัสความงดงามของสถาปัตยกรรมท่ามกลางความหนาวเหน็บก็ต้องไม่พลาด Church on the Water ของ Tadao Ando แห่งโรงแรม Alpha Tomaru Hotel ในเมือง Tomaru, Hokkaido ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคนที่เข้ามาชมต้องพักที่โรงแรมแห่งนี้เท่านั้น
  Alpha Tomaru Hotel เป็นรีสอร์ทที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่า ในช่วงฤดูร้อนที่นี่จะถูกรอบล้อมด้วยนา แต่สำหรับฤดูหนาวแล้วจะมีหิมะขาวโพลนเข้ามาแทนที่นาทั้งหมด ซึ่งนอกจาก Church on the Water แล้ว Ice Chapel ยังเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผู้คนในเมืองนี้และรอบข้างตั้งตารอคอยเพื่อจัดงานวิวาห์ เพราะเป็น Chapel ที่สร้างขึ้นมาจากน้ำแข็งทั้งหมด ตั้งแต่โครงสร้างภายนอกและภายใน โดยจะมีการเปลี่ยนรูปแบบในทุก ๆ ปี
และแน่นอนในช่วงฤดูหนาวถือเป็นไฮไลต์ของที่นี่ เพราะจะมี Ice Village หมู่บ้านน้ำแข็ง ซึ่งเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดโดดเด็ดขาด มีทั้ง Ice Bar, Restaurant, Glass Workshop รวบทั้งไปหาโอกาสทดสอบความแข็งแกร่งของร่างกายที่จะทนกับสภาพอากาศหนาวได้มากน้อยขนาดไหนที่ Ice Hotel อีกด้วย นอกจากนี้ถ้าไม่เล่นสกีหรือสโนว์บอรด์ ก็ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น Snowmobile, Snow Rafting หรือถ้าอยากได้ความรู้สึกอุ่น ๆ ก็ยังมี Viz Spa ให้ได้เปลี่ยนอิริยาบถได้แบบไม่เบื่อ จากด้านในที่มีสวนน้ำขนาดใหญ่เป็นสระน้ำอุ่น และยังมีส่วนของห้องอาบน้ำแร่อยู่ในสถานที่นี้อีกด้วย
07  MOCA บ้านของศิลปะไทยร่วมสมัย
  คุณบุญชัย เบญจรงคกุล นักธุรกิจที่สะสมงานศิลปะมากว่า 35 ปี ที่ได้แรงบันดาลใจจากศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ประติมากรชาวเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ผู้เป็นบิดาแห่งศิลปะไทยร่วมสมัย จึงก่อทั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (Thai Contemporary Art Museum : MOCA) ติดกับอาคารเบญจจินดา ริมถนนวิภาวดีแห่งนี้
  MOCA คืออาคาร 6 ชั้น ซึ่งมีพื้นที่จัดแสดงงาน 5 ชั้น และชั้นที่ 6 สำหรับการจัดกิจกรรม โดยมีแนวคิดการออกแบบจากการนำหินทั้งก้อนมาแกะสลักอย่างประณีต บรรจงเป็นลายก้านมะลิ แสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ขณะที่ลายฉลุช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้าสู่ตัวอาคารได้แล้ว เมื่อถึงช่วงเวลาและฤดูกาลที่ต่างกัน แสงยังให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปด้วย ภายใต้พื้นที่ทั้งหมด 20,000 ตารางเมตร ที่จัดแสดง ผลงานของศิลปินกว่า 500 ชิ้น
  ภายในชั้นที่ 1 เป็นห้องนิทรรศการหมุนเวียน 2 ห้อง และห้องนิทรรศการถาวรของศิลปินแห่งชาติ 2 ท่าน ได้แก่ งานประติมากรรมของอาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ และงานจิตรกรรมของศาสตราจารย์ชะลูด นิ่มเสมอ นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึกและร้าน Cafe du Musse ไว้นั่งชิลล์ ๆ จิบกาแฟ เมื่อขึ้นไปชั้น 2 เป็นผลงานแนวศิลปะไทยประยุกต์ ประกอบด้วยเรื่องราวทางสังคมวิทยา และความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินอาวุโส อาทิ ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, ปัญญา วิจินธนสาร, ปรีชา เถาทอง เป็นต้น ส่วนชั้น 3 เป็นผลงานศิลปะเชิงความคิดฝันและจินตนาการของศิลปินชั้นนำ เช่น ประทีป คชบัว, สมภพ บุตรราช, จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ช่วง มูลพินิจ และห้องนิทรรศการขุนช้าง-ขุนแผน ผลงานของเหม เวชกร และสุขี สมเงิน โดยพื้นที่มากกว่าครึ่งของชั้น 4 จัดแสดงผลงานของศิลปินเอกแห่งยุคสมัยอย่างอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ทั้งจิตรกรรมสีนำมันบนผ้าใบ, ภาพวาดลายเส้น และไม้แกะสลัก ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นสะพานข้ามจักรวาล ศิลปะเชิงพุทธปรัชญา ที่นำไปสู่ห้องไตรภูมิ แสดงผลงานภาพไตรภูมิแนวร่วมสมัยสูง 7 เมตร จำนวน 3 ภาพ ส่วนชั้น 5 เป็นนิทรรศการศิลปะนานาชาติจากทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งศิลปะแนวโรแมนติกในยุควิกตอเรียนที่มีอายุกว่า 200 ปี และสุดท้ายชั้น 6 พื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก เยาวชน และบุคคลทั่วไป
09 SANTORINI PARK
สีสันใหม่แห่งประสบการณ์ความสนุก
  "ซานโตรินี พาร์ค ชะอำ" แหล่งช้อปปิ้งและท่องเที่ยวรูปแบบใหม่เชิงไลฟ์สไตล์ย่านหัวหิน-ชะอำ มาพร้อมสโลแกนสีสันใหม่แห่งประสบการณ์ความสนุก โดยใช้เงินลงทุนกว่า 500 ล้านบาท บนพื้นที่ 60 ไร่ รองรับความต้องการที่หลากหลาย อีกทั้งสถานที่และบรรยากาศในช่วงเย็นจนถึงค่ำ อีกทั้งเหมาะเป็นสถานที่พักผ่อน พบปะสังสรรค์ รับประทานอาหารในหมู่เพื่อนและครอบครัว
  สถาปัตยกรรมของซานโตรินี ได้แนวคิดและกลิ่นอายของหมู่บ้านบนเกาะซานโตรินี ประเทศกรีซ ด้วยสถาปัตยกรรมสีฟ้า-ขาว ทางเดินเล็ก ๆ ไม่เนี้ยบ ทอดตัวลดหลั่นไปตามบ้านเรือน และผนังสะอาดตาถูกแต้มสีสันจากดอกเฟื่องฟ้ากลีบสีชมพู ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบรรยากาศที่ถอดแบบมาจากเกาะซานโตรินีได้อย่างครบถ้วน ตำแหน่งของโครงการนี้อยู่ไม่ไกลทะเล ไม่มีทะเลเป็นฉากหลัง แต่เป็นภูเขาซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมด้วย ทำให้ความรู้สึกเหมือนเกาะทุกอย่าง ได้รับการออกแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีพื้นที่สีเขียว ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างรู้คุณค่า โดยเน้นการใช้แสงเงาและสีสันสบายตาของสถาปัตยกรรมเข้ามาเป็นส่วนประกอบหลัก
  โครงการซานโตรินี พาร์ค ชะอำ แบ่งเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่ โซนวิลเลจ มีประมาณ 140 ร้านค้า ตอบความต้องการและความชอบได้ทุกเพศทุกวัย มีสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง แฟชั่นแอ็คเซสโซรี่ ไลฟ์สไตล์ และอาร์ตแอนด์เดคอร์ ให้ความรู้สึกราวกับกำลังเดินชมร้านรวงบนเกาะซานโตรินี ทุกแบรนด์ออกแบบหน้าร้านให้กลมกลืนกับตัวอาคาร เช่น Pena Weekend, 17 CLUB, Dockers, GTH Store เป็นต้น แว่นตาและเครื่องประดับ เช่น Ray Ban, ALL About Accessories และยังมีร้านอาหารรองรับ สำหรับ โซนพาร์ค ได้ยกเอาสวนสนุกขนาดย่อมมาไว้บนพื้นที่สีเขียว เครื่องเล่นทุกชิ้นผ่านการคัดสรรมาอย่างดีในแง่ความสนุก ความแปลกใหม่ และความปลอดภัย เช่น Ferris Wheel ชิงช้าสวรรค์ที่สูงถึง 40 เมตร ให้นักท่องเที่ยวได้เห็นโครงการในมุมมอง Birds Eye View อย่างจุใจ และยังเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของโครงการด้วย สำหรับผู้ที่รักความตื่นเต้นก็มีเครื่องเล่น เช่น G-Max Reverse Bungee แคปซูลดีดขึ้นฟ้า จากประเทศนิวซีแลนด์ ผู้นำด้านกิจกรรม แอดเวนเจอร์ พิเศษสำหรับ Slider และ Wallholla เครื่องเล่นปีนป่ายที่มีรางวัลการันตีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นตัวแรกในเอเชีย เป็นความสนุกเพิ่มเติมที่จัดบริการฟรี!
  โซนเรสต์ แอเรีย ที่รองรับผู้มาใช้บริการภายในพาร์ค และผู้ที่สัญจรสู่ภาคใต้และผู้ที่มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เนื่องจากอาคารอยู่ติดถนเพชรเกษมจึงสามารถรองรับลูกค้าได้ทั้ง 2 ด้านเป็นโซนที่ให้ บริการผู้เดินทางได้ครบถ้วน โซนอีเวนต์ พื้นที่จัดกิจกรรมหมุนเวียนตลอดปี ทั้งกิจกรรบพิเศษ โชว์ต่าง ๆ บนพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร หรือคอนเสิร์ตที่จุผู้ชมได้ถึง 2,000 ที่นั่ง หรือ 5,000 คนยืน โซนวีคเอ็นด์ อาร์ต มารเก็ต ที่จัดขึ้นทุกวันเสาร์-อาทิตย์ คนรักงานศิลปะจะได้เพลิดเพลิน ไปกับการเลือกซื้อสินค้าแฮนด์เมดที่ไม่เหมือนใคร ในบรรยากาศตลาดนัดในสวน
10 CHICHU MUSEUM กลุ่มคอนกรีตฝังตัวอยู่ในหุบเขา
  Chichu Museum เป็นสถาปัตยกรรมที่ Tadao Ando สถาปนิกผู้ออกแบบตั้งใจฝังไว้ในผืนดิน โดยมีเพียงช่องสี่เหลี่ยมโผล่พ้นขึ้นมาเหนือพื้นดิน เพราะต้องการย้อนกลับไปสู่งานออกแบบขนาดเล็ก ซึ่งเป็นรูปแบบแรก ๆ ของสถาปัตยกรรมแบบโอซาก้าที่มีชื่อเสียง ด้วยสายเลือดเดียวกันกับโปรเจ็กต์โบสถ์แห่งแสงสว่าง (Church of the Light) ซึ่งสร้างเสร็จในปี 1989 ที่อิบารากิ ชานเมืองโอซาก้า และโปรเจ็กต์อื่น ๆ ของเขา พิพิธภัณฑ์ที่แลดูราวสถานศักดิ์สิทธิ์ โดดเด่น แตกต่าง เปรียบดั่งมาจากแสงสว่างและท้องฟ้า ถูกตั้งชื่ออย่างเหมาะสมว่า ชิชู หรือบนผืนแผ่นดิน พิพิธภัณฑ์ใหม่นี้เป็นการรวมตัวของกลุ่มคอนกรีตฝังตัวอยู่ในหุบเขา ทะเลในแผ่นดินที่ถูกมองข้ามไป เจ้าของคือมูลนิธิพิพิธภัณฑ์ศิลปะ นาโอชิบา ฟูคูทาเกะ อาคารแสดงงานที่ถูกติดตั้งอย่างถาวร ของศิลปินสามคน คือ คล๊อด โมเน่, วอลเตอร์ เดอ มาเรีย, และ เจมส์ เทอร์เรล ผลงานของแต่ละท่านตั้งแสดงในแกลเลอรีแยกกัน สถาปนิกออกแบบเชื่อมต่อแต่ละแกลเลอรีด้วยลวดลายต่อเนื่องเขาวงกตของแสงสว่าง และความมืด จุดเปิดและปิดแสดงถึงการเชื่อมต่อและ จุดหมายปลายทาง ผู้มาเยี่ยมชมเดินทางมาถึงพิพิธภัณฑ์ที่เป็นราวเกาะโดดเดี่ยวอยู่ห่างไกลนี้เพื่อต้องการชมศิลปะ แต่พวกเขาจะกลับไปพร้อมกับความประทับใจที่มากระทบอย่างรุนแรงด้วยสถาปัตยกรรมของอันโด
(0)
Share
Daybeds
Keep by Daybeds
1204
FOLLOWER

พิพิธภัณฑ์วรรณกรรม แห่งเมืองอิเมจิ - HIMEJI CITY MUSEUM OF LITERATURE

"08 HIMEJI CITY MUSEUM OF LITERATURE
พิพิธภัณฑ์วรรณกรรมแห่งเมืองฮิเมจิ
พิพิธภัณฑ์วรรณกรรม แห่งเมืองฮิเมจิ ออกแบบโดย Tadao Ando กับอาคารหลักหลังแรกซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 1991 ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ของนิทรรศการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาคารรองที่แยกตัวออกมา แล้วเสร็จในปี 1996 ทำหน้าที่เป็นห้องสมุดเก็บงานเขียนและเอกสารต่าง ๆ วัตถุประสงค์ของการสร้างพิพิธภัณฑ์ก็เพื่อเป็นอนุสรณ์การครบรอบ 100 ปีของเมืองฮิเมจิ ที่ก้าวสู่ความเป็นมหานคร และอุทิศให้กับ Tetsuro Watsuji นักปรัชญาชาวญี่ปุ่น และอีก 8 นักเขียนกับนักปรัชญาในภูมิภาคนี้ มี 3 อาคาร อยู่เป็นกลุ่มทั้งบนเนินเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทฮิเมจิ โคโค-เอ็น ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกกันว่า ปราสาทนกกระสาขาว ที่เป็นมรดกโลก แวดล้อมถ้วยภูมิทัศน์ที่ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับตัวอาคารและพื้นที่ลาดชัน ทั้งสระน้ำตื้น ก้อนหินที่ได้รับการจัดวางอย่างบรรจง และแนวต้นไม้ที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงาม
กลุ่มอาคารดังกล่าวตั้งอยู่ต่างระดับตามความลาดชันของเนินเขา มีสะพานเป็นทางเดินเชื่อมถึงกัน และทางเดินที่เป็นทางลาดและขึ้นเนินตามลักษณะภูมิประเทศ บางช่วงก็คดเคี้ยว และด้วยความที่กลุ่มอาคารพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมอยู่ไม่ไกลจากปราสาทนกกระสาขาวนี้เอง เอโดะได้จงใจออกแบบกลุ่มอาคารให้สถาปัตยกรรมมีความเชื่อมโยงถึงกันระหว่าง สถาปัตยกรรมแบบเก่าและแบบใหม่ได้ต่อเนื่องลงตัว
ทางเดินที่เข้าสู่อาคารหลัก สำหรับผู้เข้ามาในอาคารถูกเชื่อมด้วยทางเดินที่เป็นลักษณะทางลาดเชิงเส้นที่ลัดเลาะไปตามสระว่ายน้ำสั้น ๆ และรอบ ๆ ก็เรียงรายไปด้วยหิน โดยรูปแบบของอาคารมีพื้นที่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการและหอประชุม ถูกประกอบเข้าด้วยกันจากสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ 2 ลูก ที่มีโครงสร้างอยู่บนพื้นฐานของตาราง 9 หน่วย ซึ่งตัดแยกจากกันที่มุม 30 องศา เส้นรอบรูปลูกบาศก์ภายในที่เรียงรายตามทางลาดจะเป็นตัวที่ทำให้ลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านมาถูกพัดขึ้นสู่พื้นที่ชั้นสอง ส่วนพื้นที่ภายนอกของอาคารจะสามารถมองเห็นประสาทฮิเมจิได้อย่างเต็มตาจากระยะทางที่ใกล้
ขณะที่ฟังก์ชั่นของตึกที่เก่ากว่าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ อาคารที่ใหม่กว่าจะมีพื้นที่รองรับการเป็นห้องสมุดและเก็บเอกสารการทำงานของนักเขียนอย่าง Ryotaro Shiba การออกแบบภายในเกิดจากการตัดกันของเส้นแบบรูปทรงทางเรขาคณิต ถูกตั้งบนแกนที่เข้าถึงอาคารหลักโดยผนังคอนกรีตระนาบ 2 ชั้น สูงเจาะทำมุมฉากกับกระจก ซึ่งสลักภายในกระจกที่มุม 45 องศา มันคือก้อนสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่มีเส้นรอบ ๆ ภายในเรียงรายไปกับบันไดผนังของบันไดเป็นคอนกรีตที่ได้รับการเจียรไน ส่วนทางเดินของบันไดทำมาจากไม้ที่ทำด้วยงานฝีมือ โดยในศูนย์กลางของสี่เหลี่ยมลูกบาศก์นี้เป็นทางเดินแนวตั้งนี้ จะขึ้นไปสู่หลังคาเพื่อให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ส่วนกลางได้ ส่วนล่างเรียงรายไปด้วยหนังสือบนโครงสร้างของไม้ที่จะขยายจากชั้นล่างสู่ชั้นบนนั้นคล้าย ๆ กับรางรถไฟบนชั้นที่สองงานตกแต่งภายในและภายนอกนั้น ในส่วนของภายนอกมีสระว่ายน้ำตื้น ๆ บนเส้นรอบนอกของอาคารที่ถูกเพิ่มเข้ามาตัดแยกกับกระจกและคอนกรีต ช่วยขยายบริเวณด้านหน้าอาคารแนวตั้งไปยังพื้นผิวที่สะท้อนจากน้ำ และหน้าต่างแนวนอนอยู่ที่ระดับพื้นและน้ำของผนังคอนกรีต ซึ่งรอบล้อมไปด้วยเลานจ์ที่ให้ความความต่อเนื่องระหว่างภายในกับภายนอก และการเล่นอย่างต่อเนื่องของพื้นผิวระหว่างการสะท้อนของกระจกและการสะท้อนของน้ำ
"
1 KEEP
Daybeds
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
1
0
0
0
0
0
0
0
0
0