เอาใจคนรักการดื่มกาแฟร้อนๆ... ดื่มง่าย ไม่ลวกปาก บางครั้งปัญหาก็ถูกตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา เช่น "จะแก้ปัญหากาแฟที่ร้อนจนลวกปากได้อย่างไร" แน่นอนคนยังคงอยากดื่มกาแฟที่ร้อน แต่ไม่ร้อนขนาดทำให้ปากพอง ในสังคมเมืองที่รีบเร่ง คนไม่มีเวลาที่จะนั่งดื่มกาแฟที่ร้านมากนัก แม้แก้วกระดาษถูกคิดขึ้นนานแล้ว แต่กาแฟที่ร้อนในแก้วนั้นยังคงสร้างความไม่สะดวกในการดื่ม รวมถึงการเดินทางที่อาจหกเลอะเทอะ ไม่มีใครสังเกตเห็นปัญหานี้อย่างจริงจัง จนกระทั่งปี 1986 แจ็ค เคลเมนต์ (Jack Clement) นักออกแบบของบริษัทผู้ผลิตแก้วกาแฟ Solo Traveler สังเกตเห็นมีคนใช้ฝาพลาสติกแบนๆ ปิดแก้วกาแฟและเจาะรูเพื่อดื่ม เขาจึงได้แรงบันดาลใจในการออกแบบและทำให้มันสะดวกยิ่งขึ้นง่ายต่อการจิบดื่มทีละน้อย วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดความร้อนลงแล้ว ยังเว้นที่ว่างสำหรับจมูกขณะยกขึ้นดื่มอีกด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบที่เราเห็นกันแพร่หลายทั่วโลกในปัจจุบัน
สิ่งที่ธุรกิจมักมองหาเหมือนๆกัน คือโอกาสที่จะเป็นเจ้าของสินค้าและบริการที่มีเพียงหนึ่งเดียวและตรงกับความต้องการของตลาดแต่เมื่อโลกในปัจจุบันยิ่งแคบลงเท่าไร การท่องไปในจินตนาการที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจจากผลงานของผู้อื่น ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่ายังคงเหลือช่องว่างอะไรให้เราแทรกตัวลงไปและทลายกรอบความคิดเดิมๆเพื่อค้นพบสิ่งใหม่อีกบ้าง

เราอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจในเรื่องพื้นฐานก่อนว่า "ความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด" ดังนั้น ความต้องการใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเสมอ และความต้องการที่มองไม่เห็นนี้แฝงตัวอยู่มากมายเพื่อรอวันค้นพบ แต่ทว่าความต้องการที่ว่านี้มันยากต่อการค้นพบขนาดนั้น...

หรือจริงๆแล้ว คำตอบอาจอยู่รอบตัวคุณ ประโยชน์ใช้สอย หรือ ความพึงพอใจ 

ปรมาจารย์ด้านจิตวิทยาแบ่งความต้องการอันซับซ้อนของมนุษย์ออกเป็นหลายมิติและลำดับขั้น แต่ถ้าจะทำความเข้าใจโดยง่าย มนุษย์ต้องการสิ่งตอบสนองเพียงสองเรื่องคือ “ความต้องการด้านร่างกาย” และ “ความต้องการด้านจิตใจ” 

มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานด้านร่างกายที่คล้ายๆ กัน เช่น หิว ง่วง ร้อน หนาว ขับถ่าย หรือที่เป็นผลจากการเจริญเติบโต เช่น เล็บยาว ผมยาว ริ้วรอย กลิ่นตัว รวมถึงที่มาจากรูปร่างลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกัน เช่น ชาย หญิง สูง เตี้ย อ้วน ผอม เป็นต้น ความต้องการพื้นฐานด้านร่างกายนี้เป็นความต้องการการตอบสนองในลำดับแรกๆ หากไม่ได้รับแล้วจะเกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตส่วนความต้องการด้านจิตใจนั้น เกิดขึ้นได้ทั้งลักษณะส่วนบุคคลและแบบกลุ่มสังคมเป็นความต้องการที่แม้ไม่ได้รับการตอบสนองเราก็ยังสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้แต่ประสิทธิภาพจะลดลงอย่างมากหรืออาจเกิดแรงขับบางอย่างให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น ดังนั้นความต้องการด้านจิตใจนี้ จะมุ่งตอบสนองความพึงพอใจด้านอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งแต่ละคนอาจมีความต้องการเฉพาะส่วนที่ไม่เหมือนกัน แต่เราก็สามารถจัดกลุ่มคนที่มีความต้องการคล้ายๆ กันได้ 

ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อถกเถียงบางประการที่น่าคิดว่า แท้จริงแล้ว อะไรที่ควรมาก่อนระหว่างประโยชน์ใช้สอยหรือการตอบสนองความพึงพอใจด้านอารมณ์

เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนที่มีรูปร่าง ลักษณะ ความสนใจ และอารมณ์แตกต่างกัน เราจะพบผลิตภัณฑ์ที่สร้างความประหลาดใจ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีสินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะเรื่องมากเช่นนี้ และบางครั้งมันเป็นเพียงการแก้ปัญหาเล็กน้อยที่หลายคนไม่ใส่ใจ แต่กลับสร้างผลลัพธ์ให้แก่ผู้ใช้งานได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกรรไกรสำหรับคนถนัดซ้าย อุปกรณ์ช่วยเปลี่ยนหลอดไฟบนเพดาน เครื่องมือช่วยหั่นแอปเปิ้ลให้เป็นชิ้นเท่าๆ กัน กล่องเก็บกล้วยไม่ให้ชํ้าขณะเดินทาง เครื่องมือแกะถั่วเฉพาะชนิด ที่เจาะลูกมะพร้าว หรืออุปกรณ์ป้องกันมีดบาดนิ้วเวลาเตรียมอาหาร นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างง่ายๆ ของการหาโอกาสจากปัญหากวนใจเล็กๆ น้อยๆ เช่น การคิดค้นถุงเท้านักเรียนสีขาวถูกระเบียบที่มีพื้นสีเข้มเพื่อไม่ให้เปรอะเปื้อนง่ายเหมือนเดิม เป็นต้น การล่วงรู้ถึงความต้องการ :
แต่เพื่อการแก้ปัญหาที่ดีกว่าเดิม สิ่งที่นักออกแบบต้องคิดมากกว่าการจับสินค้าทุกอย่างย่อส่วน คือเมื่อเกิดความต้องการเช่นนี้ขึ้น เขาต้องรู้ว่าลูกค้าของเขาคือใคร ลูกค้าจะพกผลิตภัณฑ์อย่างไร จะหยิบมันขึ้นมาใช้เมื่อไรและอย่างไร

เมื่อการเดินทางเป็นกิจวัตรหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน เราอาจพบความต้องการใหม่ๆ บนสินค้าแบบเดิม เช่น ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ซักผ้ารายใหญ่อย่าง Tide ซึ่งมองเห็นโอกาสในการใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้านอกบ้าน เนื่องจากปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบออกไปกินข้าวนอกบ้าน และบ่อยครั้งที่ทำเสื้อผ้าของตัวเองเปื้อนโดยไม่ได้ตั้งใจ และถ้าไม่จัดการกับคราบนั้นอย่างรวดเร็วอาจทำให้เสื้อผ้าเสียหาย บริษัทจึงได้ออกผลิตภัณฑ์ซักผ้าแบบพกพา Tide to Go เพื่อให้สามารถขจัดคราบสกปรกได้ทุกที่ที่ต้องการ การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ จึงมักเกี่ยวกับปัญหาและโอกาส แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องมองเห็นและการที่จะมองเห็นได้ก็ต้องฝึกที่จะสงสัยและตั้งข้อสังเกต ‘กระบวนการคิดเชิงออกแบบ(Design Thinking)’ให้ความสำคัญกับกระบวนการสังเกตพฤติกรรมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการวิจัยโดยใช้แบบสอบถามสัมภาษณ์ เพราะการสังเกตจะทำให้เราเห็นถึงพฤติกรรมบางอย่างที่แม้กระทั่งคนทำเองอาจจะไม่รู้ตัวและด้วยความเคยชิน บางครั้งตัวเขาเองก็ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา หรืออาจตั้งข้อสังเกตจากสิ่งที่คนเรามักใช้ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ต่างๆ โดยผู้สังเกตที่มาจากหลากหลายสาขาต่างมุมมอง ต้องประมวลบริบทแวดล้อมของการสังเกตเพื่อสร้างข้อสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งไม่ลืมพิจารณาปัจจัยที่อาจส่งผลให้เกิดความแตกต่างของพฤติกรรม เช่น ลักษณะเฉพาะของ ผู้ใช้ เวลา สถานที่ สังคม และเงื่อนไขทั้งทางกายภาพและจิตใจที่เป็นไปได้อื่นๆ นอกจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่นแล้ว ยังสามารถใช้ประสบการณ์ตรงจากการเข้าร่วมหรือการใช้จริงด้วยตัวเอง เพื่อที่จะเข้าใจถึงมูลเหตุที่แท้จริงของปัญหา และหาช่องว่างของโอกาสในการพัฒนาสินค้าให้ดียิ่งขึ้น เพราะหากอธิบายปัญหาหรือความต้องการได้ชัดเจนมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งสามารถหาทางแก้ปัญหาได้ถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น ดูเหมือนว่าปัญหาแก้วกาแฟร้อนน่าจะคลี่คลาย แต่เจย์ ซอเรนเซน (Jay Sorensen) กลับมองเห็นปัญหาที่ต่างออกไป จากประสบการณ์ของตัวเขาเองในขณะที่กำลังถือแก้วกาแฟอยู่นั้น เขารู้สึกว่าไม่สามารถทนถือแก้วที่ร้อนได้อีกต่อไป จึงปล่อยมือทิ้งแก้วลงอย่างน่าเสียดาย สิ่งที่ติดอยู่ในใจนี้ทำให้เขาทดลองหาวิธีแก้ปัญหานี้หลายรูปแบบ จนในปี 1993 เขาจึงได้ออกแบบปลอกสวมแก้วกาแฟที่ทำจากกระดาษแข็งรีไซเคิล ซึ่งเป็นการแก้ปัญหานี้อย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา และเพิ่มประสิทธิภาพในการกันความร้อนขึ้นอีกด้วยการปั้มลายนูนเพื่อให้พื้นผิวในการสัมผัสลดน้อยลงจะเห็นว่าจากปัญหาเล็กๆ เรื่องแก้วกาแฟร้อนที่ใครก็รู้เพียงเรื่องเดียว กลับมีไม่กี่คนที่มองเห็นโอกาสและลงมือแก้ไขมันอย่างจริงจัง ปัญหาที่อาจมองไม่เห็น :
เอิร์ล ดิกสัน (Earle Dickson) ได้พยายามลดขั้นตอนการทำแผล ด้วยการประดิษฐ์พลาสเตอร์ยาปิดแผลแบบพร้อมใช้ (bandage) ขึ้นเมื่อปี 1921 เพื่อเตรียมไว้ช่วยเหลือภรรยาของเขาที่บังเอิญถูกมีดบาดบ่อยครั้งขณะเตรียมอาหาร

เขานำผ้ากอซตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมแล้วติดไว้กับกระดาษกาว แล้วเก็บไว้ในที่ปลอดเชื้อ เมื่อเขาได้บอกเล่าถึงสิ่งประดิษฐ์นี้กับเจมส์ จอห์นสัน (James Johnson) เจ้านายของเขาก็มองเห็นโอกาสทางธุรกิจทันที จากนั้นเป็นต้นมาบริษัท Johnson & Johnson จึงได้ผลิตพลาสเตอร์ยาเพื่อวางขายต่อสาธารณะในวงกว้างในชื่อ Band-Aid ต่อมาจึงเริ่มมีการพัฒนาทั้งตัวยาเพื่อที่จะรักษาแผลให้ดีขึ้นและเรื่องสีสันเพื่อความสวยงาม ปี 1955 บริษัทปล่อยโฆษณาชิ้นหนึ่งที่เน้นยํ้าถึงสีพลาสเตอร์ยาสีเนื้อที่กลืนไปกับสีผิวจนแทบมองไม่เห็น เมื่อสินค้าถูกกระจายออกไปในวงกว้าง กลับเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา สิ่งที่บริษัทอาจคาดไม่ถึงก็คือความแตกต่างของสีผิวที่อาจแตกต่างกันไปได้ตามเชื้อชาติ ซึ่งเมื่อชาวแอฟริกัน-อเมริกันใช้พลาสเตอร์ยานี้แล้ว แทนที่มันจะกลืนไปกับผิว กลับดูลอยเด่นขึ้นมาจนสังเกตได้ พลาสเตอร์ยาจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่ามีแนวคิดการเหยียดสีผิว จนถึงปัจจุบันก็ยังมีความพยายามเรียกร้องไปยังผู้ผลิตให้ปรับปรุงพลาสเตอร์ยาให้เหมาะสมกับทุกสีผิวออกมาสู่ตลาด

กระทั่งเกิดเป็นแนวคิดการออกแบบ Chameleon Bandage ของนักศึกษาชาวไต้หวันจากเวทีประกวด iF Design Talents 2012 ที่ได้รับคำชื่นชมในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อลดปัญหาความแตกต่างของชาติพันธุ์และสีผิว แต่ทางทีมออกแบบยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดความเป็นไปได้เชิงเทคนิคว่าพลาสเตอร์ยานี้จะเปลี่ยนสีได้อย่างไร โอกาสจากความธรรมดา :
รูปแบบที่พักสำหรับนักเดินทางที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในทุกวันนี้ คงหนีไม่พ้นบริการของ airbnb.com ซึ่งนิตยสารฟาสต์ คอมพานี (Fast Company)ยกให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการพัฒนานวัตกรรมที่น่าสนใจมากที่สุดในโลก

รูปแบบธุรกิจของ Airbnb คือการเปิดโอกาสให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่พักอาศัย สามารถลงทะเบียนเพื่อเปิดบ้าน หรือเปิดห้องที่ว่างอยู่ให้เป็นประโยชน์ในลักษณะห้องพักรายวัน รายสัปดาห์ ไปจนถึงรายเดือน บริษัทได้เตรียมระบบสนับสนุนไว้อย่างพร้อมสรรพ ทั้งระบบการจองระบบการชำระเงิน ระบบสอบถามให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงระบบการรับประกันความเสียหายด้วยวงเงินสูงสุดถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การดูแลทำความสะอาด ระบบให้คะแนนและแสดงความคิดเห็น รวมถึงการอัพเดทภาพถ่ายจากห้องพักจริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว และผู้ที่จะเข้าร่วมสร้างธุรกิจกับ Airbnb ชินโดกุ ประดิษฐกรรมไร้ประโยชน์จริงหรือ?

การนำข้าวของเครื่องใช้รอบๆ ตัวมาประดิษฐ์ใช้แก้ปัญหาบางอย่างของชาวญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่สร้างความขบขันให้หลายต่อหลายคน แต่ไม่น่าเชื่อว่าผลงานประดิษฐ์แนวทดลองสไตล์ชินโดกุ (Chindogu) บางชิ้น กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนฉุกคิดถึงปัญหาเล็กๆ ที่ไม่ได้ถูกมองข้าม และเกิดไอเดียในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ต่อไป การมาถึงของอนาคต :
ยุคที่ผ่านมา สินค้าและบริการหลายชนิดเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมไปโดยสิ้นเชิงเมื่อใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อการก้าวกระโดดครั้งสำคัญ และเรากำลังจะได้เห็นปรากฏการณ์นี้อีกครั้งกับรถยนต์

ผลการศึกษาโดยทีมวิจัยของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Cisco ที่ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 1,500 คนจาก 10 ประเทศ พบว่าผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจและพิจารณาปัจจัยทางเทคโนโลยีในการตัดสินใจซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น เนื่องจากประสบการณ์รอบตัวทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี พวกเขาหวังว่าจะได้รับประสบการณ์เช่นเดียวกันกับรถยนต์ในปัจจุบัน Cisco มองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ โดยเตรียมแผนสร้างบริการใหม่ๆ ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถ ทั้งการสื่อสารข้อมูลสภาพรถ การรับประกัน การบำรุงรักษา การติดตามค้นหา และการเชื่อมต่อกับศูนย์เพื่อให้บริการได้อย่างถูกที่ถูกเวลา เช่นเดียวกันด้วยพลังอำนาจแห่งข้อมูลที่มีในมือ เจ้าแห่งข้อมูลอย่างบริษัทกูเกิ้ลก็เตรียมทำฝันของหลายคนให้เป็นจริง ด้วยการทดลองระบบการขับเคลื่อน รถยนต์แบบไม่ใช้คนขับ โดยอาศัยความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี แผนที่จีพีเอส เซ็นเซอร์ เรดาร์ การประมวลผลจากกล้อง และระบบสมองกลอัจฉริยะ ค่ายรถยนต์แทบทุกค่ายก็หันมาพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มกำลัง บางระบบกำลังจะกลายเป็นระบบพื้นฐานที่รถทุกคันควรจะมี เช่นระบบเชื่อมการติดต่อกับสมาร์ทโฟน ผ่านบลูทูธ ระบบสั่งการด้วยเสียง ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ (Park Assist) ที่ทำให้การจอดขนานเป็นเรื่องง่าย เพราะเพียงแค่กดปุ่ม เซ็นเซอร์ก็จะทำการสแกนหาพื้นที่ที่ว่าง พร้อมคำนวณความเหมาะสมของพื้นที่เข้าจอด และช่วยบังคับพวงมาลัยให้สามารถเข้าจอดได้อย่างแม่นยำ ระบบควบคุมการขับเคลื่อน (Adaptive Cruise Control) ที่ช่วยให้การขับรถตามคันข้างหน้าเป็นไปโดยอัตโนมัติโดยที่ผู้ขับแค่กำหนดความเร็วสูงสุดและระยะห่างจากคันหน้าเท่าที่ต้องการ ระบบจะขับเคลื่อน ควบคุมการหยุด และชะลอรถให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งประมวลผลสิ่งแวดล้อมรอบคัน เพื่อหลีกเลี่ยงการชนและระวังการออกนอกเลนได้อีกด้วย ซึ่งนี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของ เทคโนโลยีที่มีอยู่จริงแล้วในรถยนต์ที่ออกจำหน่ายในปัจจุบัน
(1)
Share
TCDC
Keep by TCDC
2147
FOLLOWER

เอาใจคนรักการดื่มกาแฟร้อนๆ... ดื่มง่าย ไม่ลวกปาก

"บางครั้งปัญหาก็ถูกตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา เช่น "จะแก้ปัญหากาแฟที่ร้อนจนลวกปากได้อย่างไร" แน่นอนคนยังคงอยากดื่มกาแฟที่ร้อน แต่ไม่ร้อนขนาดทำให้ปากพอง ในสังคมเมืองที่รีบเร่ง คนไม่มีเวลาที่จะนั่งดื่มกาแฟที่ร้านมากนัก แม้แก้วกระดาษถูกคิดขึ้นนานแล้ว แต่กาแฟที่ร้อนในแก้วนั้นยังคงสร้างความไม่สะดวกในการดื่ม รวมถึงการเดินทางที่อาจหกเลอะเทอะ ไม่มีใครสังเกตเห็นปัญหานี้อย่างจริงจัง จนกระทั่งปี 1986 แจ็ค เคลเมนต์ (Jack Clement) นักออกแบบของบริษัทผู้ผลิตแก้วกาแฟ Solo Traveler สังเกตเห็นมีคนใช้ฝาพลาสติกแบนๆ ปิดแก้วกาแฟและเจาะรูเพื่อดื่ม เขาจึงได้แรงบันดาลใจในการออกแบบและทำให้มันสะดวกยิ่งขึ้นง่ายต่อการจิบดื่มทีละน้อย วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดความร้อนลงแล้ว ยังเว้นที่ว่างสำหรับจมูกขณะยกขึ้นดื่มอีกด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบที่เราเห็นกันแพร่หลายทั่วโลกในปัจจุบัน"
1 KEEP
TCDC
1 LOVES
amp.wefinejewelry
COMMENT