หนังสือ ความคิด ความเชื่อและการสร้างชาติ ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ ปี 1966-1976 เป็นช่วงที่จีนเกิดเหตุการณ์การปฏิวัติทางวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ขึ้น ความกลัวจากการสูญเสียอำนาจการปกครองนำไปสู่การสร้างชาติใหม่ด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และการปฏิวัติทางวัฒนธรรมแบบราบคาบของเหมาเจ๋อตุงก็ได้ทำลายล้างผลงานทางวัฒนธรรมที่โลกไม่มีวันได้เห็น การสร้างสรรค์ที่มีที่มาจากอัจริยภาพของมนุษย์ได้กลายเป็นสิ่งต้องห้ามด้วยข้อหาว่าเป็นสิ่งมอมเมาประชาชน และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการสร้างชาติใหม่
ที่จะต้องเตรียมความพร้อมด้วยการลบล้าง “สิ่งเก่า 4 ประการ” ได้แก่ พฤติกรรมเก่า ประเพณีเก่า ขนบธรรมเนียมเก่า และวัฒนธรรมเก่าให้หมดสิ้น
เพื่อจะได้นำสิ่งใหม่เข้าแทนที่ได้อย่างปราศจากสิ่งรบกวนในฐานะผู้มีอำนาจ เหมาเจ๋อตุงจึงสั่งเผาทั้งหนังสือ ผลงานศิลปะ
ประติมากรรม รวมถึงทุกสิ่งที่เข้าข่ายว่ามีพื้นฐานการสร้างสรรค์มาจากความคิดแบบเดิม ทั้งการเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย รองเท้า รื้อข้าวของ เปลี่ยนชื่อถนน ชื่อร้านอาหาร ให้ฟังคติพจน์จากคัมภีร์ หรือสมุดปกแดงของเหมาเจ๋อตุงเท่านั้น และบทลงโทษของผู้ที่ฝ่าฝืนหรือแอบซ่อนสิ่งของเหล่านี้ไว้กับตัวก็รุนแรงเกินกว่าจะมีใครกล้าขัดขืน ทำให้ชาวจีนในขณะนั้นจำเป็นต้องละทิ้งลมหายใจของมรดกทางวัฒนธรรมให้สูญสลายลงไปต่อหน้าต่อตา
“การเผาหนังสือคือสัญลักษณ์อันรุนแรง เพราะถ้าคุณได้ทำลายหนังสือ เท่ากับคุณได้ทำลายศัตรู และทำลายความเชื่อของศัตรูลงไปด้วยเช่นกัน” - รีเบคกา คนูธ
“…เพราะหนังสือคือการแปลงความคิดเป็นรูปธรรม และทำให้คุณเชื่อได้อย่างยึดมั่นถือมั่น โดยที่ไม่ยอมให้มีอะไรมาขัดแย้งกับความเชื่อที่หนังสือมอบให้คุณหรือไม่ยอมให้มีสิ่งอื่นเกิดขึ้นเพื่อมาแข่งขัน” รีเบคกา คนูธ (Rebecca Knuth) ผู้แต่งหนังสือ Burning Books and Leveling Libraries: Extremist Violence and Cultural Destuction ให้เหตุผลว่าทำไมหนังสือถึงเป็นเครื่องมือสื่อสารต้องห้ามสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ จากบันทึกของเนี่ยน เจิ้ง (Nien Cheng) ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เธอได้ประสบภายใต้หนังสือที่ชื่อว่า  Life and Death in Shanghai "เหล่ายามแดง (Red Guards) เข้ามาทำลายข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ถ้วยชาม วัตถุโบราณมากคุณค่า ของใช้อย่างผ้าม่าน เสื้อคลุม เดรส ผ้าไหม ทั้งหมดจะถูกตัดด้วยกรรไกรจนไม่เหลือ” เพราะความต้องการทำลายวัฒนธรรมเก่า โดยสร้างของใหม่ขึ้นมาแทนที่ ในระหว่างช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม พลเมืองทุกคนจึงต้องสวมยูนิฟอร์มสีกากี เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อผู้นำ เครื่องแต่งกายแบบจีนดั้งเดิม ตลอดจนเสื้อผ้าแบบตะวันตกอย่างเน็กไทและชุดกระโปรง ทั้งหมดจะถูกทำลายให้หมดสิ้น สำหรับคู่รักที่ต้องการแต่งงาน ทางการจะมีชุดแต่งงานที่เป็นยูนิฟอร์มมาให้ ผลิตขึ้นจากโรงงานปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution Factory) ในปักกิ่งโดยเสื้อเป็นผ้ากำมะหยี่สีแดงสวมใส่คู่กับกางเกงสีนํ้าเงินและรองเท้าหนังสีดำ
(0)
Share
TCDC
Keep by TCDC
2147
FOLLOWER

หนังสือ ความคิด ความเชื่อและการสร้างชาติ

"ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ ปี 1966-1976 เป็นช่วงที่จีนเกิดเหตุการณ์การปฏิวัติทางวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ขึ้น ความกลัวจากการสูญเสียอำนาจการปกครองนำไปสู่การสร้างชาติใหม่ด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และการปฏิวัติทางวัฒนธรรมแบบราบคาบของเหมาเจ๋อตุงก็ได้ทำลายล้างผลงานทางวัฒนธรรมที่โลกไม่มีวันได้เห็น การสร้างสรรค์ที่มีที่มาจากอัจริยภาพของมนุษย์ได้กลายเป็นสิ่งต้องห้ามด้วยข้อหาว่าเป็นสิ่งมอมเมาประชาชน และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการสร้างชาติใหม่
ที่จะต้องเตรียมความพร้อมด้วยการลบล้าง “สิ่งเก่า 4 ประการ” ได้แก่ พฤติกรรมเก่า ประเพณีเก่า ขนบธรรมเนียมเก่า และวัฒนธรรมเก่าให้หมดสิ้น
เพื่อจะได้นำสิ่งใหม่เข้าแทนที่ได้อย่างปราศจากสิ่งรบกวนในฐานะผู้มีอำนาจ เหมาเจ๋อตุงจึงสั่งเผาทั้งหนังสือ ผลงานศิลปะ
ประติมากรรม รวมถึงทุกสิ่งที่เข้าข่ายว่ามีพื้นฐานการสร้างสรรค์มาจากความคิดแบบเดิม ทั้งการเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย รองเท้า รื้อข้าวของ เปลี่ยนชื่อถนน ชื่อร้านอาหาร ให้ฟังคติพจน์จากคัมภีร์ หรือสมุดปกแดงของเหมาเจ๋อตุงเท่านั้น และบทลงโทษของผู้ที่ฝ่าฝืนหรือแอบซ่อนสิ่งของเหล่านี้ไว้กับตัวก็รุนแรงเกินกว่าจะมีใครกล้าขัดขืน ทำให้ชาวจีนในขณะนั้นจำเป็นต้องละทิ้งลมหายใจของมรดกทางวัฒนธรรมให้สูญสลายลงไปต่อหน้าต่อตา"
1 KEEP
TCDC
0 LOVES
COMMENT