สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สำคัญอย่างไร หากมองเพียงผิวเผินแล้ว การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อาจดูเหมือนไม่มีประโยชน์มากนักและผู้ประกอบการก็กระตือรือร้นกับการจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้ามากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ความเป็นจริงแล้ว การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อผู้ประกอบการเองและภูมิภาคที่เป็นต้นกำเนิดของสินค้านั้นๆ
หากจะพูดถึงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้วล่ะก็ในความเป็นจริง คนไทยเราคุ้นเคยกับ แนวคิดนี้มานานแล้ว หลักฐานที่ใกล้ตัวมากที่สุดอาจจะเป็นการที่เราเดินทางไปท่องเที่ยว ที่สถานที่ไหนก็ตาม เราก็มักจะรู้ว่าเราจะต้องซื้ออะไรมาเป็นของฝากหรืออะไรที่เราพลาดไม่ได้ อย่างไรก็ดี คนส่วนมากก็ไม่ได้ตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและมีความสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่น้อยไปกว่าเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นที่รู้จักและมีการทำความเข้าใจอย่างแพร่หลายมากกว่า โดยงานประชุมนานาชาติว่าด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โลก เป็นการประชุมที่ จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี โดยสมาชิกขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)จะเวียนกันเป็นเจ้าภาพ นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา การประชุมครั้งนี้นับว่าเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระหว่างตัวแทนจากประเทศสมาชิกขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมในงาน ประชุมครั้งนี้ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมไปถึงตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้ประโยชน์จากสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย 
สำหรับใครที่อาจจะยังไม่เข้าใจถึงคำว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สักเท่าไหร่ ขออธิบายง่ายๆ ว่า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้บนสินค้า ที่มีแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์โดยเฉพาะเจาะจง และมีคุณสมบัติ ชื่อเสียงหรือลักษณะเฉพาะ บางอย่าง ที่ผูกพันกับสถานที่แหล่งกำเนิดนั้นๆ ตามปกติแล้ว สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จะมีการรวมเอาชื่อของสถานที่ต้นกำเนิดของสินค้านั้นๆ เอาไว้ด้วย ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นเหมือนคำกลางๆ ที่ใช้เรียกการคุ้มครองสินค้าที่มีการเชื่อมโยงกับชื่อสถานที่ เพราะเมื่อมันไปปรากฏอยู่ในกฎหมายหรือข้อสัญญาอื่นๆ อาจมีการใช้คำอื่นแทนคำว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (ซึ่งก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยในคำนิยามที่แตกต่างกันเล็กน้อย) เช่นตามสนธิสัญญากรุงปารีส อาจใช้คำว่า สิ่งบ่งชี้แหล่งที่มา (indication of source) การที่ผู้ประกอบการรายหนึ่งรายใดขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอสำหรับ “การสร้างชื่อเสียงให้กับผลิตภัณฑ์ เพิ่มราคาผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น หรือเป็นเครื่องรับประกันว่าเหล่าผู้ผลิตจะปฏิบัติตามหลักมาตรฐาน” ดังนั้น การรวมกลุ่มกันของบรรดาผู้ผลิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ทาง UNIDO ได้พยายามจะผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น
1.การตั้งองค์กรผู้ผลิต (Origin Consortium) และการจดทะเบียนเครื่องหมายร่วม (collective mark) 
2.การประชาสัมพันธ์ให้การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในระดับท้องถิ่นให้ใช้ประโยชน์จากสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ 
3.การให้ความสำคัญกับการพัฒนาการจัดการ การแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าและการใช้ประโยชน์จากสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือตราร่วมอย่างมีประสิทธิภาพสิ่งสำคัญ การที่ผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการรายหนึ่งๆ มีคุณภาพเพียงพอที่จะใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้นั้น แม้ว่ามันจะหมายถึงการได้รับการรับรองในเรื่องคุณภาพในระดับหนึ่งแล้ว แต่ผู้ประกอบการก็ยังจะต้องอาศัยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นในการทำการตลาดเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองเป็นที่รู้จักและแตกต่างจากคู่แข่งอยู่ดีนั่นเอง ตัวอย่างของการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ควบคู่กับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นเช่น กรณีของสก็อตช์วิสกี้ ซึ่งหมายถึงวิสกี้ที่หมักกลั่นในประเทศสก็อตแลนด์ โดยแต่ละแบรนด์ที่จะใช้คำว่าสก็อตช์วิสกี้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้นั้นจะต้องมีมาตรฐานตามที่ระบุไว้ในหลักเกณฑ์ของทางสมาพันธ์สก็อตช์วิสกี้ (Scotch Whisky Association) เสียก่อน
(0)
Share
idesign
Keep by idesign
2837
FOLLOWER

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สำคัญอย่างไร

"หากมองเพียงผิวเผินแล้ว การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อาจดูเหมือนไม่มีประโยชน์มากนักและผู้ประกอบการก็กระตือรือร้นกับการจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้ามากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ความเป็นจริงแล้ว การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อผู้ประกอบการเองและภูมิภาคที่เป็นต้นกำเนิดของสินค้านั้นๆ"
1 KEEP
idesign
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
4
1
1
1
0
0
0
0
0
0
SQUARE