ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ดอยตุง อดีต-แดนสนธยา ปัจจุบัน-แดนสนทนา เราสามารถนำโมเดลจากดอยตุงนี้ไปแบ่งปันใช้กับท้องถิ่นอื่นๆ ได้ไหม
ตอนนี้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเราอยู่ได้ อยู่รอด อยู่อย่างพอเพียง และอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวของเราเอง แล้วที่คนเชื่อมั่นในตัวเราก็เพราะ we walk our talk (ทำอย่างที่พูด) เราพอจะมีกำลังช่วยผู้อื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้ไม่มีเงินทุนแต่อยู่ในสถานะประเทศผู้ให้ (donor country) เพราะสิ่งที่เรามีพร้อมมากๆ คือ ความเชี่ยวชาญหน่วยงานรัฐและองค์กรด้านการพัฒนาหลายๆแห่งจากต่างประเทศจะต้องข้ามนํ้าข้ามทะเลมาดูงานทั้งที่กรุงเทพฯ และที่บนดอยตุง นอกจากนี้สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UN Office on Drugs and Crime - UNODC) ยังยกย่องให้โครงการพัฒนาดอยตุง โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเป็นแม่แบบของโลก
แต่ก่อนนี้ทำไมใครๆ ก็เรียกดอยตุงว่าเป็น “แดนสนธยา” เมื่อสามสิบปีก่อนนั้น พื้นที่ของดอยตุงคือดินแดนของชนกลุ่มน้อยที่รัฐบาลไม่สามารถดูแลเรื่องความปลอดภัยได้ ดังนั้นความมั่นคงของชาติก็ไม่มี เป็นพื้นที่ทุรกันดารที่ใครก็ไม่อยากเข้าไปแตะต้อง ไม่กล้ารุกลํ้า นัยหนึ่ง เราเรียกว่าแดนสนธยา คือ unreachable หรือ untouchable land
สมัยนั้นกองกำลังทหารไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงทั้งประเทศ เทคโนโลยีไม่พร้อม สิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานยังไม่มี ถนน นํ้าประปา ไฟฟ้าก็ไม่มี ห่างไกลมาก ขึ้นไปก็ลำบาก ทางก็ขรุขระอันตราย บนดอยตุง มีชนกลุ่มน้อยอย่าง อาข่า ละหู่ ไทลื้อ ไทลั๊วะ อยู่ในดินแดนที่ unreachable หน้าผาชันเกือบ 90 องศา ก็ขึ้นไปปลูกฝิ่นกันบนนั้น ใครจะกล้าขึ้นไปเดิน ถึงเดินไปก็ไม่ได้อะไร เผลอๆ ถูกยิงตายอีก เฮลิคอปเตอร์ก็เข้าไปไม่ได้ ในเมื่อลำบากแบบนี้ แล้วราชการจะเข้าไปทำไม เข้าไปก็เสี่ยงตาย ไม่ได้อะไร เหนื่อยยาก ไม่มีใครคอยช่วยคุณ ก็ปล่อยเป็นแดนสนธยาต่อไป พี้นที่ที่รัฐบาลหรือหน่วยงาน
รัฐเข้าไม่ถึงก็เป็น safe haven (สถานพักพิง) ของคนพวกนี้ ดินแดนสามเหลี่ยมทองคำจึงเป็นสวรรค์ของขบวนการค้ายาเสพติด เป็นแหล่งสำคัญอันดับหนึ่งของโลก ใครๆ ก็รู้จัก The Heart of the Golden Triangle ซึ่งก็คือดอยตุง
แล้วมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้สร้างชีวิตใหม่ๆ ความสุขใหม่ๆ บนพื้นที่เดิมได้อย่างไร 
ตอนนั้นภูเขาแถบนี้เป็นเขาหัวโล้นทั้งหมดเกือบๆ 5 หมื่นไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 9 หมื่นกว่าไร่ เป็นดินแดนสุดลูกหูลูกตา เพราะเขาปลูกข้าวไร่แล้วไม่พอกิน จึงกลับมาที่ภูมิปัญญาของเขาซึ่งเก่งเรื่องการปลูกฝิ่น เมื่อปลูกแล้วไม่ต้องหาตลาดไม่ต้องโฆษณา ปลูกอยู่ในหลืบไหนก็จะมีคนมาหาเพราะมี demand (ความต้องการ) สูงมาก เมื่อขายฝิ่นได้ก็ไปซื้อข้าวกิน ถามว่าในสถานการณ์ที่บีบบังคับอย่างนั้น เป็นเรา เราก็อาจจะทำเพราะไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ทำฝิ่นก็เอาลูกสาวหรือบางบ้านก็ขายลูกชายเข้าระบบ sex industry (อุตสาหกรรมทางเพศ) หรือลักทรัพย์ปล้นจี้
สิ่งที่สมเด็จย่าทรงภูมิพระทัยมากตั้งแต่เริ่มมีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงจนกระทั่งทุกวันนี้ มีหญิง 3 ชั่วอายุคนอยู่พร้อมหน้ากัน ครอบครัวได้ทำงานด้วยกันในโรงงานของเรา ย่า ยาย แม่และลูกสาว คนแก่นั่งปั่นด้าย แม่ทอผ้า ลูกปักผ้า ถามว่าผมไปซื้อผ้าทอเสร็จเลยนี่ถูกกว่าไหม มันถูกกว่าก็จริงแต่เราต้องดูแลเรื่องคนด้วย นี่คือสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ “ขาดทุนคือกำไร” เราขาดทุนแต่เขาได้กำไร กำไรของเขาคือเขาได้กลับมามีศักดิ์ศรีของความเป็นคน ซึ่งเงินซื้อไม่ได้ นี่ยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งนั้น ไม่มีใครอยากขายลูกกินไม่อยากถูกประณาม อยากมีชีวิตที่พึ่งพาตนเองได้ ตกกลางวันก็ล้อมวงกินข้าวกัน บ้านนี้นำกับข้าวมาอย่างหนึ่งแบ่งๆ กันกิน 5 คนก็มีกับข้าว 5 อย่างแล้ว แต่ถ้าเรากินคนเดียวก็มีกับข้าวแค่อย่างเดียว นี่คือบรรยากาศของการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นสิ่งที่สมเด็จย่าทรงประทานเป็นแนวทางการทำงานแก่มูลนิธิเรา

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดของการเริ่มต้นโครงการพัฒนาดอยตุง
ธรรมชาติของคนเราคือกลัวการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ยากคือเราจะนำโครงการทั้งหมดที่เราอยากจะมอบให้เขาเพื่ออนาคตของเขาไปบอกเขา จริงๆแล้วมันยากมาก ครั้งแรกๆ ที่ผมลงพื้นที่ ผมขึ้นหน้าบ้าน เขาแอบลงบันไดหนีทางหลังบ้าน หอบ
ลูกจูงหลานหนีไปอยู่ในสวนในป่า แล้วผมจะไปศึกษาเขาได้อย่างไร วิธีก็ง่ายนิดเดียว ดูว่าลูกหลานของเขาไปเรียนที่ไหนก็ตามไปถึงโรงเรียนถึงวิทยาลัย เราต้องทำความเข้าใจกับพวกเขา ให้ข้อมูลเขา ทำให้เขาเชื่อและวางใจเรา และเขาจะเป็นสื่อที่เชื่อมเราไปถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเขาได้ ส่วนใครที่เรียนจบด้านเกษตร เราก็ชวนเขามาทำงานในโครงการของเรา การทำงานท่ามกลางความแตกต่างของกลุ่มคน มีหลักคิดง่ายๆ สู่ความสำเร็จอย่างไรบ้าง
เมื่อก่อนนี้ชาวเขาทอผ้าผืนหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะขายได้ทุกวัน บางวัน 30 บาทยังไม่มีเข้าบ้านเลย แต่ถ้าคุณมาเข้าโครงการของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเมื่อผมมีทุนการศึกษาและทุนทำกินให้คุณมาเรียนกับผมวันละ 50 บาท ใครจะไม่มา มาแล้วมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม ทักษะที่คุณมีนั่นคือสิ่งที่พ่อแม่คุณสอนมา แต่คุณต้องมาเรียนรู้ทักษะใหม่จากผม เพราะเรามีทั้งคนไทใหญ่ ไทลื้อ ไทลั๊วะ ชาวเขาคืออาข่า ละหู่ และพวกก๊กมินตั๋งหรือจีนโพ้นทะเลที่หนีคอมมิวนิสต์แล้วอพยพมา
อยู่แถบนี้ แต่ละคนก็มีทักษะมากันคนละอย่าง คนจีนเก่งเย็บผ้า คนไทเก่งด้านทอผ้า ส่วนชาวเขาเก่งปักผ้า ทักษะและอุปกรณ์ดั้งเดิมที่หาและทำเองอย่างง่ายๆ นั้นพอออกมาแล้วมันไม่ได้มาตรฐาน ดีไซน์ก็ได้แค่แบบเดียว ทุกคนทำ
เหมือนกันหมด แล้วใครจะซื้อของเราเราจึงต้องคิดจาก global to local (ระดับโลกมาสู่ระดับท้องถิ่น) คือนำการตลาดมาเป็นตัวตั้งว่าเราจะขายใคร ถ้าเราจะมุ่งทางยุโรป สีและแบบอย่างที่เรามี ก็คงไม่มีใครซื้อ เราต้องหาดีไซเนอร์จากสแกนดิเนเวียมาช่วย ด้านทักษะพื้นฐานก็อาศัยการอบรมความรู้จากหน่วยงานที่เขาเชี่ยวชาญมาเปิดคอร์สสอนให้ ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของเราส่งขาย 4 ประเทศ โดยส่งขายในร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านขนาดใหญ่ที่มีสาขาทั่วโลก เราสามารถย้อนกลับไปถึงจุด local to global (ระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก) ได้ นี่มาจากปัจจัยง่ายๆ เลยว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรกับใคร เราต้องศึกษาเขาว่าเขามีอะไรและขาดอะไร เราต้องสร้างและเสริมจากสิ่งที่เขามี ไม่ต้องไปแทรกแซงอะไรให้มากมาย หรือ built on what they have
(0)
Share
TCDC
Keep by TCDC
2147
FOLLOWER

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ดอยตุง อดีต-แดนสนธยา ปัจจุบัน-แดนสนทนา

"เราสามารถนำโมเดลจากดอยตุงนี้ไปแบ่งปันใช้กับท้องถิ่นอื่นๆ ได้ไหม
ตอนนี้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเราอยู่ได้ อยู่รอด อยู่อย่างพอเพียง และอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวของเราเอง แล้วที่คนเชื่อมั่นในตัวเราก็เพราะ we walk our talk (ทำอย่างที่พูด) เราพอจะมีกำลังช่วยผู้อื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้ไม่มีเงินทุนแต่อยู่ในสถานะประเทศผู้ให้ (donor country) เพราะสิ่งที่เรามีพร้อมมากๆ คือ ความเชี่ยวชาญหน่วยงานรัฐและองค์กรด้านการพัฒนาหลายๆแห่งจากต่างประเทศจะต้องข้ามนํ้าข้ามทะเลมาดูงานทั้งที่กรุงเทพฯ และที่บนดอยตุง นอกจากนี้สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UN Office on Drugs and Crime - UNODC) ยังยกย่องให้โครงการพัฒนาดอยตุง โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเป็นแม่แบบของโลก
"
1 KEEP
TCDC
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
17
1
1
5
1
13
2