ซีนที่เก้า : หนังตลาด  พูดถึงการเติบโตของจีทีเอช มันอยู่ที่รู้จักตลาดด้วย คือเราต้องรู้จักกลุ่มลูกค้าเราให้ดี อย่างที่เรามุ่งมั่นทำหนังไทย เพราะเราเชื่อจริงๆ ว่าธรรมชาติของคนจะชอบดูหนังที่เป็นภาษาของตัวเอง เพราะมันอินกว่า มันใกล้ตัว ดูแล้วไม่เครียด ทุกวันนี้ต้องบอกว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเรายังเป็นวัยรุ่นอายุประมาณ 15-25 ปี ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ออกมาดูหนังนะ เราก็จะเน้นทำการตลาดกับคนลุ่มนี้ คือเราเชื่อว่าถ้าเราเข้าไปอยู่ในใจเขาได้ ไม่ว่าเขาจะเติบโตขึ้นยังไง อายุมากไปแค่ไหน เขาก็จะเป็นแฟนหนังเรา หลายคนบอกว่าหนังไทยไม่มีทางทำแบรนด์ดิ้งได้ แต่เราเชื่อว่ามันทำได้ถ้าเรารักษาคุณภาพของมัน และมันจะไม่ได้แค่แบรนด์ดิ้ง แต่มันจะสร้างแบรนลอยัลตี้ (ความภักดีในแบรนด์) ได้ด้วย เราอยากทำหนังของเราให้เป็นเหมือนข้าวกะเพราะไก้ไข่ดาวที่อร่อยและใครๆ ก็กินได้ไม่เบื่อทุกวันนี้เราก็เข้าถึงกลุ่มแฟนๆ ด้วยโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งเริ่มทำมา 4-5 ปีแล้ว อย่าง เฟชบุ๊กตอนนี้เรามีแฟนแล้วประมาณสี่แสนคน อีกอย่างคือเราต้องรู้จักตัวเองด้วย จะเห็นว่าจีทีเอชไม่ทำหนังตลาดกลุ่มใหญ่ อย่างกลุ่มชาวบ้านที่ดูหนังตลก ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากได้ลูกค้ากลุ่มนั้นนะแต่เราทำไม่ได้เพราะมันไม่ใช่ทางเรา ทำไปแข่งสู้ไม่ไหว หรือเราก็จะไม่ทำหนังอาร์ต ไม่ใช่เพราะเรากลัวเจ๊ง แต่ปัญหาคือเราทำหนังแบบนั้นไม่เป็นซึ่งตลาดใหญ่ๆ ที่เรากำลังมุ่งไปตอนนี้นอกจากหนังดูสบายแล้ว ก็ยังมีหนังผีที่เราโดดเด่น ซึ่งตลาดตอนนั้นจะอยู่ต่างประเทศ คือหนังผีมันเป็นสากล มีตลาดทั่วโลก ทุกวันนี้การที่เราต้องทำหนังผีปีละเรื่องสองเรื่องก็เพราะเรามีตลาดธุรกิจใหญ่รองรับโดยเฉพาะในต่างประเทศ
หากลองแพนกล้องไปจับภาพวิถีการจับจ่ายของชีวิตยุคใหม่ดูเหมือนว่า “ความบันเทิง” จะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้คนในวันนี้หยิบใส่ตระกร้าช้อปปิ้งส่วนตัวกันเป็นเรื่องปกติและถ้าอยากซูมหาใครสักคนที่เข้าใจและจับตลาดบันเทิงไว้ได้อย่างอยู่หมัด หนึ่งในผู้ประกอบการที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดคงหนีไม่พ้นค่ายหนังร้อยล้าน (เป็นว่าเล่น) อย่าง “จีทีเอช” หัวเราะร่าน้ำตาริน ลุ้นตัวโกง ตื่นเต้นสุดตัว ชวนหัวสุดขีดหลากหลายอารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการชมภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ล้วนมีให้เห็นอย่างครบรสในบริษัททำหนังชื่อดังแห่งยุคภายใต้การบริหารงานของผู้หญิงใจแกร่งที่ชื่อ “จินา โอสถศิลป์” กับเป้าหมายสูงสุดที่เธอบอกว่าความสำเร็จในการทำหนัง ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขหลักร้อยล้านหรือรางวัลระดับอินเตอร์ แต่คือการรักษาคำมั่นสัญญาว่าจะดูแลทุกข์สุขของคนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในอาณาเขตแสนอบอุ่นของจีทีเอชแห่งนี้  จุดเริ่มต้นการเข้ามาทำงานในแวดวงหนังไทยของพี่เกิดขึ้นเมือ 20 ปีที่แล้ว ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ ตอนนั้นยังอยู่ในก๊วนเด็กจุฬาฯ มีพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) เป็นรุ่นพี่ ก็ได้ไปช่วยเขาทำเอ็มวีอยู่ปีกว่าๆ ก่อนจะไปต่อ โทนิวยอร์ก ก่อนไปเราก็คุยกับพี่เก้งว่า ถ้ามีโอกาสจะกลับมาทำบริษัทด้วยกัน เพราะพี่เก้งอยากทำหนังไทยมาแต่ไหนแต่ไร เพราะเขาเรียนเอกภาพยนตร์ แต่พี่เรียนวิทยุโทรทัศน์ เลยไม่ได้มีแรงบันดาลใจใดๆ กับหนังไทยทั้งสิ้น อาศัยว่าเป็นคนชอบทำโปรดักชั่น ชอบกองหลัง ทำอะไรให้คนอื่น ชอบจัดการ ชอบออกไปลุย และอยากทำสิ่งที่คนเก่งๆ เขาคิดขึ้นมาให้เป็นจริงๆได้ แต่เอาเข้าจริงพอเรียนจบกลับมาก็ยังไม่ได้เปิดหรอกบริษัททำหนังน่ะ แต่ไปได้งานที่ลีโอเบอร์เนทท์ก่อน เพราะเราคิดว่าก่อนจะเปิดบริษัท เราต้องมีความรู้เรื่องระบบให้ดีเสียก่อน ซึ่งเราก็ได้อะไรมาเยอะจากที่นี่ พอออกมาเราก็ไปเปิดบริษัทตามที่คุยกันไว้ แต่ตอนแรกก็ยังไม่ทำหนังนะ ไปเริ่มต้นทำโฆษณาก่อน เพราะตอนนั้นแวดวงโฆษณากำลังเบ่งบานแล้วด้วยภาวะของหนังสมัยนั้น นายทุนคือคนที่ตัดสินทุกอย่าง เราเลยวางแผนกันว่าจะทำโฆษณาเพื่อเก็บเงินให้ได้สัก 15 ล้านก่อน จะได้ไม่ต้องเป็นของนายทุน คือคิดแบบเด็กๆ เลย ช่วงห้าปีแรกที่เราทำโฆษณาก็เบิกบานมาก เลยทำมาเรื่อยจนปีที่แปด แต่ระหว่างนั้นพี่เก้งก็ถามทุกปีนะว่าเมื่อไรจะได้ทำหนังซะที่ เราก็ว่านี่เก็บเงินได้ใกล้ 15 ล้านแล้ว ก็มาจับเข่าคุยกับพี่เก้งเลยว่า ทำหนังเนี่ยทำเป็นอาชีพได้มั้ย ซึ่งตอนนั้นบอกตามตรงคือเรามองว่ามันทำไม่ได้ เพราะถ้าทำเป็นอาชีพได้เนี่ยเราต้องได้รับเงินเดือนอย่างเป็นธรรม เพราะงานโฆษณามันทำได้ ได้มากกว่าเป็นธรรมอีกด้วย ที่นี้เลยถกกันไม่ตกอยู่ประมาณปีกว่าพอดีตอนนั้น คุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ แห่งค่ายไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ก็เข้ามาชวนเราทำโปรเจค สตรีเหล็ก คือ เป็นงานรับจ้างถ่ายทำ ก็ไปกันห้าคน ได้ค่าตัวมาสามแสนกว่า พอหนังเสร็จก็ลุ้นมาก เพราะทำหนังไทยส่วนใหญ่มันขาดทุน ยิ่งเป็นหนังเพศที่สามใครๆ ก็ว่าเจ็งแน่นอน แต่โชคดีที่ทำออกมาแล้วมันดีมาก พอหนังได้กำไรเขาก็แบ่งให้ จากที่คิดว่าขาดทุนชัวร์ พอมันเสร็จเราก็เลยสนุก แล้วก็ยังเป็นแรงให้เราลุยเปิดบริษัททำหนังกันจริงๆ (โดยมีทุนก่อตั้ง 15 ล้าน พอดี ) ช่วงนั้นพอคิดว่าจะเปิด คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ของแกรมมี่ก็ติดต่อมาให้เราไปช่วยงานแกรมมี่ฟิล์ม เราก็บอกว่าได้แต่มีข้อแม้สามข้อ คือ หนังต้องเป็นชื่อ “หับ โห้ หิ้น ฟิล์ม” สองต้องไม่อยู่บนตึกแกรมมี่เพราะออฟฟิศเราอยู่ติดดินมาตลอด และข้อที่สามคือขอถือหุ้นใหญ่ สรุปว่าเราได้สองข้อแรก ข้อที่สามนี่ไม่ได้ ก็กลายเป็นแกรมมี่ถือ 51 เราถือ 49 ลงทุนกันยี่สิบล้าน ข้างละสิบล้าน เราก็เหลือเงินอีก ห้าล้าน ซึ่งก็พอดีกับงบที่เราวางไว้ว่าจะทำเรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 พอดีคือ 25 ล้าน แล้วมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของหนังที่เราทำ ตอนที่เริ่มทำก็ต้องเจออะไรเยอะมากเพราะยังใหม่อยู่ แต่พี่เป็นคนเชื่อมั่นในตัวพี่เก้ง เพราะเรารู้ว่าเขารักหนังไทยมากจริงๆ พี่เก้งมีความเชื่อว่า ถ้าเราทำหนังที่เราอยากดู คนก็จะดูเหมือนเรา แต่กับ 15 ค่ำ เดือน 11 มันก็ถือว่าประสบความสำเร็จนะโดยเฉพาะชื่อเสีย แต่เรื่องรายได้ก็ไม่ดีนักแต่ก็ไม่ถือว่าขาดทุน พอมาเรื่องที่สอง คุณวิสูตรก็อยากให้เราไปทำ สตรีเหล็ก 2 อีก ที่นี้เราก็เลยของหุ้นด้วย ซึ่งแม้ว่ารายได้ที่ได้จะต่ำกว่าภาคแรกก็ถือว่าได้กำไรนิดนึง แต่จนแล้วจนรอด บริษัทก็เหลือเงินก้อนสุดท้าย ตอนนั้นเลยคุยกับพี่เก้งใหม่ว่า ถ้าอีกสามปี เรายังทำหนังเป็นอาชีพไม่ได้ เราจะปิดบริษัท แล้วจะผันไปทำอาชีพ “รับจ้างทำหนัง” แทน และจู่ๆ ก็ได้มาทำหนังเรื่อง แฟนฉัน ได้คุณวิสูตรเข้ามาหุ้นด้วย ได้น้องๆ ลูกศิษย์พี่เก้งหกคนมากำกับ ซึ่งตอนนั้นมันเหมือนมีเซนส์นะ เพราะพี่เก้งบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาอยากทำมาก และพวกเราก็เชื่อในบทภาพยนตร์ที่มันดี ทุกคนจึงตั้งใจทำกันสุดตัว มาเรียนรู้การทำโปรโมชั่น การ โปรโมท หนังด้วยตัวเองหมด แกรมมี่ก็มาช่วยสนับสนุนด้านสื่อ จนวันที่หนังฉายและประสบความสำเร็จ เพราะมันตอบสิ่งที่คนโหยหา มันทำให้ภาพอดีตที่คนอยากเห็นกลับมาอยู่ในหนังไทยอีกครั้งหลังจากที่ไม่มีมานานแล้วมันก็ยังเป็นเครื่องยืนยันด้วยว่า สิ่งที่พี่เก้งเคยบอกว่า ถ้าเราทำหนังให้อยู่ในใจคนได้ คนก็จะออกมาดูหนังเอง มันเป็นเรื่องจริง  พอหนังทำรายได้ทะลุร้อยล้าน หุ้นส่วนทั้งสามฝ่ายก็เลยมาคุยกันว่าจะลงขันเปิดบริษัทร่วมกันและใช้ชื่อว่า “จีที่เอช” คือรวมจีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์ , ไท เอ็นเตอร์เทนเม้น แล้วก็หับ โห้ หิ้น ฟิล์ม เข้าด้วยกัน ช่วงนั้นมันเป็นช่วงจังหวะเตลิดนะ เราก็คิดจะเป็นตัวกลางจัดสรรอะไรๆ ได้ คือจะทำหนังแบบแฟนฉันปีละหลายๆ เรื่อง เปิดที่เดียวแปดโปรเจครวด สรุปปีแรกเจ๊งมโหฬาร เพราะเราคิดถึงการทำงานแบบสูตรสำเร็จมากเกินไป ด้วยประสบการณ์กับอะไรหลายๆ อย่างที่ยังใหม่ มันเลยไม่สัมฤทธิ์ผล จากแปดเรื่องก็ถ่ายได้แค่สามเรื่อง มี สายล่อฟ้า ของต้อม ยุทธเลิศ ซึ่งถ่ายทำไว้แล้ว มีแจ๋ว ซึ่งทำกำไรนิดนึง แล้วพอปีต่อมา มหา’ลัยเหมืองแร่ ก็เจ๊งขาดทุนมหาศาล วัยอลวน 4 ก็ยังขาดทุนอยู่ มาได้ เพื่อนสนิท ที่ทำรายได้หนึ่งเรื่อง แต่ก็ไม่สามารถรองรับภาวะขาดทุนของบริษัทได้ดีอยู่ ช่วงที่ยังต้องเดินหน้าสู้ เราก็เรียนรู้จากความผิดพลาดไปเรื่อยๆ อะไรที่มันแย่ก็ปล่อยไป แล้วหาจุดแข็งกลับมาตีตื้น เราเริ่มทำเรื่อง ซีซันเชนจ์ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นหนังวัยรุ่นในแบบเรา มันก็เริ่มดีขึ้นอีกอย่างคือเราเองก็เริ่มใจเย็นลง ตกลงจะทำหนังให้น้อยลงในแต่ละปี แล้วก็ลุยงานบริหารคนให้เข้ากับงานมากขึ้น พอเริ่มเข้าปีที่สี่ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้นจากที่ขาดทุนเกือบ 50 ล้านก็เริ่มพยุงตัวได้  พอเริ่มหาจุดสมดุลได้ เราก็ตั้งเป้าจะทำหนังแค่สี่เรื่องต่อปี เพราะถึงทำงานเยอะไปอย่างทำหกเรื่อง เกิดเจ๊งซะสองเรื่อง ก็เท่าทุนอยู่ดี แล้วเราก็มาเซ็ตระบบกันใหม่ในรูปแบบคณะกรรมการบริษัทแปดคนที่จะตัดสินทุกเรื่องทุกโปรเจคว่าจะผ่านได้หรือไหม ยึดหลังเสียงข้างมากคือต้องชนะหกต่อสองโปรเจคนั้นๆ ถึงจะเดินต่อได้ อีกอย่างเราเรียนรู้ว่าการทำหนังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ในตัวโปรดิวเซอร์ เพราะเขาจะเป็นเหมือนหัวเรือใหญ่เป็นคนดูภาพรวมของทั้งโปรคเจค แล้วยังจะต้องเป็นคนที่กุมความเชื่อของคนทำงานทุกคนเอาไว้ให้ทำงานต่อได้ด้วย ขณะที่ตัวบทหนังเอกก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ต้องมีความลงตัว เราก็ค่อยๆ ก้าวมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ เพราะการทำหนังมันไม่มีสูตรสำเร็จ และมันเป็นไปไม่ได้ที่หนังทุกเรื่องจะออกมาดี แต่สิ่งที่เราตั้งเป้าก็คือมั่นใจในสิ่งที่จะทำก่อน คือต้องอยู่กันด้วยความเชื่ออยู่ที่ว่าเราจะฝ่าฟันมันไปยังไง เพราะการทำหนังมันทำให้เราเรียนรู้ชีวิตเกือบทุกรูปแบบเลยนะ ตั้งแต่ช่วงอกหักเวลาที่หนังมันไม่พีคอย่างที่คิดหรือเรียนรู้ที่จะดีใจสุดๆ ตอนที่หนังสำเร็จ เรียกว่ามีครบเกือบทุกรสชาติตั้งแต่หนังยังไม่เข้าจนลาโรง เรื่องที่เราเกือบพลาดในการทำหนังก็คือตอนที่ แฟนฉัน บูมมากๆ แล้วเรื่องของตลาดหลักทรัพย์ก็เข้ามาเป็นตัวล่อให้เราอยากโตแบบพุ่งทะยานไปอีก ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เรื่อง เข้าใจว่าถ้าทำหนังแบบ แฟนฉัน ออกมาแล้วมันดี ก็จะมีทุนของตลาดตามเข้ามา อีกช่วงปีที่เราทำเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ กับ ห้าแพร่ง ที่มันบูมมากๆ คือจากที่เราขาดทุนก็กลายมาเป็นดีหมด ตอนนั้นคุณวิสูตรก็เริ่มมีไอเดียจะเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วทำงานครีเอทีฟแบบนี้มันไม่เวิร์ก เพราะพี่เชื่อว่างานครีเอทีฟไม่ควรจะถูกใส่กรอบ หรือถูกใครมาตั้งคำถามว่าคุณจะทำโปรเจคนี้ไปเพื่ออะไร แต่มันควรทำจากสัญชาตญาณแบบเต็มร้อยจริงๆ ทุกวันนี้พี่ทำงานจีทีเอชไม่ใช่เพราะว่ารักหนังนะ แต่เพราะพี่มีความเชื่อในตัวพี่เก้งสูงมาก เรารับปากกันไว้ว่าจะร่วมกันฝ่าฟันตั้งแต่วันแรกที่ทำงานโดยพี่จะเป็นกองหน้า คือเราต้องฝากชีวิตไว้กับกันและกัน หลายคนชอบถามว่าทำไมจีทีเอชทำแต่หนังฟีลกู๊ด คำตอบคือก็เพราะเราเป็นแบบนี้ไง คือเรื่องอารมณ์ฟีลกู๊ดในหนังนี่มันเริ่มมาจากพี่เก้งเลย บวกกับธรรมชาติการทำงานของเรา เพราพูดได้ว่างานที่นี่มันอาจจะไม่ใช่งานที่ดีนะ อาจไม่ใช่งานคว้าดาว แต่ทุกคนที่ทำงาน ไม่ตะโกนด่าว่ากัน ซึ่งพอมีความสุข มันจะหลั่งพลังงานบางอย่างออกมาให้ใช้ในการทำงานได้ ซึ่งพอเราทำงานกันแบบนี้ หนังของเราเกือบทุกเรื่องก็จะสะท้อนตรงนี้ออกมา แล้วมาตรฐานการทำหนังของเราคือ การทำให้คนดูรู้สึกว่าดูหนังเราแล้วเกิดแรงบันดาลใจอะไรสักอย่าง ดูแล้วมีความสุข ประทับใจออกไป และที่สำคัญคือดูแล้วต้องไม่รู้สึกเสียดายเวลา  ถึงวันนี้ต้องบอกว่า เรากำลังอยู่กับก้าวย่างที่ค่อนๆ เดิน คือพยายามทำโปรเจคด้วยความเชื่ออย่างระมัดระวังและสบายใจ แต่บอกไม่ได้ว่าจะสำเร็จทุกครั้งหรือเปล่า ปีทีแล้วได้ร้อยล้าน ปีนี้อาจไม่มีหนังร้อยล้านเลยก็ได้ แต่การเรียนรู้ทำธุรกิจแบบนี้ เป็นสิ่งที่เรายอมรับมาตั้งแต่ต้นที่โดดเข้ามาอยู่แล้ว เพราะหนังไทยมันเป็นการควักเงินของตัวเองทั้งหมดมาทำด้วยความเชื่อในสิ่งที่อยากทำ แล้วเราก็ต้องเคารพคนดู มันไม่เหมือนกับการโฆษณาที่เราเห็นกำไรแน่ๆ อยู่แล้ว แค่ว่าน้อยหรือมากเท่านั้น แต่ถ้าถามโดยรวมคือ ขอให้หนังเรามีคนชอบ พวกเราก็หน้าบานแล้ว เพราะถ้าเกิดวันไหนหนังขาดทุน บรรยากาศในออฟฟิตจะเหมือนคนอกหักเลยเพราะการทำหนังให้ได้เงินกับไม่ได้เงินมันก็เหนื่อยเท่ากันใช้เวลาเท่ากันนี่คือความต่างที่บอกว่าการทำหนังมนใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอย่างน้อยก็ปีครึ่งที่เราต้องอยู่กับมัน ที่สำคัญต้องมีความสุข หนังถึงจึงจะจบบริบูรณ์
(0)
Share
TCDC
Keep by TCDC
2147
FOLLOWER

ซีนที่เก้า : หนังตลาด

"พูดถึงการเติบโตของจีทีเอช มันอยู่ที่รู้จักตลาดด้วย คือเราต้องรู้จักกลุ่มลูกค้าเราให้ดี อย่างที่เรามุ่งมั่นทำหนังไทย เพราะเราเชื่อจริงๆ ว่าธรรมชาติของคนจะชอบดูหนังที่เป็นภาษาของตัวเอง เพราะมันอินกว่า มันใกล้ตัว ดูแล้วไม่เครียด ทุกวันนี้ต้องบอกว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเรายังเป็นวัยรุ่นอายุประมาณ 15-25 ปี ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ออกมาดูหนังนะ เราก็จะเน้นทำการตลาดกับคนลุ่มนี้ คือเราเชื่อว่าถ้าเราเข้าไปอยู่ในใจเขาได้ ไม่ว่าเขาจะเติบโตขึ้นยังไง อายุมากไปแค่ไหน เขาก็จะเป็นแฟนหนังเรา หลายคนบอกว่าหนังไทยไม่มีทางทำแบรนด์ดิ้งได้ แต่เราเชื่อว่ามันทำได้ถ้าเรารักษาคุณภาพของมัน และมันจะไม่ได้แค่แบรนด์ดิ้ง แต่มันจะสร้างแบรนลอยัลตี้ (ความภักดีในแบรนด์) ได้ด้วย เราอยากทำหนังของเราให้เป็นเหมือนข้าวกะเพราะไก้ไข่ดาวที่อร่อยและใครๆ ก็กินได้ไม่เบื่อทุกวันนี้เราก็เข้าถึงกลุ่มแฟนๆ ด้วยโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งเริ่มทำมา 4-5 ปีแล้ว อย่าง เฟชบุ๊กตอนนี้เรามีแฟนแล้วประมาณสี่แสนคน อีกอย่างคือเราต้องรู้จักตัวเองด้วย จะเห็นว่าจีทีเอชไม่ทำหนังตลาดกลุ่มใหญ่ อย่างกลุ่มชาวบ้านที่ดูหนังตลก ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากได้ลูกค้ากลุ่มนั้นนะแต่เราทำไม่ได้เพราะมันไม่ใช่ทางเรา ทำไปแข่งสู้ไม่ไหว หรือเราก็จะไม่ทำหนังอาร์ต ไม่ใช่เพราะเรากลัวเจ๊ง แต่ปัญหาคือเราทำหนังแบบนั้นไม่เป็นซึ่งตลาดใหญ่ๆ ที่เรากำลังมุ่งไปตอนนี้นอกจากหนังดูสบายแล้ว ก็ยังมีหนังผีที่เราโดดเด่น ซึ่งตลาดตอนนั้นจะอยู่ต่างประเทศ คือหนังผีมันเป็นสากล มีตลาดทั่วโลก ทุกวันนี้การที่เราต้องทำหนังผีปีละเรื่องสองเรื่องก็เพราะเรามีตลาดธุรกิจใหญ่รองรับโดยเฉพาะในต่างประเทศ"
1 KEEP
TCDC
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
4
1
1
1
0
0
0
0
0
0