จุดเริ่มต้นของ “โคโคนัท โปรเจ็กต์” และ การรวมตัวกันของ Very Kind Invention พวกคุณทั้ง 4 คนมารวมตัวกันในงาน “โคโคนัท โปรเจ็กต์” ได้อย่างไร 
เบียร์: ตอนนั้นพวกเรายังเด็กมาก ประมาณปี 2 ปี 3 และคิดว่าในเมืองไทยยังไม่ค่อยมีพื้นที่งานแสดงดนตรีหรือศิลปะแนวทดลองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับงานจริงๆเราก็เลยคิดทำซะเอง ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโคโคนัท โปรเจ็กต์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับจัดแสดงงานศิลปะ งานดีไซน์ ดนตรี แฟชั่น ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะต้องทำออกมาในรูปแบบงานอีเวนท์เท่านั้น มันเหมือนกับคอมมูนิตี้เล็กๆมากกว่าศิลปินที่มาร่วมงานก็จะมีเพื่อน และคนที่รู้จักจากการทำงานด้วย 

แล้วมารวมตัวกันอีกครั้งเป็น Very Kind Invention ได้อย่างไร 
เบียร์: หลังจากเริ่มงานโคโคนัท โปรเจ็กต์ พวกเราก็เดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ เรียนกันคนละที่ คนละคณะ แต่ก็ได้จัดงานแฟชั่นโชว์ผ้าไทยด้วยกัน โดยมีศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ(SACICT)เป็นสปอนเซอร์หลักตอนนั้น เราอยากลองฉีกภาพลักษณ์และบริบทเดิมๆของผ้าทอไทย ก็เลยเชิญคนในวงการแฟชั่นจากทางอังกฤษมา ทั้งนักข่าวและแขกรับเชิญต่างๆในระดับอินเตอร์ จนได้มาเจอกับพี่คนหนึ่งที่ชวนเราไปทำโปรเจ็กต์ “Film on the Rocks” หลังจากที่ทำงานด้วยกันมามากแล้วสเกลของงานก็เริ่มใหญ่ขึ้น เลยคิดว่าคงจะต้องเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการ 
ส่วนเรื่องชื่อ พวกเราค่อนข้างพิถีพิถันกับการเลือกชื่อมากๆพยายามเลือกชื่อที่สามารถบ่งบอกสิ่งที่เราอยากจะทำเวลาทำงานอะไรก็ตามเราขอให้มีเนื้อหาที่ดี “kind” ในที่นี้ หมายถึง “การคิดรอบด้าน (thoughtful)” ส่วนคำว่า “invention” ก็คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา สร้างสรรค์ทางเลือกใหม่ๆให้กับลูกค้า โดยมีเนื้อหาที่ดีและผ่านกระบวนการคิดอย่างรอบด้าน 

ในขณะที่เอเจนซี่และสตูดิโอหลายๆ แห่งจะมี จุดยืนหรือจุดเด่นที่ชัดเจน เช่น กราฟิกดีไซน์ ดิจิทัลมีเดีย แล้ว Very Kind Invention มอง จุดยืนของตนเองว่าเป็นใคร 
เบียร์: พวกเราวางตัวเองเป็นนักวางคอนเซ็ปต์และออกแบบประสบการณ์(Concept and Experience Designer)เพราะเราไม่อยากจำกัดว่าผลลัพธ์หรือรูปแบบการทำงานจะต้องออกมาเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น เราไม่ได้ยึดว่า เราเป็นคนทำงานผลิตงานกราฟิกหรือออกแบบ งานนิทรรศการ
ในวันที่ใครๆก็อยากแตกต่างไปจากกระแสหลักของสังคมและการคิดต่างอย่างสร้างสรรค์กลายเป็นแนวคิดสำเร็จรูปที่ใช้ในการตลาดและโฆษณาอย่างแพร่หลาย ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่มีความคิดความถนัดไม่เหมือนกันแต่มีรสนิยมที่คล้ายๆกัน มารวมตัวในนามของ “Very Kind Invention” เพื่อคิดค้นประดิษฐ์เครื่องมือในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นมิตร พวกเขาไม่ได้ยืนกรานว่าจะต้องยืนในจุดที่แตกต่างจากคนอื่นเสมอไป ไม่กำหนดรูปแบบผลงานตายตัว เพราะสนใจในความหลากหลายมากกว่า

ย้อนกลับไปประมาณ 6-7 ปีก่อน นักศึกษา 4 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย เพชรพิสุทธิ์ อัศรัสกร(เบียร์)จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อรรถนนท์ วงศ์เหลือง(กัน)จาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลิสา นันทเทิม(นิกิ)จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ฐิญาภรณ์ ปาณิกบุตร(นิว)จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ(เรียงจากซ้ายไปขวา จากรูป)ได้ลองทำโปรเจ็กต์เล็กๆด้วยกันโดยใช้ชื่อว่า “โคโคนัท โปรเจ็กต์ (Coconut Project)” เพื่อใช้เป็นพื้นที่แสดงความสามารถแลกเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ ก่อนที่จะแยกย้ายกันเดินทางไปเรียนต่อระดับปริญญาโทและกลับมาทำงานร่วมกันอย่างจริงจังในโปรเจ็กต์แฟชั่นที่กรุง ลอนดอน ด้วยสัดส่วนเคมีที่แตกต่างแต่ลงตัว ทำให้ทั้ง 4 คน ตัดสินใจมาทำงานด้วยกันอย่างจริงจังในนาม Very Kind Invention ที่ผ่านมามีงานชิ้นไหนที่ทำแล้วรู้สึกมีพลังมากๆ หรือชอบมากเป็นพิเศษไหม 
เบียร์: คงเป็นเพราะเราไม่ได้จำกัดว่าสิ่งที่จะสร้างสรรค์ให้ลูกค้าคืออะไร ทุกงานคือการทำสิ่งใหม่ ซึ่งทำให้ต้องไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆและคิดหาวิธีการสร้างสรรค์ที่แตกต่างไปจากเดิม ทำให้เราสนุกตื่นเต้นตลอดเวลาและภูมิใจกับทุกๆงานที่ทำ แต่งานที่รู้สึกภูมิใจสุดๆก็คือ งานเทศกาลภาพยนตร์ “Film on the Rocks” ที่เกาะยาวน้อย พังงา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พวกเรา ทำกันในนามของ Very Kind Invention โดยมีพี่เจ้ย(อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล)กับทิลด้า สวอนตัน (Tilda Swinton)เป็นคิวเรเตอร์ ประจำงาน สิ่งที่น่าประทับใจมากๆคือเราได้ ทำงานร่วมกับคนในแวดวงการออกแบบและ ครีเอทีฟจากทั่วทุกมุมโลก ได้เห็นมุมมองวิธีการ ทำงานที่เปลี่ยนโลกทัศน์ ได้เจอกับกลุ่มคนที่มี ความถนัดเหมือนกับพวกเรา
ส่วนอีกงานเราได้ทำสารคดีให้กับองค์กรเพื่อสังคม iCare ภายใต้โปรเจ็กต์ “ครีเอทีฟ อาสา (iCare Award 2012)” และได้ไป สัมภาษณ์ 4 กิจการเพื่อสังคมในหลายๆจังหวัด เช่น จันทบุรี กรุงเทพฯ อุดรธานี แต่ละคนจะทำงานแตกต่างกัน แต่จะมีพลังและความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวเขาเยอะมาก นอกเหนือจากนั้นคือ เขาพยายามผลักดันไอเดียของตนเองเพื่อช่วยเหลือสังคมของเขาจริงๆอย่างน้อย เขาก็ไม่ได้หยุดนิ่งแต่เริ่มจากช่วยเหลือคนใน สังคมของเขาเอง แล้วพยายามใช้สิ่งที่มีหรือความรู้ที่เขาเคยได้เรียนมาตอนอยู่ที่กรุงเทพฯเอากลับไปพัฒนา
กัน: เขาเป็น Very Kind Invention ของจริง เขาคิดและทำเพื่อช่วยแก้ปัญหาจริงๆ มันก็เลย กลายเป็นพลังที่ติดตัวเรามาด้วยและคิดว่านี่ แหละคือสิ่งที่เราอยากทำ 

ผลงานของ Very Kind Invention ค่อนข้าง มีความหลากหลายมาก ทำไมพวกคุณถึง เลือกที่จะทำงานหลายรูปแบบโดยใช้ทักษะ และความถนัดของแต่ละคนเป็นหลัก 
เบียร์: เรารู้สึกว่าการแก้ปัญหามันไม่ได้มีวิธีเดียว การออกแบบประสบการณ์คือการรวมทักษะ ความชำนาญ และความสนใจต่างๆที่เรามีอยู่และเข้าใจอย่างรอบด้าน การวางตนเองเป็นนักออกแบบประสบการณ์ก็ต้องเข้าใจ สนใจ ทั้งในเรื่อง กราฟิกดีไซน์ การสื่อสารด้วยภาพ การออกแบบ ผลิตภัณฑ์ การออกแบบตกแต่งภายในว่าสิ่ง เหล่านี้จะสามารถเชื่อมโยงเข้ากับผู้บริโภคได้อย่างไร และพยายามทำงานให้รอบด้านมากที่สุด พอเราต้องคิดและมองหลากหลายก็ไม่จำเป็น ต้องจำกัดความว่า “เราต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น” ถ้าเช่นนั้นแล้ว คุณเริ่มแต่ละโปรเจ็กต์อย่างไร 
นิว: หลังจากได้รับโจทย์ ก็จะมาตีโจทย์กันว่าเราทำแบบไหนได้บ้าง สมมติว่าลูกค้าอยากได้วิดีโอแต่ถ้าเราลองทำออกมาเป็นอีเวนท์ ลูกค้าอาจจะได้ประสบการณ์มากกว่า ได้ใกล้ชิดกับคนมากขึ้นหรือเปล่า เราก็อาจจะเสนอทางเลือกอื่นให้เขาด้วย ผลลัพธ์มันก็อาจจะออกมาเป็นอีกแบบเพราะฉะนั้นงานของเราเลยดูหลากหลายแต่ทั้งหมดก็มาจากคอนเซ็ปท์และไอเดียที่ผ่าน การคิดมาแล้ว 
กัน: จริงๆ แล้วในการแก้ปัญหามันมีเครื่องมือเยอะมากเลย แต่เราต้องหยิบให้มันเหมาะสมกันแล้วมันจะกลายเป็นเครื่องมือที่สามารถตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของงานได้ 
เบียร์: เราสามารถออกแบบเพื่อปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของคนที่มาร่วมงานไปในทิศทางต่างๆได้ โดยใส่การคิดอย่างรอบด้านเข้าไปเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้ที่เข้ามาร่วมงาน อย่างละเมียดละไม 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีเอเจนซี่โฆษณาและสตูดิโอด้านดีไซน์ขนาดเล็กเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก คิดว่าทำไมคนรุ่นใหม่ถึงเลือกที่จะออกมาทำธุรกิจเองไม่ได้ทำงานให้กับบริษัทใหญ่ๆ 
เบียร์: เราคิดว่าตอนนี้มนุษย์เราอยากที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและทำในสิ่งที่ตนเองรักมากที่สุด อยากที่จะทำในสิ่งที่รู้สึกว่าตื่นเช้ามาแล้วภูมิใจในสิ่งที่ทำอยู่นี่คือสิ่งที่ฉันรักและเคารพกับมัน เรารู้สึกว่าตอนนี้หลายๆคนรู้สึกแบบนี้ อยากจะเป็น“นักสร้างสรรค์ในแบบของตนเอง(Creator in their own way)” ก็เลยต้องพยายามหาแนวทางวิธีการต่างๆที่ไม่เหมือนคนอื่นในการสร้างวิธีการใหม่ๆให้กับตนเองและสังคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำงานบริษัทผิดแปลกจากคนอื่น เราก็เชื่อว่าเขามีเหตุผลของเขา อาจจะเป็นเพื่อความมั่นคงหรือตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้ แต่เราเชื่อว่าเอเจนซี่หรือสตูดิโอที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา น่าจะมีจุดประสงค์คล้ายๆกันว่าเราอยากจะเป็นคนสร้างสรรค์ในแบบของเราเองมากกว่า แสดงว่าพวกคุณเชื่อว่าพลังของกลุ่มคน เล็กๆ ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ 
ทุกคน: เชื่อมาก (หัวเราะ) 
เบียร์: เรารู้สึกว่าคนๆเดียวแค่หยิบขยะมาทิ้งก็เปลี่ยนแล้ว ไม่ต้องรอให้คนอื่นทำก่อนหรอก เรารู้สึกว่าทำไปเถอะ อย่ารอ ถ้ารู้สึกว่ามันมีปัญหาไม่เป็นไปตามที่เราคิด ถ้าเราเห็นทางแก้ไขก็ทำไปเถอะ อย่าพูดว่ากล่าวอะไรต่างๆตลอดเวลาแทนที่จะเอาเวลาและพลังงานในการว่ากล่าวไปทำอย่างอื่นไหม เริ่มจากสิ่งเล็กๆก็ได้ แค่เราลองเปลี่ยนมุมมองความคิดของตนเองหรือหยุดตำหนิคนอื่นก็เป็นการจรรโลงโลกอย่างหนึ่งแล้วอย่างการบ่นในเฟซบุ๊กก็คือการทำร้ายคนอื่นเหมือนกัน มันคือการถ่ายทอดพลังงานที่เป็นด้านลบให้กับคนอื่น ทำให้คนอื่นหงุดหงิดรำคาญไปด้วย เริ่มง่ายๆที่ความคิดตัวเอง 

คิดอย่างไรถ้าเราจะขอเรียกพวกคุณว่าเป็น “นักผสมผสานทักษะ” และคิดว่าการผสมผสานทักษะในความหมายของพวกคุณคืออะไร 
เบียร์: เราเห็นโอกาส คอนเทนต์ หรือแม้แต่ทักษะต่างๆแล้วเราก็พยายามจับนู่นผสมนี่โยนเข้ามาผสมด้วยกันแล้วก็พยายามตบให้มันกลมมากที่สุด สร้างเป็นเครื่องมือหนึ่งขึ้นมาเอาจริงๆมันก็คือวิธีการทำงานของพวกเรานี่แหละ ถึงพวกเราจะโตมากันคนละแบบเรียนคนละสายแต่ว่าสิ่งที่พวกเราจับมาผสมผสานไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาหรือทักษะอย่างเดียว แต่มันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราเคยรับรู้มาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าข้าวของใน Very Kind Invention มีหลายประเภทมากตั้งแต่หนังสือดีไซน์ หนังสือศิลปะ แผ่นเสียง หนังสือแฟชั่น หนังสือที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยก็มี วัฒนธรรมจีนก็มี เราสนใจหลายอย่างมากมาย เราก็เลยมิกซ์สิ่งต่างๆเหล่านี้เข้ามาในเนื้องานด้วย นอกจากการผสมผสานทักษะแล้ว เราต้องเห็นก่อนและเข้าใจในสิ่งต่างๆพอเราเข้าใจก็จะรู้แล้วว่าเราจะหยิบ อะไรมาโยนอะไรใส่ลงไปและเราจะมิกซ์อะไร ในงานนี้จะเอาสไตล์ไหน เทคนิคไหน วัสดุไหนมาเล่น เพราะฉะนั้นเราเลยต้องดูเยอะมาก อ่านเยอะมาก ฟังเยอะมาก เพื่อที่จะได้เห็นได้เยอะที่สุดและเข้าใจกับมันให้มากที่สุด 
เบียร์และนิว: อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเสริมก็คือนักผสมผสานทักษะจะต้องมีความเข้าใจในหลายๆอย่าง โดยไม่ตัดสินหรือยึดติดกับอุดมคติ วิธีการคิดแบบเดิมๆเราต้องเปิดกว้างให้มากที่สุด CREATIVE INGREDIENTS 
กิจกรรมยามว่าง 
เบียร์: พวกเราชอบเล่นละครกันเพราะการที่เราจะผสมผสานอะไรสักอย่าง เราต้องทำความเข้าใจสิ่งๆนั้น เราต้องเห็น เข้าใจ เอาตัวเราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้น นี่คือวิธีการออกแบบประสบการณ์ 

สถานที่ที่ชอบไป 
นิว: เวลามีกิจกรรมอะไร พวกเราก็ไปทุกงาน เช่น ไปงานฉายหนังใต้สะพาน งานดนตรีใน สวนสาธารณะ อย่างน้อยเราได้เรียนรู้ เปิดหูเปิดตา ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ พยายามใช้ชีวิต ให้มากที่สุด 
เบียร์: พวกเราชอบไปงานเอ็กซ์โป ไปดูคนว่าเขาทำอะไรกัน ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย เมืองนอก ด้วย ดูว่างานที่มันเกิดขึ้นในโลกมันมีอะไรบ้าง อย่างงานโอท็อป พวกเราก็ชอบไปมาก เพราะ เราได้เจอช่างทอผ้าจากหมู่บ้านที่เราไม่ได้เคยได้ยินชื่อ แต่งานสวยมาก อย่างงานล่าสุดที่ไป เราได้ไปเจอนักวิจัยเกี่ยวกับผ้าไหม ไม่ใช่แค่ผ้าไหมไทย แต่เขาจะเดินทางไปตามที่ต่างๆ สรรหาผ้าตามหมู่บ้านต่างๆ เช่น ลาว เวียดนาม เราก็จะไปดูวิธีการเล่าเรื่องเชิงวัฒนธรรม ต่างๆ ออกมา ได้รู้ว่าคนไทยมีอะไรมากกว่าที่เราคิด 
กัน: สิ่งหนึ่งที่พวกเราชอบมากๆ คือการไปเที่ยว ไม่ว่าจะต่างจังหวัด นอกประเทศ ไกลหรือ ใกล้ แล้วเวลาไปเราต้องลงไปให้ลึกที่สุด ต้องไปที่ๆ เขาอยู่กันจริงๆ ต้องไปเที่ยวไปดูทั้งหมด 
นิว: เราว่าการไปเที่ยวทำให้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เวลาเราเจออะไรใหม่ๆ ก็จะมาทำความ เข้าใจกันว่า เขาทำแบบนี้เพราะเมืองมันเป็นแบบนี้ นั่งวิเคราะห์กัน 
เบียร์: เราจะไม่ตัดสินแบบเหมารวม แต่จะพยายามทำความเข้าใจกับเขา เราเคยไปเรียนต่าง ประเทศก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไทยน้อยลง เราก็ยังสนใจความเป็นไทยหรือ วัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่ หรือแม้กระทั่งแมสสุดๆ เราก็ต้องเข้าใจมันให้ได้ เพราะว่าอย่างที่บอก “Good Mixer” คือ คุณเห็นสิ่งๆ หนึ่ง คุณก็ต้องพยายามทำความเข้าใจกับมัน ยิ่งคุณเห็นได้ มากที่สุดและพยายามทำความเข้าใจกับมันได้มากที่สุด คุณก็จะมีความสามารถในการผสม ผสานสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อมมากที่สุดเช่นกัน
(0)
Share
TCDC
Keep by TCDC
2147
FOLLOWER

จุดเริ่มต้นของ “โคโคนัท โปรเจ็กต์” และ การรวมตัวกันของ Very Kind Invention

"พวกคุณทั้ง 4 คนมารวมตัวกันในงาน “โคโคนัท โปรเจ็กต์” ได้อย่างไร
เบียร์: ตอนนั้นพวกเรายังเด็กมาก ประมาณปี 2 ปี 3 และคิดว่าในเมืองไทยยังไม่ค่อยมีพื้นที่งานแสดงดนตรีหรือศิลปะแนวทดลองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับงานจริงๆเราก็เลยคิดทำซะเอง ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโคโคนัท โปรเจ็กต์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับจัดแสดงงานศิลปะ งานดีไซน์ ดนตรี แฟชั่น ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะต้องทำออกมาในรูปแบบงานอีเวนท์เท่านั้น มันเหมือนกับคอมมูนิตี้เล็กๆมากกว่าศิลปินที่มาร่วมงานก็จะมีเพื่อน และคนที่รู้จักจากการทำงานด้วย
แล้วมารวมตัวกันอีกครั้งเป็น Very Kind Invention ได้อย่างไร
เบียร์: หลังจากเริ่มงานโคโคนัท โปรเจ็กต์ พวกเราก็เดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ เรียนกันคนละที่ คนละคณะ แต่ก็ได้จัดงานแฟชั่นโชว์ผ้าไทยด้วยกัน โดยมีศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ(SACICT)เป็นสปอนเซอร์หลักตอนนั้น เราอยากลองฉีกภาพลักษณ์และบริบทเดิมๆของผ้าทอไทย ก็เลยเชิญคนในวงการแฟชั่นจากทางอังกฤษมา ทั้งนักข่าวและแขกรับเชิญต่างๆในระดับอินเตอร์ จนได้มาเจอกับพี่คนหนึ่งที่ชวนเราไปทำโปรเจ็กต์ “Film on the Rocks” หลังจากที่ทำงานด้วยกันมามากแล้วสเกลของงานก็เริ่มใหญ่ขึ้น เลยคิดว่าคงจะต้องเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการ
ส่วนเรื่องชื่อ พวกเราค่อนข้างพิถีพิถันกับการเลือกชื่อมากๆพยายามเลือกชื่อที่สามารถบ่งบอกสิ่งที่เราอยากจะทำเวลาทำงานอะไรก็ตามเราขอให้มีเนื้อหาที่ดี “kind” ในที่นี้ หมายถึง “การคิดรอบด้าน (thoughtful)” ส่วนคำว่า “invention” ก็คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา สร้างสรรค์ทางเลือกใหม่ๆให้กับลูกค้า โดยมีเนื้อหาที่ดีและผ่านกระบวนการคิดอย่างรอบด้าน
ในขณะที่เอเจนซี่และสตูดิโอหลายๆ แห่งจะมี จุดยืนหรือจุดเด่นที่ชัดเจน เช่น กราฟิกดีไซน์ ดิจิทัลมีเดีย แล้ว Very Kind Invention มอง จุดยืนของตนเองว่าเป็นใคร
เบียร์: พวกเราวางตัวเองเป็นนักวางคอนเซ็ปต์และออกแบบประสบการณ์(Concept and Experience Designer)เพราะเราไม่อยากจำกัดว่าผลลัพธ์หรือรูปแบบการทำงานจะต้องออกมาเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น เราไม่ได้ยึดว่า เราเป็นคนทำงานผลิตงานกราฟิกหรือออกแบบ งานนิทรรศการ "
1 KEEP
TCDC
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
4
1
1
1
0
0
0
0
0
0