ข้อได้เปรียบของประเทศไทยมีอยู่แล้ว ท่านอธิบดีได้กล่าวทิ้งท้ายว่าข้อได้เปรียบของประเทศไทยมีอยู่แล้ว อยู่ที่ผู้ประกอบการที่จะทำอย่างไรถึงจะรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้ดำรงสืบไปและพัฒนาสิ่งเหล่านั้นให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปได้ “เหมือนกับว่าพระเจ้าประทานพรมาให้เราหมดแล้วค่ะ เพียงแต่คนในชุมชนนั้นจะรักษาสิ่งที่ประทานพรมาให้ได้ยังไง ดิน นํ้า อากาศ ลม เรามีครบ แต่วันที่พวกคุณไม่ได้รักษาสิ่งที่เป็นประโยชน์ของชุมชนก็จะถูกทำลายไปเองเหมือนกับชื่อเสียงของ GI ถ้าหากคนในชุมชนท้องถิ่นไม่สามารถรักษามาตรฐานของสินค้าได้ตามที่กำหนดสินค้าก็จะเสื่อมสลายไปค่ะ”
หากจะพูดกันถึงเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา หลายคนคงจะนึกถึงเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรกันเป็นส่วนมาก เพราะทั้งสามสิ่งมักจะปรากฏตามข่าวอยู่เป็นประจำ จนทำให้บางคนถึงกับเข้าผิดว่าทรัพย์สินทางปัญญาหมายถึงแค่สามสิ่งนี้เท่านั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ทรัพย์สินทางปัญญายังมีอีกมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ Geographical Indications หรือ GI)ที่กำลังจะถูกผลักดันให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในแวดวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย
โดยท่านอธิบดีได้กล่าวถึงความหมายของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ว่า “เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง โดยมีชื่อ สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายใดๆ ที่ใช้
กับแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้ามีความเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีมานานแล้วมีปัจจัยธรรมชาติที่เป็นสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ของแหล่งผลิตผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ ที่สั่งสมกันมา ทำการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมีลักษณะเฉพาะ จนเป็นที่กล่าวขานกันทั่วไป”
มีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 46 สินค้า เช่น ส้มโอนครชัยศรี เป็นส้มโอพันธุ์ทองดีและพันธุ์ขาวนํ้าผึ้งซึ่งปลูกในอำเภอนครชัยศรี มีรสหวานอมเปรี้ยว ไม่มีรสขมหรือรสซ่า ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท ปลูกในจังหวัดชัยนาทมีรสฉํ่าหวานซ่อนเปรี้ยวกำลังเหมาะมีเนื้อสีนํ้าผึ้งทองและเนื้อแห้ง และศิลาดลเชียงใหม่เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ทำจากเนื้อดินดำเคลือบสีเขียวมีความใส และมีรอยราน เป็นต้น
ทั้งนี้ ท่านอธิบดีได้เน้นยํ้าถึงคุณลักษณะของ GIที่เป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนนั้นๆ ว่า “มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนนั้นๆ มายาวนาน เพียงแต่ประชาชนในชุมชนผู้เป็นเจ้าของ GI จะเล็งเห็นถึงคุณค่า ความสำคัญและลุกขึ้นมาร่วมกันพัฒนาต่อยอดและปกป้องชื่อเสียงของสินค้าในท้องถิ่นของตนหรือไม่ ซึ่งการนำสินค้าชุมชนมาขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นในการให้ความคุ้มครองทางกฎหมายต่อสินค้าชุมชน เพื่อปกป้องชื่อเสียงที่สั่งสมมาช้านานของสินค้า และสามารถนำ Story หรือเรื่องราวของสินค้ามาประกอบเพิ่มสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนได้อีกด้วย”
พร้อมกันนั้นท่านอธิบดีก็ได้ยกตัวอย่างถึงกรณีของสินค้า GI ที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มมูลค่าของไทยว่าได้แก่ “สับปะรดภูแลเชียงราย เป็นสับปะรดพันธุ์ภูเก็ตที่นำไปปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ทำให้มีลูกเล็ก รสชาติหวานกรอบ แกนสามารถทานได้ประมาณปี 2547-48 ก่อนขึ้นทะเบียน ราคาหน้าสวนกิโลกรัมละ 8 บาทปัจจุบันนี้ มีราคาหน้าสวนสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 23 บาท หรือราคาขายปลีกกิโลกรัมละ 35 บาท เป็นกิโลกรัม 50 บาท และทราบว่ากำลังปรับราคาเป็นกิโลกรัมละ 60 บาท ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการที่สินค้าได้รับ “แบรนด์ชุมชน” อย่าง GI จะส่งผลดีอย่างยิ่ง แต่สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการในชุมชนที่จะใช้ GI ควรคำนึงถึงคือแม้ว่าพวกเขาจะมีสิทธิใช้ GI กับสินค้าของตัวเองได้ตามสภาพทางภูมิศาสตร์ก็จริง แต่พวกเขาก็ต้องรักษาคุณภาพของสินค้าตัวเอง เพื่อไม่ให้เสียไปถึงแบรนด์ชุมชนด้วยเช่นกัน ดังที่ท่านอธิบดีได้กล่าวเอาไว้ว่า“ชุมชนจะได้ผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อพวกคุณรักษาคุณภาพสินค้าได้คงเดิม ได้มาตรฐานตามนั้น” ในขณะเดียวกัน ท่านอธิบดีก็มีความคิดเห็นว่าสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP ก็ควรจะใช้ประโยชน์จาก GI และพัฒนาสินค้าของตัวเองให้มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับด้วยเช่นกัน“เดิมที OTOP ใช้วิธีคัดกันมาแล้วมาประกวด โดยเอาของที่มีอยู่แล้วมาประกวดกัน พอตอนหลังเผยแพร่ความรู้ออกไป สินค้าอย่างเดียวกันก็เกิดขึ้นเยอะ สินค้าซํ้ากัน วิธีเดิมอาจใช้ได้ผลในช่วงแรกเพราะตอนนั้นOTOP เพิ่งเริ่มต้น แต่ OTOP รุ่นใหม่อยากเสนอแนะว่าให้ดูว่าของดีในจังหวัดนั้นคืออะไรแล้วปั้นขึ้นมา ภูมิศาสตร์การขอขึ้นทะเบียน GI ใช้ระยะเวลาไม่นานอย่างที่คิด หากคำขอที่ยื่นเข้ามาไม่มีข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลง จะใช้เวลาเพียง 7 เดือนนับจากวันที่ยื่นคำขอ และมีค่าใช้จ่ายเพียง500 บาท โดยส่วนมากผู้นำชุมชน เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดพาณิชย์จังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้นำกลุ่มเกษตรกร เป็นต้นจะเป็นผู้ดำเนินการร่างและยื่นคำขอ GI
(0)
Share
idesign
Keep by idesign
2838
FOLLOWER

ข้อได้เปรียบของประเทศไทยมีอยู่แล้ว

"ท่านอธิบดีได้กล่าวทิ้งท้ายว่าข้อได้เปรียบของประเทศไทยมีอยู่แล้ว อยู่ที่ผู้ประกอบการที่จะทำอย่างไรถึงจะรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้ดำรงสืบไปและพัฒนาสิ่งเหล่านั้นให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปได้ “เหมือนกับว่าพระเจ้าประทานพรมาให้เราหมดแล้วค่ะ เพียงแต่คนในชุมชนนั้นจะรักษาสิ่งที่ประทานพรมาให้ได้ยังไง ดิน นํ้า อากาศ ลม เรามีครบ แต่วันที่พวกคุณไม่ได้รักษาสิ่งที่เป็นประโยชน์ของชุมชนก็จะถูกทำลายไปเองเหมือนกับชื่อเสียงของ GI ถ้าหากคนในชุมชนท้องถิ่นไม่สามารถรักษามาตรฐานของสินค้าได้ตามที่กำหนดสินค้าก็จะเสื่อมสลายไปค่ะ”"
1 KEEP
idesign
0 LOVES
COMMENT
SQUARE