SHORT HISTORY OF BABY BOOMERS ว่ากันว่า ประวัติศาสตร์ของ ‘เบบี้บูมเมอร์’ เริ่มต้นขึ้นเมื่อทหารหาญหนุ่มๆ ‘กลับบ้าน’ จากสงคราโลกครั้งที่สอง
พวกเขากลับไปยังสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย เพื่อเริ่มต้นครอบครัว แม้หลายคนจะบาดเจ็บทั้งทางกายและทางใจจากโรคหวาดผวาหลังสงคราม แต่กระนั้น ‘การกลับบ้าน’ ครั้งนี้ ก็ได้ทำให้เกิดการ ‘เร่งสร้าง’ ทรัพยากรมนุษย์ ทั้งที่เกิดจากนโยบายของประเทศและที่มาจากแรงขับภายใน
คุณเคยเห็นต้นมะม่วงที่ถูกเฉาะต้นแล้วเร่งออกลูกไหม นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์หลายรายก็วิเคราะห์ไว้คล้ายๆ กัน นั่นคือ เมื่อมนุษย์ผ่านสงคราวที่ร้ายกาจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกมา พวกเขาย่อมมีแรงขับอยู่ลึกๆ ที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าใจฐานะผู้ชนะสงครามหรือพ่ายแพ้ก็ตาม ดังนั้น แทบทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโลกตะวันตกหรือตะวันออก (เช่นญี่ปุ่น) จึงเกิดภาวะ ‘เบบี้บูม’ ขึ้นแทบจะพร้อมๆ กันของสหรัฐอเมริกานั้น อัตราการเกิดของทารกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 1946-1964 ในแคนาดาคือช่วงปี 1947-1966 ส่วนในออสเตรเลียคือ 1946-1961 ในญี่ปุ่นก็อยู่ในช่วงเดียวกัน คือราว 1947-1960 เช่นเดียวกับประเทศไทย
    สำหรับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นต้นแบบและต้นธารไลฟ์สไตล์ของเบบี้บูมเมอร์นั้น ประมาณว่ามีทารกเกิดในช่วงนั้นถึงราว 79 ล้านคน คนเหล่านี้เติบโตมากับเทศกาลดนตรีวู้ดสต็อก, สงครามเวียดนามและประธานาธิบดีจอห์น เอฟ, เคนเนดีในโลกยุคปัจจุบัน เบบี้บูมเมอร์มาถึงวัย ‘แซยิด’ คือ 60 ปี เป็นครั้งแรกในช่วงปี 2006-2007 ของสหรัฐอเมริกานั้น นับรวมประธานาธิบดีเบบี้บูมเมอร์สองคนแรกด้วย นั่นคือ บิล คลินตัน และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งเกิดในปี 1946 ทั้งคู่
อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดในเชิงประชากรศาสตร์ ภาวะเบบี้บูมนั้นไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นช่วงเวลาไหนในประวัติศาสตร์ แต่หมายถึงช่วงที่มีอัตราการเกิดประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งโดยมากเกิดขึ้นตามปัจจัยแวดล้อมของสภาพเศรษฐกิจ การเมืองหรือความเชื่อในสังคมหลายคนอาจคิดว่า นโยบายของรัฐมีส่วนทำให้เกิดเบบี้บูมขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วในประวัติศาสตร์นั้น ภาวะเบบี้บูมไม่อาจ ‘จัดตั้ง’ ให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หรอกนะครับ ประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมการมีลูกนั้นส่วนใหญ่แล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่ภาวะเบบี้บูมมักจะเกิดขึ้นเองซึ่งภาวะเบบี้บูมที่มักพูดถึงกันบ่อยๆ ก็คือช่วงเวลาที่ว่าไปข้างต้น นั่นคือ หลังสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง
    แต่นอกเหนือจากเบบี้บูมครั้งใหญ่ที่ว่ามาแล้ว ยังมีเบบี้บูมขนาดเล็กเกิดขึ้นอีกในช่วง 1978-1992 ทารกที่เกิดในช่วงนี้คือลูกๆ ของเหล่าเบบี้บูมเมอร์รุ่นแรกนั่นเอง โดยจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Baby Boomlet นอกจากนี้ยังมีบางปีที่มีทารกเกิดมาเป็นพิเศษ อาทิเช่น ปี 2000 เพราะหลายคนอยากให้ลูกเป็นรุ่น ‘มิลเลนเนียม’ ซึ่งประจวบเหมาะกับเป็นปีที่สภาวะเศรษฐกิจดี และความเชื่อของจีนบอกว่าเป็นปีมังกรทอง ทำให้คนแห่มีลูกกัน แต่ภาวะเบบี้บูมที่ว่านี้ ถือเป็นภาวะที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น  ไม่เหมือนยุคเบบี้บูมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งส่งผลให้เรียกกลุ่มคนในรุ่นนั้นว่าเป็น Baby Boomers (โดยใช้ตัวอักษรนำ)
     พ่อๆ ของพวกเรา คือคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ !
ใช่! ในขณะที่โลกและนักการตลาดกำลังตื่นเต้นกับคนยุคใหม่อย่าง Generation Y หรือรุ่นกลางเก่ากลางใหม่อย่าง Generation X ที่กำลังจะกลายเป็นกลุ่มคนสูงอายุที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า แต่ GM กลับอยากชวนคุณหันมาร่วมพินิจคนรุ่นหนึ่ง  พวกเขาคือคน ‘รุ่นพ่อ’ (และแม่) ของคนรุ่นเอ็กซ์และวายซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นคนรุ่น B หรือ Baby Boomers ที่สำคัญ ไม่ว่าคนรุ่นใหม่จะอ้างว่าตนขับเคลื่อนโลกและสังคมอย่างไรก็แล้วแต่ ทว่าต่างต้องยอมรับว่า เป็นเบบี้บูมเมอร์ต่างหาก ที่นั่งอยู่บนยอดสูงสุดของพีระมิดสังคม ทั้งในฐานะผู้นำทางการเมืองที่มีทั้งยังแอ็คทีฟ และที่ทั้งหลบฉากไปอยู่เบื้องหลังหรือในฐานะไทคูนที่ก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเองมา และมีทั้งที่วางมือแล้วแต่ยังกำหนดทิศทางของกิจการอยู่เงียบๆ เบื้องหลังรวมถึงที่ยังไม่ยอมวางมือง่ายๆ และกำลังสนุกกับงานเหมือนไม่เคยผ่านวัยหนุ่มสาวมาก่อน
     GM พูดถึงเบบี้บูมเมอร์ในฐานะ ‘พ่อ’ ซึ่งอาจสำแดงอคติทางเพศให้เห็น แต่ถ้าอคติทางเพศนี้จะเป็นของใครสักคนก็คงเป็นของคนรุ่นพ่อแม่ของเบบี้บูมเมอร์อีกชั้นหนึ่ง เพราะคนสมัยก่อนนั้นมักมองว่าในพื้นที่สาธารณะนั้น ผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิง ผู้ชายจึงได้รับการศึกษามากกว่า เมื่อเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่นั่นเองที่ผู้ชายจะครอง ‘พื้นที่อำนาจ’ มากกว่าผู้หญิง
      ฉะนั้น  เราจึงเลือกที่จะกล่าวว่า Our Dads are Baby Boomers ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเราละเลยผู้หญิง แต่เพราะนี่คือ ‘ลักษณะเฉพาะ’ อย่างหนึ่งของคนรุ่นนี้       เบบี้บูมเมอร์มีความสำคัญอย่างไรกับสังคมไทย พวกเขาเป็นใคร มีความรู้สึกนึกคิดและชุดความคิดอย่างไร แตกต่างอย่างไรกับคนรุ่นเอ็กซ์หรือวาย และความแตกต่างนั้นสร้างข้อดี-ข้อเสีย ให้กับสังคมไทยอย่างไรบ้างไหม-นั่นคือประเด็น
โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว กล่าวได้ว่า เบบี้บูมเมอร์คือ ‘คนรุ่นสุดท้าย’ ที่ยังทันเห็น ‘โลกเก่า’ ใบที่ยังไม่เคยมีอินเตอร์เน็ต ไม่เคยพานพบสื่อใหม่ เว็บไซต์ และข้อมูลข่าวสารที่หลังไหลถ่ายเทอย่างรวดเร็ว พวกเขากับคนรุ่นถัดๆ มาอย่างเอ็กซ์และวาย จึงมีวิถีชีวิตและวิธีมองโลกที่แตกต่างกันอย่างถึงรากที่สำคัญไม่เคยมีใครมองเรื่องเหล่านี้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ ส่วนมากมักมองประเด็นเจเนอเรชั่นเฉพาะในแง่มุมทางการตลาดว่านักการตลาดจะ ‘ขาย’ อะไรให้สอดรับกับจริตของคนแต่ละรุ่นได้บ้าง แต่หากมองให้ลึกซึ้งลงไป ‘รอยต่อ’ ระหว่างรุ่นที่เกิดขึ้นในบทตอนนี้ของประวัติศาสตร์โลกเป็นรอยต่อที่ใหญ่โต มันเป็นมากกว่าช่องว่างระหว่างวัยของกลุ่มคนที่มีฮอร์โมนแห่งวัยแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะบริบททางสังคมและกระบวนทัศน์หรือ Paradigm ของผู้คนก็แตกต่างกันไปด้วย ส่งผลให้ ‘คุณค่าแห่งชีวิต’ และ ‘ความสุขแห่งชีวิต’ ของคนแต่ละรุ่นแตกต่างกัน
     โดยทั่วไป เบบี้บูมเมอร์คือกลุ่มคนที่ทรงอาญาสิทธิ์ที่สุด เพราะพูดได้ว่าถึงวันนี้ พวกเขาประสบความสำเร็จพอดูกับการบรรจงสร้างสังคมที่มีเครงสร้างเกื้อหนุนอาวุโส วัยวุฒิ และคุณวุฒิ โดยใช้เวลายาวนานแต่อาญาสิทธิ์นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างไหมในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนใบนี้นั่นคือคำถามที่ส่งผลสะเทือนต่อสังคมโดยรวมเป็นอย่างยิ่ง!
    ในคอลัมน์ HR Corner ของ บุญชัย พงศ์รุ่งทรัพย์ ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 กันยายน 2552 ว่าด้วยเรื่อง ‘ผสมผสานการบริหารในทุกเจเนอเรชั่น’ ผู้เขียนเล่าถึงงานที่ HR หรือฝ่ายบริหารงานบุคคล (Human Resource) กำลัง ‘ตระหนัก’ และให้ความสำคัญมากในช่วงเวลานี้
    งานที่ว่านั้นตรงตามหัวข้อเรื่อง นั่นก็คือฝ่าย HR ต้อง ‘ผสมผสาน’ การบริหารของคนในรุ่นต่างๆ ที่อยู่ร่วมกันในองค์กรหนึ่งๆ ถ้าคุณลองทอดตาดูองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นบริษัทขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ แต่หมายรวมไปถึงองค์กรต่างๆ ทุกอย่าง เช่น พรรคการเมือง, เอ็นจีโอต่างๆ, มูลนิธิ, สมาคม, โรงเรียน, โรงพยาบาล, ธนาคาร หรืออะไรก็ตาม เราจะพบว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วง ‘รอยต่อ’ ที่มีคน ‘รุ่นต่างๆ’ เข้ามาผสมปนเปและปะทะสังสรรค์กันอยู่มากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมากในประวัติศาสตร์
    จริงอยู่ เมื่อร้อยปีที่แล้ว ในจตุสดมภ์เวียงวังคลังนา ก็คงมีคนวัย 50s-60s เป็นผู้กุมบังเหียน มีคนวัย 40s เป็นคล้ายๆ ผู้บริหารระดับกลาง และมีคนวัย 20s เป็นแรงงานหรือคนทำงานคล้ายๆ กับองค์กรในปัจจุบันนี้นี่แหละครับ แต่ที่แตกต่างกันก็คือ เมื่อร้อยปีที่แล้ว คนวัย 60s กับ 40s และ 20s นั้น ไม่ได้มี ‘ชุดความคิด’ (Mindset) ที่แตกต่างกันเท่าไหร่
เรามักบอกว่าโลกยุคก่อนสงบร่มเย็น แต่ที่จริงแล้วเป็นเพราะดูเหมือนว่าสังคมยุคก่อนนั้นไม่ค่อยมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากนัก (พูดเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า ไม่ Eventful) แต่จริงๆ แล้วอาจมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายไม่แพ้โลกในยุคปัจจุบันนี้ก็ได้ เพียงแต่การติดต่อสื่อสารที่มีน้อย ทำให้แต่ละคนไม่ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ของคนอื่น จึงดูเหมือนโลกนั้น Uneventful ซึ่งมีส่วนทำให้รู้สึกเหมือนว่าโลกนั้นสงบร่มเย็น แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่ายิ่งใคร Eventful มากเท่าไหร่ คนคนนั้นก็จะยิ่งรู้สึกเหมือนผ่านโลกมานานขึ้น เช่นคนอายุ 50 ปีเท่ากัน คนหนึ่งชีวิตราบเรียบ อีกคนหนึ่งมีเรื่องราวในชีวิตมากมาย เราจะพบว่าคนแรกผ่านชีวิตมากน้อยกว่า แต่คนหลังจะ ‘กร้านโลก’ มากกว่า และดูเหมือนเขามีชีวิตที่ยืนยาวกว่าด้วย เพราะผ่านพบอะไรมามากกว่า
Board: Our Dads
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

SHORT HISTORY OF BABY BOOMERS

"ว่ากันว่า ประวัติศาสตร์ของ ‘เบบี้บูมเมอร์’ เริ่มต้นขึ้นเมื่อทหารหาญหนุ่มๆ ‘กลับบ้าน’ จากสงคราโลกครั้งที่สอง
พวกเขากลับไปยังสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย เพื่อเริ่มต้นครอบครัว แม้หลายคนจะบาดเจ็บทั้งทางกายและทางใจจากโรคหวาดผวาหลังสงคราม แต่กระนั้น ‘การกลับบ้าน’ ครั้งนี้ ก็ได้ทำให้เกิดการ ‘เร่งสร้าง’ ทรัพยากรมนุษย์ ทั้งที่เกิดจากนโยบายของประเทศและที่มาจากแรงขับภายใน
คุณเคยเห็นต้นมะม่วงที่ถูกเฉาะต้นแล้วเร่งออกลูกไหม นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์หลายรายก็วิเคราะห์ไว้คล้ายๆ กัน นั่นคือ เมื่อมนุษย์ผ่านสงคราวที่ร้ายกาจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกมา พวกเขาย่อมมีแรงขับอยู่ลึกๆ ที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าใจฐานะผู้ชนะสงครามหรือพ่ายแพ้ก็ตาม ดังนั้น แทบทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโลกตะวันตกหรือตะวันออก (เช่นญี่ปุ่น) จึงเกิดภาวะ ‘เบบี้บูม’ ขึ้นแทบจะพร้อมๆ กันของสหรัฐอเมริกานั้น อัตราการเกิดของทารกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 1946-1964 ในแคนาดาคือช่วงปี 1947-1966 ส่วนในออสเตรเลียคือ 1946-1961 ในญี่ปุ่นก็อยู่ในช่วงเดียวกัน คือราว 1947-1960 เช่นเดียวกับประเทศไทย
สำหรับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นต้นแบบและต้นธารไลฟ์สไตล์ของเบบี้บูมเมอร์นั้น ประมาณว่ามีทารกเกิดในช่วงนั้นถึงราว 79 ล้านคน คนเหล่านี้เติบโตมากับเทศกาลดนตรีวู้ดสต็อก, สงครามเวียดนามและประธานาธิบดีจอห์น เอฟ, เคนเนดีในโลกยุคปัจจุบัน เบบี้บูมเมอร์มาถึงวัย ‘แซยิด’ คือ 60 ปี เป็นครั้งแรกในช่วงปี 2006-2007 ของสหรัฐอเมริกานั้น นับรวมประธานาธิบดีเบบี้บูมเมอร์สองคนแรกด้วย นั่นคือ บิล คลินตัน และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งเกิดในปี 1946 ทั้งคู่
อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดในเชิงประชากรศาสตร์ ภาวะเบบี้บูมนั้นไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นช่วงเวลาไหนในประวัติศาสตร์ แต่หมายถึงช่วงที่มีอัตราการเกิดประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งโดยมากเกิดขึ้นตามปัจจัยแวดล้อมของสภาพเศรษฐกิจ การเมืองหรือความเชื่อในสังคมหลายคนอาจคิดว่า นโยบายของรัฐมีส่วนทำให้เกิดเบบี้บูมขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วในประวัติศาสตร์นั้น ภาวะเบบี้บูมไม่อาจ ‘จัดตั้ง’ ให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หรอกนะครับ ประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมการมีลูกนั้นส่วนใหญ่แล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่ภาวะเบบี้บูมมักจะเกิดขึ้นเองซึ่งภาวะเบบี้บูมที่มักพูดถึงกันบ่อยๆ ก็คือช่วงเวลาที่ว่าไปข้างต้น นั่นคือ หลังสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง
แต่นอกเหนือจากเบบี้บูมครั้งใหญ่ที่ว่ามาแล้ว ยังมีเบบี้บูมขนาดเล็กเกิดขึ้นอีกในช่วง 1978-1992 ทารกที่เกิดในช่วงนี้คือลูกๆ ของเหล่าเบบี้บูมเมอร์รุ่นแรกนั่นเอง โดยจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Baby Boomlet นอกจากนี้ยังมีบางปีที่มีทารกเกิดมาเป็นพิเศษ อาทิเช่น ปี 2000 เพราะหลายคนอยากให้ลูกเป็นรุ่น ‘มิลเลนเนียม’ ซึ่งประจวบเหมาะกับเป็นปีที่สภาวะเศรษฐกิจดี และความเชื่อของจีนบอกว่าเป็นปีมังกรทอง ทำให้คนแห่มีลูกกัน แต่ภาวะเบบี้บูมที่ว่านี้ ถือเป็นภาวะที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่เหมือนยุคเบบี้บูมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งส่งผลให้เรียกกลุ่มคนในรุ่นนั้นว่าเป็น Baby Boomers (โดยใช้ตัวอักษรนำ)"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT