GENERATION TALK ภัทราวดี มีชูธน นักแสดง ครูสอนศิลปะการแสดง และเจ้าของโรงละคร ภัทราวดี มีชูธน
นักแสดง ครูสอนศิลปะการแสดง และเจ้าของโรงละคร
คนรุ่นเบบี้บูมมีความแตกต่างหลากหลาย บางคนทำงานหนัก ส่วนบางคนทำงานพอสมควร ขณะที่บางคนก็สนุกกับการทำงานขึ้นกับลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล ถ้าจะเหมารวมว่าคนที่เกิดในยุคนั้นมีลักษณะนิสัยเหมือนกันหมดคงไม่ถูกต้องนัก สมัยนั้นมีการอบรมสั่งสอนกันว่า ‘งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลคือสุข’ เหมือนเป็นคำขวัญประจำยุคสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ ที่สอนให้คนขยันขันแข็ง ให้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า 
สาเหตุที่ดิฉันทำงานอย่างขยันขันแข็งเพราะได้แบบอย่างมาจากคุณแม่ที่ขยันขันแข็ง ซึ่งไม่ใช่คนในยุคเบบี้บูม หากไล่ย้อนกลับไปถึงยุคบรรพบุรุษของดิฉันก็คงขยันขันแข็งเหมือนกัน ลักษณะเช่นนี้จึงถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น
ในยุคสมัยที่ดิฉันเติบโตมา อาชีพร้องรำทำเพลงยังไม่ถือว่าเป็นอาชีพสักเท่าไหร่ ผู้ใหญ่มักมองว่าเป็นสิ่งที่ทำสนุกๆ ได้ แต่จะยึดเป็นอาชีพมันไม่แน่นอน ยุคนั้นไม่มีค่ายแกรมมี่ และไม่มีโรงละครที่มั่นคงถาวร เหตุผลหลักที่ดิฉันสามารถทำงานด้านศิลหะการละครได้เพราะตัวเองทำอาชีพอื่นอยู่ด้วย ครอบครัวมีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ พอทำมาเรื่องๆ จึงเกิดความชำนาญ เริ่มกลายเป็นอาชีพที่มั่นคงขึ้นมาได้
ขึ้นชื่อว่าเด็ก ไม่ว่าจะเกิดในเจเนอเรชั่นไหนก็เหมือนๆ กันหมดแหละ เพียงแต่มีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง ถ้าพ่อแม่มีราก ต่อให้ลูกไปเติบโตในทางไหนก็ตาม รากนั้นจะยังคงอยู่ เว้นเสียแต่ว่าถ้าเด็กโตขึ้นมาโดยขาดการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่หรือจากโรงเรียน รากจะสั้น แต่ถ้ารากเราลึก ยิ่งแตกสาขาไปได้มาก ต้นก็จะยิ่งโตขึ้น คนเหล่านี้พอเริ่มเป็นผู้ใหญ่ อายุสัก 30 ก็เริ่มตกตะกอน มีองค์ความรู้มากขึ้น นำความใหม่ที่ตัวเองค้นพบกับสิ่งที่พ่อแม่อบรมบ่มเพาะมาผสมกัน กลายเป็นตัวเราในปัจจุบัน ยกตัวอย่างครูนาย (มานพ มีจำรัส) ตอนนี้ก็ล่วงเข้าสู่วัย 40 ละ เห็นได้ชัดว่าครูนายมีองค์ความรู้ที่มากขึ้นๆ มีวิธีการพูดที่ดีขึ้น ไม่ใช่เถียงหรือทะเลาะกับครู เป็นการพูดอย่าง สุภาพและชาญฉลาด
จากประสบการณ์ ลูกศิษย์หลายๆ รุ่น จะเหมือนๆ กัน เข้ามาใหม่ๆ ไม่รู้อะไรเลย เหมือนอวิชชา เราต้องเคี่ยวเข็ญกันไป พอเก่งแล้วรู้มากแล้วก็จะกร่าง เริ่มเถียงเรา จากนั้นก็จะตกตะกอนมีเหตุผลมากขึ้น แสดงความคิดความเห็นที่ไม่ใช่เป็นการเถียงละ แต่เป็นความเห็นที่ชาญฉลาด บางคนก็ไปถึงขั้นเป็นปราชญ์
ดิฉันไม่เคยต้องปรับตัวให้เข้ากับคนในแต่ละยุค เพียงแต่ต้องยอมรับว่าคนแต่ละรุ่นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ เราเองตอนอยู่ในวัยเดียวกับพวกเขาก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ตอนเป็นเด็กเราก็ยังเคยมองว่าคนแก่นี่พูดมากจริงๆ ขี้บ่น ทำอะไรก็ไม่ได้ แต่พออายุเยอะขึ้นเรากลับมีนิสัยไม่ต่างจากคนแก่ที่เห็นตอนเด็กๆ 
คนรุ่นเบบี้บูมต้องเปิดในยอมรับ
GENERATION TALK
รศ.ดร. โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ 
อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์มติชน
“ผมสอนหนังสือมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ปีนี้ครบ 40 ปีพอดี การเป็นอาจารย์ทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างของลูกศิษย์ในแต่ละรุ่น ผมเคยสอนคนรุ่นเจนบีอยู่บ้าง ถัดมาก็ได้สอนคนรุ่นเจนเอ็กซ์ คน 2 รุ่นนี้ไม่ค่อยมีปัญหานะ มีความรับผิดชอบในการเรียนค่อนข้างดี แต่พอปี 2540 ที่ผมต้องสอนคนรุ่นเจนวาย ปรับตัวแทบไม่ทันเหมือนกัน เหมือนพวกเขาจะมองว่าคน 2 รุ่นก่อนหน้านั้นเป็นไดโนเสาร์ แต่ผมชื่นชมคนรุ่นนี้นะ พวกเขาเก่งในเรื่องการค้นคว้าข้อมูล มีอนาคตที่ยาวไกล ผมยังอดตื่นเต้นไปกับชีวิตพวกเขาไม่ได้เลย 
“Generation Gap มีอยู่เสมอมา การปรับตัวของคนต่างรุ่นกันขึ้นกับอีโก้ของแต่ละคน ส่วนใหญ่ก็เป็นอีโก้ของคนแก่นั่นแหละที่ปรับไม่ได้ แต่ถ้าปรับได้แล้วลองนึกย้อนกลับไปดูว่า มันเป็นโลกในแบบของคนรุ่นเขาแล้ว จะไปดึงรั้งเพื่อให้เหมือนกับยุคตนทำไม ก็จะใช้ชีวิตร่วมกันได้ง่ายขึ้น (หัวเราะ) เมื่อโลกเปลี่ยนเราก็ต้องเปลี่ยนตามโลก จะยื้อไว้ให้เหมือนในสมัยของฉันคงลำบาก อย่าแข็งขืนพยายามดึงให้โลกกลับมาเหมือนเก่าเลย
“ไม่ใช่คิดแต่จะให้คนรุ่นใหม่ที่เด็กกว่าเป็นคนปรับตัวเข้าหา ตัวเราเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกด้วย พออายุ 50 กว่าๆ ผมรู้สึกว่าถ้าไม่คิดที่จะหัดใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ต คงอยู่ในโลกนี้ลำบาก ผมจึงพักการสอนหนังสือเพื่อไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้
“เด็กสมัยนี้มีสัมมาคารวะน้อยลง แน่นอน เพราะค่านิยมในสังคมเปลี่ยนแปลงไปเยอะ คนรุ่นเจนบีและเจนเอ็กซ์ก็เคยมีปัญหาทำนองนี้เหมือนกัน แต่ไม่หนักหนาสาหัสเท่าไหร่ พอเจนเอ็กซ์มาเจอกับเจนวาย ซึ่งเจนเอ็กซ์ก็เคยเป็นขบถมาก่อนก็พอรับได้นะ หากคนรุ่นเจนบีไปเจอกับคนรุ่นเจนวายนี้สิเป็นเรื่อง เพราะลำบากในการปรับตัวเข้าหากันอย่างมาก”
ประสบความสำเร็จคือการขยายอายุเกษียณเพิ่มขึ้นอีก 2-5 ปี เช่น ญี่ปุ่นมีโครงการให้ผู้ที่เกษียณอายุแล้วกลับมาทำงานได้ แม้จะไม่ได้รับรายได้มากเท่าเดิม แต่ก็ยังพอมีรายได้และสร้างผลผลิตได้ หรือในสิงคโปร์ ผู้สูงอายุก็สามารถทำงานเล็กๆ น้อยๆ ได้ ส่วนที่สหรัฐอเมริกาก็ได้ขยายอายุเกษียณจาก 60 เป็น 65 ปี เป็นต้น
GM คงตอบไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่า ในอนาคต ภาพของสังคมไทยจะเป็นอย่างไรเมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป แต่เราเชื่อว่าต่อให้คนแต่ละรุ่นมี Mindset ที่ต่างกันแค่ไหน หากคนแต่ละรุ่นรู้จัก ‘เปิดใจ’ และ ‘รับฟัง’ กันและกัน ไม่ดื้อดึงยึดมั่นอยู่กับ ‘ประสบการณ์’ (ในกรณีของเบบี้บูมเมอร์) หรือ ‘ความทันสมัย’ (ในกรณีของตนรุ่นเอ็กซ์หรือวาย) แล้วใช้คุณค่าของตัวเองไปดูหมิ่นถิ่นแคลนหรือกดข่มคุณค่าของคนรุ่นอื่น,
สังคมไทยก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น
ความลึกซึ้ง หมายถึง ประสบการณ์ที่ ‘ลงลึก’ เข้าไปในโลกย์ ทั้งในแง่อารมณ์ความรู้สึก สัมผัสจินตนาการ ความคิดอันซับซ้อนของมนุษย์ปุถุชนที่มีกิเลสตัณหา หากปรารถนาความเข้าในที่ลึกซึ้ง เราต้องชัดเจนกับตัวเองว่าทิศ คือ ทิศ ‘ลง’ ไม่ใช่ขึ้น..ทาง ‘เข้า’ ไม่ใช่หาทาง ‘ออก’… ‘give in’ ไม่ใช่ ‘give up’ …การปล่อยจากการยึดมั่นจะทำให้เราสามารถลงไปในวัฎสงสารได้ลึกขึ้น ลึกขึ้น เข้าไป...ลงไป...เห็นแง่มุมอื่นๆ ของชีวิตที่เราไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เป็นประสบการณ์ที่เราไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เป็นประสบการณ์ที่ไม่ได้เกิดจาการถอยออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์ ผู้พิพากษา ผู้กำกับ ผู้เฝ้าดูความเป็นไปจากเบื้องบน อาจกล่าวได้ว่าความสูงส่งดูจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความเข้าใจที่ลึกซึ้งเลยแม้แต่น้อย
(http://facebook.com/tilopaho use)
ภาพยนตร์ไทยมักมีพระเป็นตัวละครหนึ่งที่สะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคม บทบาทของพระมักถูกคาดเดาได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นบทบาทให้คำแนะนำ สั่งสอน เตือนสติ และเป็นแบบอย่างที่ดีของคนในชุมชน ฉากในวัดก็มักหนีไม่พ้นวัดในชนบท ที่เช้าสายก็มีงานบุญ ค่ำลงมีงานวัด พระเอกต้องบวชเรียน หรือไม่ก็ต้องมีเจ้าอาวาสเป็นผู้ทรงภูมิ ที่รับบทโดย ดาวตลก อย่าง เท่ง เถิดเทิง หรือ เทพ โพธิ์งาม
หากพระคือตัวละครที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคม ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมภาพยนตร์ไทยจึงไม่กล้านำเสนอชีวิตพระมากไปกว่าภาพลักษณ์ที่สูงส่งดีงาม หรือความตลกโปกฮา พระดีดกีตาร์ก็โดนแบน พระสักก็ดูไม่งาม พระนักเลงก็ดูไม่ใช่พระ พระมีอารมณ์ทางเพศก็ดูไม่ดี พระกะเทยก็รับไม่ได้ ทั้งๆ ที่ภาพทั้งหมดคือสิ่งปกติธรรมดาที่มีให้เห็นอยู่เกลื่อนตาในสังคม
ภาพยนตร์ไทยจึงไม่เคยมีความสัมพันธ์แนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพุทธศาสนา ทุกเรื่องดูจะมีความอิหลักอิเหลื่อในการนำเสนอ เพียงแค่ดึงเอาจุดเด่นแบบเปลือกผิว มาประดับเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเรื่องสักการะเป็นพระประธาน หรือไม่ก็สั่งสอนชี้นำกันจนเลอะเทอะ กลายเป็นภาพยนตร์เทศนาเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือธรรมะชนะอธรรม ที่แวบแรกก็เดาได้แล้วว่าฉากสุดท้ายจะลงเอยเช่นไร บทภาพยนตร์ดูจะสะท้อนความเคอะเขินบางอย่างที่ขวางไม่ให้พุทธศาสนาสวมลงไปในเนื้อหาได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ข้อสังเกตของฉันในท่าทีความเกรงอกเกรงใจระหว่างภาพยนตร์ไทยกับพุทธศาสนาก็คือ การที่เรายังไม่สามารถพูดกันได้เต็มปากว่า พุทธศาสนา คือ ชีวิต
Board: Our Dads
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

GENERATION TALK ภัทราวดี มีชูธน นักแสดง ครูสอนศิลปะการแสดง และเจ้าของโรงละคร

"ภัทราวดี มีชูธน
นักแสดง ครูสอนศิลปะการแสดง และเจ้าของโรงละคร
คนรุ่นเบบี้บูมมีความแตกต่างหลากหลาย บางคนทำงานหนัก ส่วนบางคนทำงานพอสมควร ขณะที่บางคนก็สนุกกับการทำงานขึ้นกับลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล ถ้าจะเหมารวมว่าคนที่เกิดในยุคนั้นมีลักษณะนิสัยเหมือนกันหมดคงไม่ถูกต้องนัก สมัยนั้นมีการอบรมสั่งสอนกันว่า ‘งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลคือสุข’ เหมือนเป็นคำขวัญประจำยุคสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ ที่สอนให้คนขยันขันแข็ง ให้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
สาเหตุที่ดิฉันทำงานอย่างขยันขันแข็งเพราะได้แบบอย่างมาจากคุณแม่ที่ขยันขันแข็ง ซึ่งไม่ใช่คนในยุคเบบี้บูม หากไล่ย้อนกลับไปถึงยุคบรรพบุรุษของดิฉันก็คงขยันขันแข็งเหมือนกัน ลักษณะเช่นนี้จึงถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น
ในยุคสมัยที่ดิฉันเติบโตมา อาชีพร้องรำทำเพลงยังไม่ถือว่าเป็นอาชีพสักเท่าไหร่ ผู้ใหญ่มักมองว่าเป็นสิ่งที่ทำสนุกๆ ได้ แต่จะยึดเป็นอาชีพมันไม่แน่นอน ยุคนั้นไม่มีค่ายแกรมมี่ และไม่มีโรงละครที่มั่นคงถาวร เหตุผลหลักที่ดิฉันสามารถทำงานด้านศิลหะการละครได้เพราะตัวเองทำอาชีพอื่นอยู่ด้วย ครอบครัวมีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ พอทำมาเรื่องๆ จึงเกิดความชำนาญ เริ่มกลายเป็นอาชีพที่มั่นคงขึ้นมาได้
ขึ้นชื่อว่าเด็ก ไม่ว่าจะเกิดในเจเนอเรชั่นไหนก็เหมือนๆ กันหมดแหละ เพียงแต่มีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง ถ้าพ่อแม่มีราก ต่อให้ลูกไปเติบโตในทางไหนก็ตาม รากนั้นจะยังคงอยู่ เว้นเสียแต่ว่าถ้าเด็กโตขึ้นมาโดยขาดการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่หรือจากโรงเรียน รากจะสั้น แต่ถ้ารากเราลึก ยิ่งแตกสาขาไปได้มาก ต้นก็จะยิ่งโตขึ้น คนเหล่านี้พอเริ่มเป็นผู้ใหญ่ อายุสัก 30 ก็เริ่มตกตะกอน มีองค์ความรู้มากขึ้น นำความใหม่ที่ตัวเองค้นพบกับสิ่งที่พ่อแม่อบรมบ่มเพาะมาผสมกัน กลายเป็นตัวเราในปัจจุบัน ยกตัวอย่างครูนาย (มานพ มีจำรัส) ตอนนี้ก็ล่วงเข้าสู่วัย 40 ละ เห็นได้ชัดว่าครูนายมีองค์ความรู้ที่มากขึ้นๆ มีวิธีการพูดที่ดีขึ้น ไม่ใช่เถียงหรือทะเลาะกับครู เป็นการพูดอย่าง สุภาพและชาญฉลาด
จากประสบการณ์ ลูกศิษย์หลายๆ รุ่น จะเหมือนๆ กัน เข้ามาใหม่ๆ ไม่รู้อะไรเลย เหมือนอวิชชา เราต้องเคี่ยวเข็ญกันไป พอเก่งแล้วรู้มากแล้วก็จะกร่าง เริ่มเถียงเรา จากนั้นก็จะตกตะกอนมีเหตุผลมากขึ้น แสดงความคิดความเห็นที่ไม่ใช่เป็นการเถียงละ แต่เป็นความเห็นที่ชาญฉลาด บางคนก็ไปถึงขั้นเป็นปราชญ์
ดิฉันไม่เคยต้องปรับตัวให้เข้ากับคนในแต่ละยุค เพียงแต่ต้องยอมรับว่าคนแต่ละรุ่นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ เราเองตอนอยู่ในวัยเดียวกับพวกเขาก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ตอนเป็นเด็กเราก็ยังเคยมองว่าคนแก่นี่พูดมากจริงๆ ขี้บ่น ทำอะไรก็ไม่ได้ แต่พออายุเยอะขึ้นเรากลับมีนิสัยไม่ต่างจากคนแก่ที่เห็นตอนเด็กๆ
คนรุ่นเบบี้บูมต้องเปิดในยอมรับ
GENERATION TALK
รศ.ดร. โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์มติชน
“ผมสอนหนังสือมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ปีนี้ครบ 40 ปีพอดี การเป็นอาจารย์ทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างของลูกศิษย์ในแต่ละรุ่น ผมเคยสอนคนรุ่นเจนบีอยู่บ้าง ถัดมาก็ได้สอนคนรุ่นเจนเอ็กซ์ คน 2 รุ่นนี้ไม่ค่อยมีปัญหานะ มีความรับผิดชอบในการเรียนค่อนข้างดี แต่พอปี 2540 ที่ผมต้องสอนคนรุ่นเจนวาย ปรับตัวแทบไม่ทันเหมือนกัน เหมือนพวกเขาจะมองว่าคน 2 รุ่นก่อนหน้านั้นเป็นไดโนเสาร์ แต่ผมชื่นชมคนรุ่นนี้นะ พวกเขาเก่งในเรื่องการค้นคว้าข้อมูล มีอนาคตที่ยาวไกล ผมยังอดตื่นเต้นไปกับชีวิตพวกเขาไม่ได้เลย
“Generation Gap มีอยู่เสมอมา การปรับตัวของคนต่างรุ่นกันขึ้นกับอีโก้ของแต่ละคน ส่วนใหญ่ก็เป็นอีโก้ของคนแก่นั่นแหละที่ปรับไม่ได้ แต่ถ้าปรับได้แล้วลองนึกย้อนกลับไปดูว่า มันเป็นโลกในแบบของคนรุ่นเขาแล้ว จะไปดึงรั้งเพื่อให้เหมือนกับยุคตนทำไม ก็จะใช้ชีวิตร่วมกันได้ง่ายขึ้น (หัวเราะ) เมื่อโลกเปลี่ยนเราก็ต้องเปลี่ยนตามโลก จะยื้อไว้ให้เหมือนในสมัยของฉันคงลำบาก อย่าแข็งขืนพยายามดึงให้โลกกลับมาเหมือนเก่าเลย
“ไม่ใช่คิดแต่จะให้คนรุ่นใหม่ที่เด็กกว่าเป็นคนปรับตัวเข้าหา ตัวเราเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกด้วย พออายุ 50 กว่าๆ ผมรู้สึกว่าถ้าไม่คิดที่จะหัดใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ต คงอยู่ในโลกนี้ลำบาก ผมจึงพักการสอนหนังสือเพื่อไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้
“เด็กสมัยนี้มีสัมมาคารวะน้อยลง แน่นอน เพราะค่านิยมในสังคมเปลี่ยนแปลงไปเยอะ คนรุ่นเจนบีและเจนเอ็กซ์ก็เคยมีปัญหาทำนองนี้เหมือนกัน แต่ไม่หนักหนาสาหัสเท่าไหร่ พอเจนเอ็กซ์มาเจอกับเจนวาย ซึ่งเจนเอ็กซ์ก็เคยเป็นขบถมาก่อนก็พอรับได้นะ หากคนรุ่นเจนบีไปเจอกับคนรุ่นเจนวายนี้สิเป็นเรื่อง เพราะลำบากในการปรับตัวเข้าหากันอย่างมาก”
ประสบความสำเร็จคือการขยายอายุเกษียณเพิ่มขึ้นอีก 2-5 ปี เช่น ญี่ปุ่นมีโครงการให้ผู้ที่เกษียณอายุแล้วกลับมาทำงานได้ แม้จะไม่ได้รับรายได้มากเท่าเดิม แต่ก็ยังพอมีรายได้และสร้างผลผลิตได้ หรือในสิงคโปร์ ผู้สูงอายุก็สามารถทำงานเล็กๆ น้อยๆ ได้ ส่วนที่สหรัฐอเมริกาก็ได้ขยายอายุเกษียณจาก 60 เป็น 65 ปี เป็นต้น
GM คงตอบไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่า ในอนาคต ภาพของสังคมไทยจะเป็นอย่างไรเมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป แต่เราเชื่อว่าต่อให้คนแต่ละรุ่นมี Mindset ที่ต่างกันแค่ไหน หากคนแต่ละรุ่นรู้จัก ‘เปิดใจ’ และ ‘รับฟัง’ กันและกัน ไม่ดื้อดึงยึดมั่นอยู่กับ ‘ประสบการณ์’ (ในกรณีของเบบี้บูมเมอร์) หรือ ‘ความทันสมัย’ (ในกรณีของตนรุ่นเอ็กซ์หรือวาย) แล้วใช้คุณค่าของตัวเองไปดูหมิ่นถิ่นแคลนหรือกดข่มคุณค่าของคนรุ่นอื่น,
สังคมไทยก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT