โลกบันทึกเรื่องน้ำท่วมกันมาตั้งแต่ยุคโนอาห์ เพราะน้ำท่วมคือเรื่องลักลั่นย้อนแย้งที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราต้องการอาศัยอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำจึงปฏิเสธความร้ายกาจที่มาพร้อมกับคุณประโยชน์ของน้ำไม่ได้  ระบบพนังกั้นน้ำหรือเขื่อนทั้งหลายนั้นจะส่งผลดีที่สุดก็ต่อเมื่อมีความสูงระดับหนึ่งเท่านั้นพ้นเกินจากนั้นไปแล้วถือว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงไม่ได้เพิ่มความปลอดภัย แต่เพิ่มอันตราย เพราะยิ่งสูงก็ยิ่งเปราะบางอ่อนไหว และมีโอกาสพังทลายได้ง่ายขึ้น การที่น้ำทะลักออกมาในคราวเดียวย่อมทำลายล้างมากกว่าปล่อยให้ค่อยๆ เอ่อขึ้น
 ด้วยเหตุนี้ การสร้างพนังกั้นน้ำจึงต้องควบคู่มากับระบบคันคลอง (Levee System) ที่มีความสูงระดับหนึ่ง รวมไปถึงระบบแก้มลิงและฝายขนาดเล็ก ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อ ‘ไม่ให้น้ำท่วม’ แต่มีไว้เพื่อให้ ‘น้ำท่วมอย่างเป็นระบบ’  คือท่วมอย่างมีการจัดการที่ดี
 เวลาที่น้ำท่วม น้ำจะพัดพาเอาตะกอนมาด้วยมหาศาล เมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้น้ำท่วมเลย (เช่น กรุงเทพฯ) เท่ากับปิดตัวเองไม่เปิดรับตะกอนเหล่านั้น ผลก็คือ แผ่นดินทรุดตัวลง ชายฝั่งถูกกัดเซาะหายไป เพราะไม่มีแผ่นดินใหม่ๆ ไหลมาเติมพร้อมกับน้ำ ดังนั้น ถ้าจะฟื้นฟูระบบการบริหารจัดการน้ำในอนาคต ก็ต้อง ‘คิดให้มาก’ เพราะเท่ากับว่าเราต้อง ‘เปลี่ยน’ โครงสร้างการดำรงอยู่ของเราเกือบทั้งหมด เพื่อให้สอดรับกับน้ำและธรรมชาติ
 ในแคนาดานั้น ระบบบริหารจัดการน้ำที่ถือว่าใหญ่โตตื่นตามากที่สุด ก็คือของมานิโตบา (Manitoba) ซึ่งมีแม่น้ำชื่อแม่น้ำแดง (Red River) ไหลจากอเมริกาขึ้นเหนือเข้าไปในแคนาดา แล้วไหลผ่านเมืองวินนิเป็กเข้าไปในทะเลสาบวินนิเป็ก
 แม่น้ำนี้เกิดจากหิมะละลายเพราะฉะนั้น ในฤดูที่หิมะละลายน้ำจึงเอ่อท้นสูง แต่ปัญหาก็คือเพราะมันไหลขึ้น น้ำแข็งทางเหนือจะละลายช้ากว่าทางใต้ ผลก็คือน้ำที่สูงขึ้นไหลไปไม่ได้ น้ำจึงท่วมเป็นประจำ และอาจเป็นน้ำท่วมในระดับทำลายล้างได้ด้วย
 การแก้ปัญหานี้ต้องใช้ทั้งเงิน เวลา และความเข้าใจ รัฐบาลแคนาดาต้องก่อสร้างระบบขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งระบบคันคลองและทางน้ำมากมาย ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์ไม่สามารถไปสั่งให้น้ำแข็งทางเหนือละลายเพื่อให้น้ำไหลต่อไปได้ จึงต้องปล่อยให้เกิดการ ‘ท่วมอย่างเป็นระบบ’ ขึ้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือต้องพยายามเพิ่มช่องทางระบายน้ำที่ไหลมาจากหิมะละลายนั้นให้มากขึ้นโดยใช้ความเข้าใจ
 อีกแห่งหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีก็คือมิสซิสซิปปี้ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดสายหนึ่งของอเมริกา แต่ระบบป้องกันน้ำท่วมแบบเดิมนั้น เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นระบบที่ช่วยทำลายพืชผลและบ้านเรือนของผู้คนมากกว่า เนื่องจากสร้างกันอย่างไม่เข้าใจธรรมชาติของน้ำท่วมใหญ่ จึงมีเสียงเรียกร้องให้ประเมินและปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี
ว่าแต่ว่าคุณรู้ไหมว่า น้ำท่วมมีกี่แบบ แบบไหนก่อให้เกิดผลอย่างไรบ้าง และมนุษย์เรามีวิธีการควบคุมน้ำกันอย่างไร
 คำว่า ‘น้ำท่วม’ หรือ Flood นั้น ใครๆ ก็คงนึกออกนะครับ ว่าหมายถึงการที่น้ำแผ่ขยายตัวออกมาจากระดับปกติ ของอียูนั้น ให้นิยามคำว่าน้ำท่วมไว้ว่า หมายถึงการที่น้ำมาปกคลุมพื้นที่ที่ตามปกติแล้วไม่มีน้ำปกคลุมอยู่ และภาวะน้ำท่วมก็เป็นภาวะชั่วคราว หรือไม่ก็เกิดขึ้นเป็นฤดูกาล
 น้ำท่วมแบ่งออกเป็นหลายแบบ แบบที่ท่วมภาคกลางของเรานั้นเรียกว่า Riverine เห็นชื่อก็คงเดาได้นะครับ ว่าเป็นน้ำท่วมที่มาจากแม่น้ำ ถ้าเป็นเมืองหนาว ก็อาจเกิดจากการที่หิมะละลาย แต่ถ้าเป็นอย่างบ้านเรานี่ บางทีก็อาจเป็นเพราะพายุเข้า หรือมีร่องฝนพาดผ่าน แต่ในประเทศไทยนี่ หลายคนยังอึ้งๆ กันอยู่ ไม่รู้ว่าไม่อยากตอบหรือตอบไม่ได้ว่ามาจากอะไรกันแน่
 แต่หลายเสียงบอกว่าเป็นเพราะบริหารจัดการน้ำไม่เป็น!
 อย่างไรก็ดี น้ำท่วมแบบ Riverine นั้น ยังแบ่งออกได้เป็นสองแบบอีกนะครับ คือแบบ ‘มาเร็ว’ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับพื้นที่ที่อยู่ในที่ลาดชัน ทำให้น้ำไหลมาอย่างรวดเร็ว หรือไม่อีกทีก็เป็นเพราะมีฝนตกหนักมากทางต้นน้ำ น้ำจึงหลากมาอย่างเร็วจี๋ไปรษณีย์จ๋า
 ส่วนไอ้ที่เร็วเพราะพนังกั้นน้ำพังนั้น จะบอกว่าเป็นแบบมาเร็วก็ได้ครับ แต่เร็วเพราะบริหารจัดการน้ำไม่เป็นอีกนั่นแหละ!
 อีกแบบหนึ่งก็คือแบบ ‘มาช้า’ คือค่อยๆ ทยอยมา อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดากับที่ราบลุ่มภาคกลางแล้วนะครับ อย่างบริเวณที่นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ มาตั้งอยู่นั่น จริงๆ แล้วเป็นพื้นที่รับน้ำกันเลยทีเดียว และเมืองอย่างอยุธยาหรือบางกอกแต่ดั้งเดิมมา บรรพบุรุษของเราก็สร้างเมืองเอาไว้เพื่อรับน้ำท่วม เรียกได้ว่าสร้างเมืองให้น้ำท่วมโดยรู้ดีอยู่แล้วว่า พื้นที่แบบนี้ภูมิประเทศแบบนี้ น้ำต้องท่วมแน่ๆ เพราะฉะนั้นจึงมีการปรับวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมต่างๆ เอาไว้ให้เหมาะสมกับน้ำท่วมอยู่แล้ว
 มีแต่คนยุคใหม่นี่แหละ ที่คิดว่าการถมที่ให้สูงโดยไร้การจัดการผังเมืองจะทำให้น้ำไม่ท่วม
 นั่นก็คือการบริหารจัดการน้ำไม่เป็น!
 น้ำท่วมอีกแบบหนึ่งเป็นน้ำท่วมชายฝั่ง ซึ่งมีอยู่สองแบบ แบบหนึ่งเรียกว่า Estuarine อีกแบบคือ  Coastal Flood ทั้งสองอย่างมีสาเหตุต่างกัน แต่รูปแบบคล้ายๆกัน คืออาจเกิดจาก Strom Surge หรือสาเหตุอื่นอย่างพายุไซโคลนหรือสึนามิได้
 นอกจากนี้ก็เป็นน้ำท่วมประเภทรุนแรงขึ้นไปอีก และมักเกิดอย่างฉับพลัน เช่น เกิดภูเขาไฟระเบิดหรือแผ่นดินไหว ทำให้ทะเลสาบที่อยู่บนเขาพัง น้ำทะลักลงมา หรือเขื่อนแตก อะไรทำนองนั้น เป็นต้น ซึ่งที่น่ากลัวไม่ใช่น้ำอย่างเดียวนะครับ เพราะน้ำที่อยู่บนที่สูงมีพลังงานมาก แถมยังพัดพาเอาอะไรต่อมิอะไรมาอีกเยอะด้วย เช่น โคลน หรือถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็คือ ถ้าน้ำไปผสมกับลาวาภูเขาไฟ ก็จะทำให้เกิดโคลนเดือดที่ทั้งมีอานุภาพในการทำลายล้างด้วยการไหลทางกายภาพและด้วยพลังงานความร้อนมหาศาล
 แล้วน้ำท่วมทำให้เกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ?
 ในระดับแรกสุดก็คือ การ ‘ทำลาย’ ทางกายภาพ ไม่ว่าอะไรที่ไปขวางทางน้ำอยู่นั้น อย่าคิดว่ามั่นคงแข็งแรงดีนะครับ เพราะถึงเป็นตึก ระบบระบายน้ำเสีย สะพาน รถยนต์ ถนน อะไรๆ ก็พังทลายเพราะกระแสน้ำได้ทั้งนั้น
Board: Weird
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

โลกบันทึกเรื่องน้ำท่วมกันมาตั้งแต่ยุคโนอาห์ เพราะน้ำท่วมคือเรื่องลักลั่นย้อนแย้งที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราต้องการอาศัยอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำจึงปฏิเสธความร้ายกาจที่มาพร้อมกับคุณประโยชน์ของน้ำไม่ได้

" ระบบพนังกั้นน้ำหรือเขื่อนทั้งหลายนั้นจะส่งผลดีที่สุดก็ต่อเมื่อมีความสูงระดับหนึ่งเท่านั้นพ้นเกินจากนั้นไปแล้วถือว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงไม่ได้เพิ่มความปลอดภัย แต่เพิ่มอันตราย เพราะยิ่งสูงก็ยิ่งเปราะบางอ่อนไหว และมีโอกาสพังทลายได้ง่ายขึ้น การที่น้ำทะลักออกมาในคราวเดียวย่อมทำลายล้างมากกว่าปล่อยให้ค่อยๆ เอ่อขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การสร้างพนังกั้นน้ำจึงต้องควบคู่มากับระบบคันคลอง (Levee System) ที่มีความสูงระดับหนึ่ง รวมไปถึงระบบแก้มลิงและฝายขนาดเล็ก ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อ ‘ไม่ให้น้ำท่วม’ แต่มีไว้เพื่อให้ ‘น้ำท่วมอย่างเป็นระบบ’ คือท่วมอย่างมีการจัดการที่ดี
เวลาที่น้ำท่วม น้ำจะพัดพาเอาตะกอนมาด้วยมหาศาล เมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้น้ำท่วมเลย (เช่น กรุงเทพฯ) เท่ากับปิดตัวเองไม่เปิดรับตะกอนเหล่านั้น ผลก็คือ แผ่นดินทรุดตัวลง ชายฝั่งถูกกัดเซาะหายไป เพราะไม่มีแผ่นดินใหม่ๆ ไหลมาเติมพร้อมกับน้ำ ดังนั้น ถ้าจะฟื้นฟูระบบการบริหารจัดการน้ำในอนาคต ก็ต้อง ‘คิดให้มาก’ เพราะเท่ากับว่าเราต้อง ‘เปลี่ยน’ โครงสร้างการดำรงอยู่ของเราเกือบทั้งหมด เพื่อให้สอดรับกับน้ำและธรรมชาติ
ในแคนาดานั้น ระบบบริหารจัดการน้ำที่ถือว่าใหญ่โตตื่นตามากที่สุด ก็คือของมานิโตบา (Manitoba) ซึ่งมีแม่น้ำชื่อแม่น้ำแดง (Red River) ไหลจากอเมริกาขึ้นเหนือเข้าไปในแคนาดา แล้วไหลผ่านเมืองวินนิเป็กเข้าไปในทะเลสาบวินนิเป็ก
แม่น้ำนี้เกิดจากหิมะละลายเพราะฉะนั้น ในฤดูที่หิมะละลายน้ำจึงเอ่อท้นสูง แต่ปัญหาก็คือเพราะมันไหลขึ้น น้ำแข็งทางเหนือจะละลายช้ากว่าทางใต้ ผลก็คือน้ำที่สูงขึ้นไหลไปไม่ได้ น้ำจึงท่วมเป็นประจำ และอาจเป็นน้ำท่วมในระดับทำลายล้างได้ด้วย
การแก้ปัญหานี้ต้องใช้ทั้งเงิน เวลา และความเข้าใจ รัฐบาลแคนาดาต้องก่อสร้างระบบขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งระบบคันคลองและทางน้ำมากมาย ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์ไม่สามารถไปสั่งให้น้ำแข็งทางเหนือละลายเพื่อให้น้ำไหลต่อไปได้ จึงต้องปล่อยให้เกิดการ ‘ท่วมอย่างเป็นระบบ’ ขึ้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือต้องพยายามเพิ่มช่องทางระบายน้ำที่ไหลมาจากหิมะละลายนั้นให้มากขึ้นโดยใช้ความเข้าใจ
อีกแห่งหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีก็คือมิสซิสซิปปี้ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดสายหนึ่งของอเมริกา แต่ระบบป้องกันน้ำท่วมแบบเดิมนั้น เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นระบบที่ช่วยทำลายพืชผลและบ้านเรือนของผู้คนมากกว่า เนื่องจากสร้างกันอย่างไม่เข้าใจธรรมชาติของน้ำท่วมใหญ่ จึงมีเสียงเรียกร้องให้ประเมินและปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT