โทรทัศน์กลายเป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’  อยู่ราวหนึ่งทศวรรษ หลังจากนั้นโทรทัศน์เริ่มแพร่หลาย เพราะกลายเป็นโทรทัศน์สี ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น แต่เหตุการณ์ทางการเมืองก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับโทรทัศน์อีก ในยุค 6 ตุลาคม 2519 มีการควบคุมสื่อโทรทัศน์อย่างเข้มงวด ทำให้โทรทัศน์ยิ่งผันตัวเองเข้าสู่ ‘การแข่งขัน’ ในการเป็น ‘สื่อบันเทิง’ มากกว่าการเป็นสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่ละช่องพยายามผลิตรายการเพื่อให้ได้ผลกำไรทางธุรกิจมากกว่าอย่างอื่น
เข้าไปเพ่นพ่านอยู่ในจอทีวีมากผิดปกติ! 
ช่องที่พบเห็นนักเขียนได้มากที่สุด คือ ‘ทีวีสาธารณะ’ อย่างช่อง Thai PBS ไม่ว่าจะเป็นรายการ ‘ตอบโจทย์’‘พื้นที่ชีวิต’ ‘สยามวาระ’ หรือ ‘เป็น อยู่ คือ’ ชื่อของนักเขียนที่ผันตัวเองไปเป็นพิธีกรมีอาทิ นิ้วกลม, ทรงกลต บางยี่ขัน, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล หรือใบพัด Back To The Future
ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยอำนาจ 
เชื่อหรือไม่ว่า เราเดินทางมาครบ 60 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปีที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไทยโทรทัศน์เป็นครั้งแรก!
 ในปี 2495มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาทขึ้น แต่ด้วยความที่เป็นยุคหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ไม่นาน ประชาชนและฝ่ายค้านส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยที่ประเทศจะลงทุนด้านโทรทัศน์ กว่าจะเปิดตัวโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหมขึ้น จึงใช้เวลาอีก 3 ปี ที่สำคัญก็คือมีการปลูกฝัง ‘วัฒนธรรมใหม่’ หรือ ‘วัฒนธรรมของชาติ’ ในขณะนั้น โดยเฉพาะการพูดที่ใช้สรรพนามที่มีความเท่าเทียมกันทางสถานะ เช่น ฉัน ท่าน และต่อมากลายเป็น คุณ ผม ดิฉัน เป็นต้น  “ผมว่าคนหนุ่มสาวในวัฒนธรรมร่วมสมัยกำลังช็อก พอมาเจอหนังในยุคนี้ที่เล่าเรื่องแบบแปลกๆ เราก็ตามไม่ทัน บอกว่าดูไม่รู้เรื่อง ซึ่งก็เป็นปัญหาเหมือนกัน อันนี้ผมเจอจากตอนหนังเรื่อง ‘รักจัดหนัก’ (ภาพยนตร์แนวโรแมนติก-ดราม่า อำนวยการสร้างโดยสตูดิโอหน้าใหม่ ‘ออกไปเดิน’ ซึ่งเขาเป็นหัวเรือใหญ่ มีเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาวัยรุ่น) ผมเห็นชัดเลยว่ากลุ่มเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายว่าจะได้เสพเนื้อหาทำนองนี้ คือเด็กระดับมัธยมต้น ทั้งที่หนังของเราไม่ได้เล่าอะไรซับซ้อน แค่เป็นปลายเปิด ไม่มีบทสรุป เด็กก็บ่นว่าดูไม่รู้เรื่องกันแล้ว  “ประสบการณ์ในการเสพสื่อของคนในรุ่นนี้ คือเพียงแค่ในละครโทรทัศน์ ซึ่งตัวละครคิดออกมาเป็นคำพูดหมด พอมาเจอหนังที่เล่าเรื่องด้วยภาพ ก็จะไม่เข้าใจ ซึ่งผมว่ามันก็มีผลต่อการเสพงานศิลปะอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน คือเขาไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้เวลาในการบ่มเพาะตัวเอง
 “รายการโทรทัศน์มันไม่ควรมีแบบเดียว ตอนนี้ละครก็มีแบบเดียว มันน่าจะมีแบบอื่น ให้เขารู้ว่ามันยังมีแบบนี้อยู่นะ อีกอย่างก็มีวิธีคิดแบบเด็กไทยด้วย ถ้าไม่สรุปก็ไม่รู้ว่าจะ ก ข ค ง ตามประสาเด็กปรนัย คิดต่อไม่ถูก คือเราว่าทีวีน่าจะช่วย ไม่งั้นโอกาสของคนอย่างเจ้ย (อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ที่จะสามรถทำหนังแล้วสื่อสารในสังคมได้คงต้องใช้เวลาอีกนานเลย” ที่สำคัญกว่านั้น คำว่า 'การเมือง' ก็มีความหมายขยายกว้างขวางขึ้นด้วย นอกจากต่อสู้กับการ 'ผูกขาด' ของการเมืองอย่างไม่เป็นทางการด้วย
     คนที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอฟรีทีวียังคงคุณลักษณะหลักเดิมๆ ของเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนเอาไว้ เช่น สวย หล่อ ตลก แต่เราจะพบการต่อสู้ด้านกลับหลายแบบ  เช่นมีการปรากฏขึ้นของเพศที่แตกต่าง (เช่นรายการ 'เทยเที่ยวไทย') หรือการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้น หรือในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของเครือมติชน เน้นย้ำว่า การเริ่มต้นของมติชนเป็นเพียงก้าวแรกของการแผ่ขยายตัวตนไปสู่สื่อใหม่ๆ ดูบ้าง จากแต่ก่อนเคยเป็นเพียงคนดูอยู่ข้างสนาม มาวันนี้ เมื่อต้องลงมาเล่นเอง เขาค้นพบอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะการปรับตัวครั้งมโหฬารของกระบวนการทำงาน
Board: Feature
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

โทรทัศน์กลายเป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’

" อยู่ราวหนึ่งทศวรรษ หลังจากนั้นโทรทัศน์เริ่มแพร่หลาย เพราะกลายเป็นโทรทัศน์สี ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น แต่เหตุการณ์ทางการเมืองก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับโทรทัศน์อีก ในยุค 6 ตุลาคม 2519 มีการควบคุมสื่อโทรทัศน์อย่างเข้มงวด ทำให้โทรทัศน์ยิ่งผันตัวเองเข้าสู่ ‘การแข่งขัน’ ในการเป็น ‘สื่อบันเทิง’ มากกว่าการเป็นสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่ละช่องพยายามผลิตรายการเพื่อให้ได้ผลกำไรทางธุรกิจมากกว่าอย่างอื่น"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT