Verticle City หรือ เมืองแนวตั้ง เมืองแอตแลนตาแห่งนี้เมื่อมองลงมาจากบนเครื่องจะเห็นได้ว่าเต็มไปด้วยอาคารสูงทั่วทั้งเมืองเหมือนตัวต่อเลโก้ ซึ่งเป็นภาพที่ผมเห็นจนชินตาในทุกครั้งที่เดินทางไปมาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ คงเป็นด้วยประเทศนี้ไม่มีโบราณสถานหรือสถาปัตยกรรม เก่าแก่อันใดมีก็แต่อาคารสูงสุดทันสมัยรูปทรงสี่เหลี่ยมเป็นแท่งวางเรียงกันเป็นพรึด Verticle City หรือ เมืองแนวตั้ง นั่นเอง 
แอตแลนตา คือ เมืองหลวงแห่งรัฐจอร์เจียตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐฟลอริดาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้เกือบปลายสุดของประเทศสหรัฐอเมริกา แอตแลนตาเป็นเมืองหลวงที่ทั้งใหญ่และใหม่มาก จนแทบจะไม่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่อะไรให้ศึกษาเลย หากแต่จุดเด่นที่เห็นชัดที่สุดกลับอยู่ตรง ความใหม่ ในแบบอเมริกันสไตล์ที่เมืองใหญ่แห่งนี้มี แม้จะแลดูไม่สวยงามระดับโลกเหมือนอย่างมหานครชิคาโกก็ตาม แต่ก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีใครจะเหมือน
แอตแลนตา ชื่อที่คนไทย ส่วนใหญ่ไม่รู้จักว่าอยู่ส่วนไหนบนแผนที่โลก หากแต่เมืองๆนี้กลับมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวพันกับวิถีการใช้ชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลาช้านาน เชื่อว่าเมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวของสิ่งสำคัญ 2 อย่างนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ คนไทยเกือบทุกคนคงต้องร้องอ๋อ อย่างแรกคือเมืองอันเป็นสถานที่ตั้งใหญ่ และยังเป็นต้นกำเนิดของน้ำอัดลมยี่ห้อดังที่สุดในโลก นั่นก็คือ โค้ก และอย่างหลัง คือเมืองอันเป็นที่ตั้งของสำนักข่าวที่ใหญ่ที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดในโลก นั่นก็คือ สำนักข่าว CNN เพียงเท่านี้ก็คงพอแล้วสำหรับบทเริ่มต้นบันทึกการเดินทาง สู่เมืองแห่งความศิวิไลซ์ที่มีชื่อว่า “แอตแลนตา” 
ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงในสหรัฐอเมริกาสำหรับเมืองไทยตรงกับเดือนตุลาคม ซึ่งฝนยังคงตกกระหน่ำถมด้วยพายุซัดพร้อมน้ำทะเลหนุนจนผู้คนทั่วทั้งประเทศมีสภาพราวกับ “ติดเกาะ” อยู่บนหลังคาบ้านเหมือนกันไปหมด การเดินทางไปยังเมืองแอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ เพราะผมไม่เคยรู้สึกอยากไปสัมผัสเมืองนี้มาก่อนเลยในชีวิต เนื่องจากโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบโบราณสถาน หรือสิ่งก่อสร้างที่มีประวัติศาสตร์มากกว่า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า แอตแลนตา ไม่ตอบโจทย์ดังกล่าวในทุกประการ แต่แอตแลนตากลับมีดีกว่าที่คาดคิดไว้เยอะครับ แล้วการเดินทางที่ไกลแสนไกลและนานก็มาถึงจนได้ ผมใช้เวลาบนเครื่องบินไปทั้งสิ้นราว 25 ชั่วโมง ยังไม่นับรวมนั่งรอต่อเครื่องและเปลี่ยนเครื่องอีกทั้งหมดร่วม 30 กว่าชั่วโมงก็มาถึงสนามบินที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกใหญ่มากจริงๆครับ ใหญ่ขนาดที่ว่าเกือบทุกสายการบินจะมี Terminal เป็นของตัวเอง และแต่ละ Terminal มีความใหญ่โตมโหฬารชนิดเดินกันไม่ไหว สุดยอดสนามบินแห่งนี้มีชื่อว่า Atlanta Hartsfield (ALT) มีผู้โดยสารจากทั่วโลกมาใช้บริการราว 90 ล้านคนต่อปี ผมใช้เวลาหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนในการปรับตัวและเวลา เพื่อให้หายจากอาการ Jet lag หรือ เมาเครื่องบิน จากนั้นโปรแกรมแรกของการท่องเที่ยวจึงเริ่มต้นขึ้น ด้วยสถานที่ที่ดูเก๋ไก๋มากๆ คือ พิพิธภัณฑ์โค้ก (Coke Museum) เมื่อมองจากด้านนอกตรงลานสนามหญ้าปรากฏให้เห็นอาคารสถาปัตยกรรมสมัยใหญ่รูปทรงสี่เหลี่ยมเหลื่อมซ้อนกัน ตกแต่งด้วยสีขาวแดงอันเป็นสีสัญลักษณ์ประจำสินค้าของเครื่องดื่มโค้กไว้อย่างแปลกตา แค่ก้าวแรกก่อนเข้าไปชมบริเวณภายในก็รู้สึกได้ถึง เสน่ห์ของความใหม่ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ในตอนแรกได้อย่างชัดเจน ราคาค่าตั๋วเข้าชม 30 US$ ตกเป็นเงินไทยเกือบ 900 บาท ถือว่าแพงมากสำหรับคนไทย แต่หากเทียบกับค่าครองชีพของอเมริกาแล้วถือได้ว่า ไม่แพงเลยครับ เพราะที่นั่นแค่ทานข้าวกลางวันมื้อเดียวก็ตกราว 10 กว่าเหรียญยูเอสแล้ว 
จุดแรกตรงหน้าประตูทางเดินขึ้นชั้นบนซึ่งเป็นทางเดินวนเข้าชมส่วนต่างๆของการจัดแสดงภายในปรากฏงานศิลปะสมัยใหม่ที่ผมเห็นแล้วถูกใจมากเหลือเกิน นั่นก็คืองานศิลปะร่วมสมัย ที่สลักคำว่า สวัสดี ไว้บนผลังกำแพง สวัสดีจริงๆครับ แต่เป็นคำว่าสวัสดีในทุกๆภาษาของทุกๆประเทศบนโลกนี้ ที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าของ โค้ก ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน และอีกสารพัดภาษา จนเรียกได้ว่าเกือบจะทุกภาษาเลยก็ว่าได้ ก็มีประเทศไหนในโลกนี้ที่ไม่กินโค้กบ้างล่ะครับ พร้อมทั้งยังมีตัวตุ๊กตาหมีขาวขั้วโลก ซึ่งมีคนสวมชุดอยู่ข้างในมาคอยยืนต้อนรับนักท่องเที่ยวรวมทั้งให้ถ่ายรูปตรงหน้าทางเดินเข้าสู่พิพิธภัณฑ์อย่างน่ารักจริงๆ (หมีขาวขั้วโลกเหนือคือสัตว์สัญลักษณ์ของผลิตภัณฑ์โค้กครับ) ภายในมีห้องจัดแสดงทั้งประวัติความเป็นมาและขบวนการการผลิตในขั้นตอนต่างๆไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของห้องแสดงรถบรรทุกโค้กโบราณ ห้องจัดแสดงภาพถ่ายตั้งแต่ยุคเริ่มแรก ห้องพิมพ์ และผลิตขวดแก้วโค้กแต่ส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกสนใจมากเป็นพิเศษเห็นจะเป็นห้องจัดแสดงป้ายโฆษณา หรือ Cut Out ของผลิตภัณฑ์โค้กจากทุกประเทศทั่วโลก ที่เต็มไปด้วยรูปแบบและสีสันอันสวยงาม ก็มีอยู่แค่สามสีเท่านั้นแหละครับ คือ ขาว ดำ และ แดง แต่ก็สวยเก๋แปลกตาเหลือเกิน ส่วนอีกห้องหนึ่งที่ขายดีไม่แพ้กัน เป็นห้องที่จัดแสดง Package ต่างๆของผลิตภัณฑ์โค้ก ทั้งขวดและตราสัญลักษณ์ซึ่งจะถูกปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ๆทุกปีไปตามรุ่นตามฤดูกาล จึงถือได้ว่านอกจากจะเป็น น้ำอัดลมยี่ห้อดังแล้ว โค้กยังเป็นผลิตภัณฑ์ ร่วมสมัย ที่มีมาช้านานโดยไม่เคยตกยุคเลย ไม่ว่าโลกจะก้าวไปสู่ความเจริญมากเพียงใดก็ตาม โค้กก็ยังคงเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจของชาวอเมริกันมาโดยตลอด 
อีกหนึ่งความรู้ใหม่ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยทราบมาก่อน ก็คือ โค้กที่เราดื่มกันในเมืองไทยทุกวันนี้มี หัวเชื้อ ที่สกัดมาจากรสของ เชอร์รี่ รวมทั้งเครื่องดื่มแฟนต้าทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นแฟนต้าน้ำแดง ซึ่งสกัดมาจาก หัวเชื้อรสสตรอว์เบอร์รี่ ส่วนแฟนต้าน้ำเขียว สกัดมาจากหัวเชื้อรสแอปเปิ้ล และ แฟนต้าน้ำส้ม ก็สกัดมาจากหัวเชื้อรสส้มซึ่งแต่ละประเภทจะมีกรรมวิธีในการผลิตที่แตกต่างกันทั้งรสชาติและกลิ่นของหัวเชื้อ แต่สำหรับผลิตภัณฑ์โค้กและแฟนต้าในประเทศไทยมีกรรมวิธีและรูปแบบที่ลอกเลียนแบบมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาทุกประการครับ เสร็จออกจากเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โค้ก (Coke Museum) ผมเดินออกมาจากตัวอาคารพิพิธภัณฑ์โค้ก พร้อมขวดโค้กแบบออริจินอลติดไม้ติดมือกลับบ้านไปอีกด้วย (เพราะเป็นของแถมที่แจกให้นักท่องเที่ยวทุกคน) ผมกำลังยืนอยู่ตรงบริเวณทางเข้าด้านหน้าอาคารทรงสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดใหญ่มหึมา ที่เคยถูกเฮอริเคนจะหนักหน่วงขนาดเคยพังตึกขนาดยักษ์อย่างสำนักข่าว CNN มาแล้ว เมื่อมองจากด้านนอก ตัวอาคารซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่สวยเลย แต่ดูสง่าน่าเกรงขามมากกว่าอาจเป็นเพราะความที่ CNN เป็นสำนักข่าวไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ หรือสถานที่ที่ต้องการความงามทางศิลปะมากมายก็เป็นได้ ด้วยค่าตั๋วเข้าชมภายในทั้งหมด ซึ่งแพงมากในความรู้สึกของผม 50US$ หรือเกือบ 1,500 บาท ราคานี้รวม เข็มกลัดติดหน้าอกสลักอักษา CNN และแผนที่ทางเดินชมสู่ส่วนต่างๆของอาคารสำนักข่าวพร้อมไกด์นำบรรยายของแต่ละกลุ่มเป็นรอบๆละ 1 ชั่วโมงครึ่ง 
ผมลืมบอกไปว่าหากคนไทยท่านใดต้องการไปเที่ยวเมืองแอตแลนตากับบริษัททัวร์ ที่จัดขึ้นโดยคนไทยด้วยกันเองละก็ ต้องขอบอกว่าเสียใจด้วยครับเพราะไม่เคยมีปรากฏ เนื่องจากการไปเที่ยวเมืองแอตแลนตาถือเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเฉพาะค่าตั๋วเครื่องบินก็ไม่ต่ำกว่า 6-7 หมื่นบาทเข้าไปแล้ว ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายต่างๆอีกนับไม่ถ้วน การคิดจะมาเที่ยวกับทัวร์ไทยจึงเป็นเรื่องที่หมดสิทธิ์ ดังนั้นการมาเที่ยวเองก็สามารถทำได้แต่คุณต้องมั่นใจว่าภาษาอังกฤษของคุณนั้นแข็งแรงมากพอนะครับ เพราะผมกำลังจะบอกว่าไกด์นำเที่ยวท้องถิ่นชาวอเมริกันทุกคนพูดหรืออธิบายชนิดน้ำไหลไฟดับ ด้วยสำเนียงอเมริกันแบบชัดถ้อยชัดคำ (ช่างไม่เกรงใจคนฟังเก่งแต่แปลไม่ค่อยออกอย่างผมเลย) ก้าวแรกเมื่อเข้าไปบริเวณภายในปรากฎให้เห็นห้องโถงขนาดใหญ่มีไว้ใช้เป็นโรงอาหาร หรือ Food Court ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถจะมานั่งใช้บริการร่วมกันกับพนักงานทุกคนที่ทำงานอยู่ในสำนังข่าว CNN แห่งนี้ได้อย่างกลมกลืนชนิที่ว่าคุณอาจจะกำลังนั่งติดอยู่กับพิธีกร หรือ นักข่าวซูเปอร์สตาร์ระดับโลกก็เป็นได้ครับ แต่ผมกลับรู้สึกว่าก้าวที่สองที่สิเก๋เกว่าเยอะ เพราะมีรถจิ๊ปทหารของสำนักข่าว CNN ที่เคยถูกใช้เป็นพาหนะของจริงในการทำข่าวสมัยสงครามอิรักอันดุเดือดมาแล้ว วางจอดตายสนิทอยู่ตรงห้องโถงใหญ่ เพื่อให้ นักท่องเที่ยวมารุมถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก 
ห้องต่างๆภายในถูกแบ่งไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศเล่นมามุงดูกันทั้งวี่ทั้งวันอย่างนี้ ห้องตัดต่อ หัองพักนักท่องเที่ยว ที่มีไว้สำหรับเบรค เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ตั้งคำถาม หรือข้อสงสัยต่างๆกับไกด์นำเที่ยว ซึ่งแน่นอนครับว่าคนไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างผมไม่ถาม หรือสงสัยอะไรทั้งสิ้น อิอิ ห้องแต่งหน้าทำผมห้องประชุมและอีกสารพัดห้อง ซึ่งแทบทุกห้องที่กล่าวมาล้วนเป็นห้องกระจกทั้งสิ้น แต่เป็นกระจกที่สามารถมองผ่านได้ด้านเดียว คือ ด้านของนักท่องเที่ยวครับ ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆของทางสำนักข่าว CNN จะไม่สามารถเห็นนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราได้เพราะเขาไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่เสียสมาธิหากมองเห็น และรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังมีคนจ้องมองอยู่ แปลกจริงๆทั้งๆที่พวกเขาก็รู้ตัวกันดีอยู่แล้วว่ากำลังถูกมอง แต่คงเป็นเพราะการมองไม่เห็นอีกฝ่ายย่อมหมายถึงการไม่เสียสมาธิยังไงล่ะครับ ในที่สุดห้องสุดท้ายแห่งการรอคอยก็มาถึง เมื่อผมเดินมาหยุดยังระเบียงชั้นสอง ที่ล้อมรอบห้องโถงขนาดใหญ่ด้วยกระจก ซึ่งสามารถมองผ่านได้ด้านเดียว ตรงบริเวณนี้ไม่อนุญาตให้นักท่องเทียวถ่ายรูปโดยเด็ดขาด เบื้องล่างปรากฏทีมงานถ่ายทำขนาดใหญ่ ทั้งพิธีกร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ช่างไฟ ช่างกล้อง ช่างแต่งหน้าทำผม และอีกสารพัดช่างยืนอยู่ ไม่ต่ำกว่า 30-40 ชีวิต เพื่อถ่ายทำรายการของทางสำนักข่าว CNN ใช่แล้วครับภาพจริงเสียงจริงของการอัดรายการปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก เพราะภาพเหล่านั้นผมเคยเห็นจนชินตามาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่นเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งสมัยนั้นเพิ่งจะเริ่มรู้จักเปลี่ยนมาดูข่าวจากช่อง CNN บ้างเป็นครั้งคราวแทนละครน้ำเน่าจากช่องฟรีทีวีของไทย เห็นเขาทำงานกันอย่างจริงจัง ซึ่งเบื้องหลังพิธีกรและทีมงานดูเครียดมากกก ผิดกับเบื้องหน้าหลังลั่นกล้อง พวกเขาดูยิ้มแย้มแจ่มใสจนพาคนดูคล้อยตามไปได้ นี่แหละครับวงการบันเทิงไม่ว่าจะเมืองไทยหรือประเทศไทนๆในโลกก็เหมือนกันหมด หลังกล้องจะเครียดเพียงใด แต่หน้ากล้องต้องทำทุกอย่างเพื่อผู้ชมทางบ้านมีความสุขเท่านั้นเป็นใช้ได้ 
หลังจากตื่นเต้นกับการได้ดูการถ่ายทำรายการจริงภาพจริงเสียงจริงเป็นที่เรียบร้อย ทั้งๆที่ผมก็ไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของพิธีกรเหล่านั้นเลย แต่คุ้นหน้ามาก่อนว่าเคยเห็นจากช่อง CNN นักท่องเที่ยวทุกคนดูตื่นเต้นมากโดยเฉพาะเด็กๆชาวอเมริกันที่มากันเป็นกรุ๊ปทัวร์ดูจะออกอาการเป็นพิเศษ ไม่นานนักจึงเดินต่อมายังห้องสุดท้าย คือ ห้องที่ทางสำนักข่าว CNN จะสานฝันของนักท่องเที่ยวให้เป็นจริง (ความจริงผมว่าเป็นกลยุทธ์ในการหลอกเอาเงินจากนักท่องเที่ยวมากกว่า) ห้องนี้มีไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองสวมบทบาทนักข่าวโดยการให้ทดลองอ่านข่าวประจำวันจริงๆ แล้วมีการให้ยืมชุดใส่พร้อมแต่งหน้าทำผมให้เสร็จมีการถ่ายบันทึกเทปลงแผ่นจริงเพื่อให้นำกลับไปชื่นชมที่บ้านอีกด้วย แลกกับข้อแม้ว่าต้องจ่ายเพิ่มอีก 35 US$ หรือประมาณ 1,000 บาท ลืมบอกไปว่าเหตุผลที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ก็เพราะแสงแฟลชจะเข้าไปรบกวนสมาธิของนักข่าวพิธีกรและทีมงานทั้งหมด แต่ส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามีความเป็นอเมริกันสูงมากคือประเด็นเรื่องของขั้นตอนในการถ่ายทำประเด็นแรก คือ เรื่องของกล้องในห้องถ่ายทำรายการ เกือบทุกห้องไม่ว่าจะห้องใหญ่ หรือ เล็ก ล้วนมีอุปกรณ์ครบมือชนิดเต็มพิกัด สำหรับห้องใหญ่มีกล้องถ่ายทำประมาณ 10 ตัว ไม่ว่าจะกล้อง Main (กล้องหลัก) กล้อง Insert (กล้องเก็บรายละเอียดทั้งมุมซ้ายมุมขวามุมหน้ามุมหลัง) กล้อง Handheld (ไม่ใช้ขาตั้ง) หรือ แม้กระทั่งกล้องที่แขวนอยู่บนเพดานอีกทุกมุม ส่วนประเด็นที่สอง คือ เรื่องของการตัดต่อที่มีเครื่องตัดต่อวางล้อมรอบทีมงานถ่ายทำเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการ On Air (ออกอากาศ) เพราะเมื่อมีข่าวด่วนเข้ามาปุ๊บ นักข่าวก็ท่องอ่านจำปั๊บ จากนั้นก็ถ่ายทำทันที ซึ่งในขณะที่ถ่ายก็ตัดต่อไปด้วย (โอ้โฟพอเงินถึง อุปกรณ์ก็ถึง บุคลากรก็ถึงความเร็วก็ถึงใหญ่) นี่แหละครับคือคำตอบที่ว่า ทำไมสำนักข่าว CNN ถึงเป็นที่สุดในโลก ดูได้จากตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติสิครับ CNN ถึงได้ครองหน้าจอทีวีเกือบทุกวันทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้ ก่อนเดินออกมาจากการเที่ยวชม “CNN Studio Tour” อันสมบูรณ์แบบ ผมสังเกตเห็นร้านขายของที่ระลึก เขียนป้ายชื่อร้านว่า “Cartoon Network” ของที่ระลึกราคาแพงมากจนเกินที่จะซื้อได้ แต่ผมก็ได้ถึงบางอ้อว่าแท้จริงแล้ว รายการ Cartoon Network ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของสำนักข่าวยักษ์ใหญ่แห่งนี้เหมือนกัน หลังเดินออกมาจากตึกของอาคารสำนักข่าว CNN อันใหญ่โตอลังการมาตรงสนามหญ้า ณ จุดที่ผมยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม คือ บริเวณสวนสาธารณะโอลิมปิกพาร์ค อันเป็นสถานที่ตั้งของสนามกีฬาโอลิมปิก ที่คุณสมรักษ์ คำสิงห์ เคยคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกให้กับ คนไทยทั้งชาติได้ภาคภูมิใจกันมาแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน สถานที่สุดท้ายที่สร้างความประทับใจได้ไม่น้อย คือ อุโมงค์สัตว์น้ำทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ Georgia Aquariam ที่มีสัตว์น้ำสารพัดชนิดให้เยี่ยมชม สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ปีละ 35 ล้านคน 
ค่ำคืนนั้นผมบอกลาแสงตะวันแห่งฤดูใบไม้ร่วง ด้วยการดินเนอร์ใต้แสงจันทร์บนยอดตึกที่สูงที่สุดของเมืองแอตแลนตา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Westin Hotel อันสุดหรูและโรแมนติก ทำให้ความนึกคิดเกี่ยวกับเมืองใหม่อันสุดทันสมัยอย่างนครแอตเลนตาเต็มไปด้วยความประทับใจ เพราะโดยปกติแล้วน้อยครั้งเหลือเกินที่ผมจะรู้สึกแบบนี้กับเมืองที่ไม่มีวัฒนธรรมหรืออารยธรรมอันเก่าแก่ 
หากแต่สำหรับแอตแลนตานั้นไม่ใช่เลยเพราะความรู้สึกเดียวที่ชัดเจนที่สุดในใจของผมในตอนนี้ คือ ผมเริ่มหลงเสน่ห์เมืองใหม่แห่งนี้ที่มีชื่อว่า “แอตแลนตา” เข้าแล้วครับ !
Board: Travel
(0)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2583
FOLLOWER

Verticle City หรือ เมืองแนวตั้ง

"เมืองแอตแลนตาแห่งนี้เมื่อมองลงมาจากบนเครื่องจะเห็นได้ว่าเต็มไปด้วยอาคารสูงทั่วทั้งเมืองเหมือนตัวต่อเลโก้ ซึ่งเป็นภาพที่ผมเห็นจนชินตาในทุกครั้งที่เดินทางไปมาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ คงเป็นด้วยประเทศนี้ไม่มีโบราณสถานหรือสถาปัตยกรรม เก่าแก่อันใดมีก็แต่อาคารสูงสุดทันสมัยรูปทรงสี่เหลี่ยมเป็นแท่งวางเรียงกันเป็นพรึด Verticle City หรือ เมืองแนวตั้ง นั่นเอง
แอตแลนตา คือ เมืองหลวงแห่งรัฐจอร์เจียตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐฟลอริดาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้เกือบปลายสุดของประเทศสหรัฐอเมริกา แอตแลนตาเป็นเมืองหลวงที่ทั้งใหญ่และใหม่มาก จนแทบจะไม่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่อะไรให้ศึกษาเลย หากแต่จุดเด่นที่เห็นชัดที่สุดกลับอยู่ตรง ความใหม่ ในแบบอเมริกันสไตล์ที่เมืองใหญ่แห่งนี้มี แม้จะแลดูไม่สวยงามระดับโลกเหมือนอย่างมหานครชิคาโกก็ตาม แต่ก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีใครจะเหมือน"
1 KEEP
Kullastree
0 LOVES
COMMENT