San Francisco IN 48 HRS. Alamo Square จริงๆ แล้วเป็นย่านที่มีบ้านสไตล์วิกตอเรียนมากกว่า 1,900 หลัง แต่ปัจจุบันความเจริญทำให้ลดจำนวนหายไปเรื่อยๆ จุดเด่นอยู่ที่ Victorian House เรียงต่อกัน 6 หลัง โดยมีฉากหลังเป็นดาวน์ทาวน์ที่แออัดด้วยตึกอาคารสูง ให้ความรู้สึกขัดแย้งแบบลงตัว ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองนี้ที่ไม่ควรพลาดมาเก็บภาพ และถ้าได้ไปในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะได้ชมชาวซานฟรานฯ มานั่งนอนเล่นอาบแดด เล่นกีฬาที่สวนสาธารณะอาลาโมแห่งนี้ให้เพลินตาอีกด้วย 

Lombard Street ถนนลอมบาร์ด 
ถนนคดเคี้ยวที่สุดในโลก สร้างขึ้นปี ค.ศ. 1922 เพื่อเชื่อมถนนไฮด์ (Hyde) กับถนนลีเวนเวิร์ธ (Leavenworth) ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะเขาช่วงนั้นมีความชันมากรถวิ่งทางตรงอาจเกิดอันตรายได้ สำหรับนักท่องเที่ยว สามารถเลือกเดินขึ้นลงถ่ายภาพกับวิวและบ้านสวยริมถนนหรือลองรับประสบการณ์ตรงขับรถไต่ลงมาตามเนินชัน 40 องศา ซิกแซกไปตาม 8 โค้งหักศอกตามอัธยาศัยเลยค่ะ 

Cable Cars 
สัญลักษณ์ของซานฟรานฯเค้าเลยล่ะค่ะ โดยรถรางจะแบ่งออกเป็นสายต่างๆ เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ.1873 เป็นระยะทางรวมถึง 180 กิโลเมตร ปัจจุบันเหลือวิ่งเพียง 3 สาย รวมระยะทาง 11 กิโลเมตร ให้บริการ 7 วันในหนึ่งสัปดาห์เรียกว่าทำงานไม่มีวันหยุดกันเลย จุดสุดเส้นทางรถราง จะใช้แรงคนหมุนรถกลับ 180 องศาบนแป้นหมุนเพื่อเริ่มต้นวิ่งกลับไปในทิศตรงกันข้าม เรียกความสนใจให้นักท่องเที่ยวได้ดีทีเดียว 

China Town 
เหมือนเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ที่จะมีไชน่าทาวน์ เป็นจุดที่พี่น้องชาวจีนรวมกลุ่มทั้งอยู่อาศัย และค้าขายกัน จึงมีความคึกคักบรรยากาศคล้ายเยาวราชบ้านเรา ในย่านมีร้านค้ามากมายเช่น ร้านขายปลา ร้านขายผัก ร้านขายสมุนไพร มีวัดจีน และหากมีเวลาก็น่าไปชมศูนย์วัฒนธรรมของชาวจีนในนั้น ที่มีจัดแสดงงานพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาวจีนในอเมริกาตั้งแต่เข้ามาตั้งรกรากที่นี่หลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน 

Twin Peak 
จุดชมวิวเมืองมุมกว้างสะใจที่สุด เป็นจุดสูงที่สุดของซานฟรานฯ คุณจะได้เก็บภาพเมืองได้กว้าง 360 องศา ตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิค อ่าวซานฟรานซิสโก เห็นสะพานโกลเด้นเกทอยู่ลิบๆ แล้วก็เห็นดาวน์ทาวน์ซานฟรานซิสโกทั้งหมดด้วย ส่วนชื่อนี้ได้มาเพราะเป็นยอดเขาสองลูกที่อยู่แทบจะติดกันเดินข้ามไปมากันได้เชิงเขา เป็นย่านที่เต็มไปด้วยสีสันแบบสเปนผสมเม็กซิกัน หรือที่เรียกกันเท่ๆว่า Hispanics เดิมทีเป็นถิ่นที่อยู่โปรดของชาวฮิปปี้ 

Japan Town 
แหล่งที่ชาวญี่ปุ่นมาใช้ชีวิตกันเยอะจนรวมกันตั้งเป็นชุมชนแต่อย่างที่ทราบๆกันค่ะว่า ชาวญี่ปุ่นไปที่ไหนก็ไม่ทิ้งสายเลือดชาตินิยม ต้องปลูกสร้างบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ ให้เหมือนอยู่ในบ้านเกิดของตัวเอง นอกจากจะมีบ้านเตี้ยๆ น่ารักๆ ยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นปรุงโดยเชฟชาวปลาดิบตัวจริง ร้านขายของต่างๆ ที่นำมาจากญี่ปุ่น ตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือ อย่าพลาดเข้าไปหาเครปที่ขึ้นชื่อเลื่องลือว่าอร่อยล้ำที่สุดในซานฟรานซิสโกที่นี่ด้วยนะคะ 

Muir Woods National Monument (www.nps.gov) 
เอาใจผู้ชื่นชอบธรรมชาติซะหน่อยกันที่ อนุสรณ์ป่าแห่งชาติ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเขตของโกลเด้นเกท (Golden Gate National Recreation Area) ตั้งชื่อนี้ขึ้นเพื่อไว้เป็นการอาลัยแก่ คุณจอห์น มัวร์ ผู้บุกเบิกพื้นที่ ตั้งอยู่ในเขตมาริน เค้าร์ตี้ (Marin County) ทางเหนือของซานฟรานซิสโก ฟังดูเหมือนไกลแต่แค่ข้ามสะพานโกลเด้น เกท ไปก็ถึงแล้วค่ะ นอกจากการเดินชมป่าไม้แดง (Red Woods) ที่มีอายุมากกว่า 800 ปีลำต้นสูงเกินกว่า 250 ฟุต (แนะนำสักนิดค่ะว่าการถ่ายภาพที่นี่จะดูโอ้โหมากขึ้นเมื่อถ่ายภาพต้นไม้เทียบกับคน ค่าเข้าคนละ 5 เหรียญ) ยังมีลำธารเร้ดวู้ด ครีก (Redwood Creek) ที่เป็นจุดเพาะพันธุ์วางไข่ของปลาแซลมอนโคโฮ และปลาเทร้าต์ในช่วงฤดูหนาว และถ้าอึดพอเข้าไปส่วนลึกก็จะมีชายหาดมัวร์ และหมู่บ้านเล็กๆ ที่ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างเงียบสงบน่าเอ็นดูด้วย
 ถึงจุดหมายปลายแต่ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นสุดการเดินทางซะเมื่อไหร่ ซานฟรานซิสโก เมืองขึ้นชื่อเรื่องความสดใสเริงร่า สีสัน อาหารทะเล สดอร่อย ในบรรยากาศชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ที่อาจเคลิ้มๆ ไปได้ว่าอยู่ในยุโรปมากกว่าอเมริกา จนใครได้มาเยือนเป็นต้องทิ้งหัวใจไว้ (เพื่อหาเรื่องกลับมาตามหัวใจคืนอีกครั้ง) แค่นี้ก็ยั่วยวนให้รีบออกจากห้องเพื่อใช้เวลาที่มีอยู่ไม่มากในเมืองนี้ให้คุ้มค่าแล้วล่ะค่ะ 
 แม้จะมีเวลาจำกัดแต่นอกจากเดินเล่นสวยๆ ในย่านดาวน์ทาวน์ถ่ายรูปคู่กับหัวใจเมืองซานฟรานซิสโกที่ ยูเนี่ยน สแควร์ ขึ้นลงห้างสรรพสินค้าชื่อดังต่างๆ แล้วเรายังขอแนะนำให้เที่ยวตามจุดน่าสนใจต่างๆ ที่มีมากมาย และนี่เป็น 10 จุดท่องเที่ยวให้คุณผู้อ่านได้ไปเช็คอินกันรับรองว่า 48 ชั่วโมงก็เกินพอค่ะ 

Golden Gate Bridge 
(www.goldengatebridge.org) 
แม้ปีนี้จะล่วงเข้าวัยที่ 75 พอดี แต่สะพานเส้นนี้ยังครองใจนักท่องเที่ยวได้อย่างเหนียวแน่น เป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองซานฟรานซิสโก ลักษณะเป็นสะพานแขวนทอดยาวข้ามปากอ่าวซานฟรานซิสโกเพื่อเชื่อมไปยัง มาริน เค้าร์ตี้ (Marin County) โกลเด้น เกท จัดเป็นสุดยอดผลงานทางการก่อสร้างด้วยฝีมือมนุษย์ ที่ได้เอาชนะธรรมชาติด้วยการสร้างสะพานในกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากหนาวเย็นและอากาศแปรปรวน มีจุดให้ถ่ายภาพสะพานจากทั้ง 2 ฝั่ง แนะนำว่าถ้าหากอยากได้มุมสวยควรยอมเสียค่าผ่านทาง $5 (หากขับรถยนต์) แต่ถ้าเดินหรือขี่จักรยานสามารถข้ามได้ฟรี กิจกรรมส่วนมากบนสะพาน (นอกจากถ่ายภาพ) คือ เดินเล่น ขี่จักรยาน ตกปลา จากผลการสำรวจสถานที่ที่น่าประทับใจของสถาบันสถาปนิกอเมริกา พบว่า โกลเด้น เกท อยู่อันดับที่ 5 ของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั้งหมดในอเมริกา และเป็น 1 ใน 5 ภาพสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาที่คนทั่วโลกนึกถึง 

Fisherman’s Wharf 
(www.fishermanswharf.org)
ฟิชเชอร์แมน วอร์ฟ คือ สะพานปลาและท่าเรือที่ให้คุณสามารถมองเห็นอ่าวซานฟรานซิสโก และสะพานโกลเด้น เกท อีกมุมมองหนึ่งแน่นอนค่ะว่าแถวนี้มีร้านอาหารซีฟู้ดสดๆ ไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยว และร้านขายของที่ระลึกน่ารักมากมาย เดินไปใกล้ๆ กันจะเป็นเพียร์ 39 (Pier 39, www.pier39.com) อาคาร 2 ชั้น ภายในมีร้านค้า 110 ร้าน แถมร้านอาหารชมวิวอ่าวซานฟรานฯ ส่วนด้านนอกเปิดให้ศิลปินและนักแสดงมาออกลวดลายให้ชมอย่างเสรีกันทุกวัน นอกจากนี้ยังมีจุดให้เดินไปแวะชมได้อีกอย่าง จุดชมสิงโตทะเลใน PIER 39’s West Marina, สวนสนุกขนาดย่อมแต่เครื่องเล่นเพียบที่ Games Arcade หรือบริการล่องเรือชมอ่าวและวิวเมืองด้วยบริการของ Blue and Gold Fleet Bay Cruises 

Alcatraz Island 
(www.alcatrazcruises.com) 
เกาะอัลคาทราส อยู่ห่างจากชายฝั่งซานฟรานซิสโกออกไปในทะเลเพียงแค่ 2.4 กม. บนเกาะมีคุกเจ้าของเรื่องราวเกี่ยวกับนักโทษอันน่าสะพรึงกลัวในฉายา “คุกที่ไม่เคยมีใครแหกได้” เนื่องด้วยกระแสน้ำบริเวณนั้นทั้งเย็นจัดและเชี่ยวกราก และอุดมไปด้วยฉลาม (ในอดีต) จึงแทบจะไม่มีผู้ใดว่ายน้ำหลบหนีขึ้นฝั่งอย่างมีชีวิตรอดซักคนเดียว เคยใช้เป็นที่กักกันนักโทษชื่อดังหลายคน เช่น เจ้าพ่อมาเฟียอัลคาโปน แต่หลังจากมีนักโทษแหกคุกได้ คุกแห่งนี้ก็ปิดตัวลงและกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นที่รู้จักมากขึ้นตอนใช้เป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง “The Rock” มีเรือข้ามฟากไว้บริการหากมีเวลาน่าไปลองล่องเรือชมคุกประวัติศาสตร์กันนะคะ (ควรติดต่อเพื่อเช็คตารางเรือและสำรองซื้อตั๋วเรือก่อนไปซึ่งมีบริการทางออนไลน์)
Board: escape
(0)
Share
Anywhere
Keep by Anywhere
1922
FOLLOWER

San Francisco IN 48 HRS.

"Alamo Square จริงๆ แล้วเป็นย่านที่มีบ้านสไตล์วิกตอเรียนมากกว่า 1,900 หลัง แต่ปัจจุบันความเจริญทำให้ลดจำนวนหายไปเรื่อยๆ จุดเด่นอยู่ที่ Victorian House เรียงต่อกัน 6 หลัง โดยมีฉากหลังเป็นดาวน์ทาวน์ที่แออัดด้วยตึกอาคารสูง ให้ความรู้สึกขัดแย้งแบบลงตัว ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองนี้ที่ไม่ควรพลาดมาเก็บภาพ และถ้าได้ไปในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะได้ชมชาวซานฟรานฯ มานั่งนอนเล่นอาบแดด เล่นกีฬาที่สวนสาธารณะอาลาโมแห่งนี้ให้เพลินตาอีกด้วย
Lombard Street ถนนลอมบาร์ด
ถนนคดเคี้ยวที่สุดในโลก สร้างขึ้นปี ค.ศ. 1922 เพื่อเชื่อมถนนไฮด์ (Hyde) กับถนนลีเวนเวิร์ธ (Leavenworth) ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะเขาช่วงนั้นมีความชันมากรถวิ่งทางตรงอาจเกิดอันตรายได้ สำหรับนักท่องเที่ยว สามารถเลือกเดินขึ้นลงถ่ายภาพกับวิวและบ้านสวยริมถนนหรือลองรับประสบการณ์ตรงขับรถไต่ลงมาตามเนินชัน 40 องศา ซิกแซกไปตาม 8 โค้งหักศอกตามอัธยาศัยเลยค่ะ
Cable Cars
สัญลักษณ์ของซานฟรานฯเค้าเลยล่ะค่ะ โดยรถรางจะแบ่งออกเป็นสายต่างๆ เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ.1873 เป็นระยะทางรวมถึง 180 กิโลเมตร ปัจจุบันเหลือวิ่งเพียง 3 สาย รวมระยะทาง 11 กิโลเมตร ให้บริการ 7 วันในหนึ่งสัปดาห์เรียกว่าทำงานไม่มีวันหยุดกันเลย จุดสุดเส้นทางรถราง จะใช้แรงคนหมุนรถกลับ 180 องศาบนแป้นหมุนเพื่อเริ่มต้นวิ่งกลับไปในทิศตรงกันข้าม เรียกความสนใจให้นักท่องเที่ยวได้ดีทีเดียว
China Town
เหมือนเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ที่จะมีไชน่าทาวน์ เป็นจุดที่พี่น้องชาวจีนรวมกลุ่มทั้งอยู่อาศัย และค้าขายกัน จึงมีความคึกคักบรรยากาศคล้ายเยาวราชบ้านเรา ในย่านมีร้านค้ามากมายเช่น ร้านขายปลา ร้านขายผัก ร้านขายสมุนไพร มีวัดจีน และหากมีเวลาก็น่าไปชมศูนย์วัฒนธรรมของชาวจีนในนั้น ที่มีจัดแสดงงานพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาวจีนในอเมริกาตั้งแต่เข้ามาตั้งรกรากที่นี่หลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน
Twin Peak
จุดชมวิวเมืองมุมกว้างสะใจที่สุด เป็นจุดสูงที่สุดของซานฟรานฯ คุณจะได้เก็บภาพเมืองได้กว้าง 360 องศา ตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิค อ่าวซานฟรานซิสโก เห็นสะพานโกลเด้นเกทอยู่ลิบๆ แล้วก็เห็นดาวน์ทาวน์ซานฟรานซิสโกทั้งหมดด้วย ส่วนชื่อนี้ได้มาเพราะเป็นยอดเขาสองลูกที่อยู่แทบจะติดกันเดินข้ามไปมากันได้เชิงเขา เป็นย่านที่เต็มไปด้วยสีสันแบบสเปนผสมเม็กซิกัน หรือที่เรียกกันเท่ๆว่า Hispanics เดิมทีเป็นถิ่นที่อยู่โปรดของชาวฮิปปี้
Japan Town
แหล่งที่ชาวญี่ปุ่นมาใช้ชีวิตกันเยอะจนรวมกันตั้งเป็นชุมชนแต่อย่างที่ทราบๆกันค่ะว่า ชาวญี่ปุ่นไปที่ไหนก็ไม่ทิ้งสายเลือดชาตินิยม ต้องปลูกสร้างบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ ให้เหมือนอยู่ในบ้านเกิดของตัวเอง นอกจากจะมีบ้านเตี้ยๆ น่ารักๆ ยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นปรุงโดยเชฟชาวปลาดิบตัวจริง ร้านขายของต่างๆ ที่นำมาจากญี่ปุ่น ตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือ อย่าพลาดเข้าไปหาเครปที่ขึ้นชื่อเลื่องลือว่าอร่อยล้ำที่สุดในซานฟรานซิสโกที่นี่ด้วยนะคะ
Muir Woods National Monument (www.nps.gov)
เอาใจผู้ชื่นชอบธรรมชาติซะหน่อยกันที่ อนุสรณ์ป่าแห่งชาติ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเขตของโกลเด้นเกท (Golden Gate National Recreation Area) ตั้งชื่อนี้ขึ้นเพื่อไว้เป็นการอาลัยแก่ คุณจอห์น มัวร์ ผู้บุกเบิกพื้นที่ ตั้งอยู่ในเขตมาริน เค้าร์ตี้ (Marin County) ทางเหนือของซานฟรานซิสโก ฟังดูเหมือนไกลแต่แค่ข้ามสะพานโกลเด้น เกท ไปก็ถึงแล้วค่ะ นอกจากการเดินชมป่าไม้แดง (Red Woods) ที่มีอายุมากกว่า 800 ปีลำต้นสูงเกินกว่า 250 ฟุต (แนะนำสักนิดค่ะว่าการถ่ายภาพที่นี่จะดูโอ้โหมากขึ้นเมื่อถ่ายภาพต้นไม้เทียบกับคน ค่าเข้าคนละ 5 เหรียญ) ยังมีลำธารเร้ดวู้ด ครีก (Redwood Creek) ที่เป็นจุดเพาะพันธุ์วางไข่ของปลาแซลมอนโคโฮ และปลาเทร้าต์ในช่วงฤดูหนาว และถ้าอึดพอเข้าไปส่วนลึกก็จะมีชายหาดมัวร์ และหมู่บ้านเล็กๆ ที่ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างเงียบสงบน่าเอ็นดูด้วย"
1 KEEP
Anywhere
0 LOVES
COMMENT