Meet the Future at AMBIENTE เชื่อว่าหลาย ๆ คนไม่เคยจัดให้เมืองแฟรงก์เฟิร์ตเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการเดินทางสำคัญในชีวิตมาก่อน เพราะส่วนใหญ่มักจะโดน ปารีส โรม โตเกียว โซล อะไรเหล่านี้บดบังรัศมีไปเสียหมด แต่หากคุณไม่ได้มองหาความโรแมนติกของเมืองดัง
 ลองเปิดโอกาสให้แฟรงก์เฟิร์ตได้เล่าอะไรให้คุณฟังบ้างดีไหม
 ว่ากันว่าการมาแฟรงก์เฟิร์ตไม่ใช่เรื่องยาก เพราะแทบไม่มีสายการบินไหนไม่ผ่านที่นี่ แฟรงก์เฟิร์ตนั้นคึกคัก เป็นเมืองที่มีคนเดินทางเข้า-ออกมาทำงานระหว่างวันมากถึง 1 ล้านคน เพราะเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การบิน และการจัดแสดงสินค้ามาตั้งแต่อดีต หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่าที่นี่สำคัญไม่ใช่เล่น ที่นี่มีธนาคารเปิดให้บริการตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 มีตลาดหุ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16
 แต่นั้นยังไม่เก่าแก่เท่ากับการจัดงานแสดงสินค้าที่เรียกว่า Messe ซึ่งเปิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1150 !
 แฟรงก์เฟิร์ตวันนี้จึงมีเรื่องของการจัดแสดงงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ โดยมี Messe Frankfurt เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จัดงานแฟร์มากกว่า 50 งานต่อปี ยังไม่รวมอีกกว่า 30 แฟร์ทั่วโลก ทำให้พื้นที่จัด
เชื่อว่าหลาย ๆ คนไม่เคยจัดให้เมืองแฟรงก์เฟิร์ตเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการเดินทางสำคัญในชีวิตมาก่อน เพราะส่วนใหญ่มักจะโดน ปารีส โรม โตเกียว โซล อะไรเหล่านี้บดบังรัศมีไปเสียหมด แต่หากคุณไม่ได้มองหาความโรแมนติกของเมืองดัง
 ลองเปิดโอกาสให้แฟรงก์เฟิร์ตได้เล่าอะไรให้คุณฟังบ้างดีไหม
 ว่ากันว่าการมาแฟรงก์เฟิร์ตไม่ใช่เรื่องยาก เพราะแทบไม่มีสายการบินไหนไม่ผ่านที่นี่ แฟรงก์เฟิร์ตนั้นคึกคัก เป็นเมืองที่มีคนเดินทางเข้า-ออกมาทำงานระหว่างวันมากถึง 1 ล้านคน เพราะเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การบิน และการจัดแสดงสินค้ามาตั้งแต่อดีต หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่าที่นี่สำคัญไม่ใช่เล่น ที่นี่มีธนาคารเปิดให้บริการตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 มีตลาดหุ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16
 แต่นั้นยังไม่เก่าแก่เท่ากับการจัดงานแสดงสินค้าที่เรียกว่า Messe ซึ่งเปิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1150 !
 แฟรงก์เฟิร์ตวันนี้จึงมีเรื่องของการจัดแสดงงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ โดยมี Messe Frankfurt เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จัดงานแฟร์มากกว่า 50 งานต่อปี ยังไม่รวมอีกกว่า 30 แฟร์ทั่วโลก ทำให้พื้นที่จัดแสดงงานในแฟรงก์เฟิร์ตเติบโตและขยายเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันมีพื้นที่มากกว่า 600,000 ตารางเมตร
 หนึ่งในงานแฟร์ที่ไม่ควรพลาดเห็นจะเป็น Ambiente เป็นงานใหญ่ของที่นี่ รูปแบบงานคล้าย ๆ กับงาน BIG+BIH ที่กรมส่งเสริมการส่งออกฯ จัดขึ้นในบ้านเรา แต่ด้วยพื้นที่แสดงงาน จำนวนบริษัทที่ขนสินค้ามาจัดแสดง และด้วยจำนวนผู้ซื้อ-ขายที่มาร่วมชมงานนั้นมากกว่าบ้านเราหลายเท่า  เรียกว่าถ้าจะไปเดินงานแฟร์นี้ ลืมรองเท้าส้นสูงและรองเท้าคู่ใหม่ป้ายแดงไปได้เลย เพราะอาจทำให้เท้าคุณบาดเจ็บสาหัสกลับบ้านได้ หากมีให้เลือก เราอยากได้รองเท้าติดล้อไปเดิน น่าจะดีที่สุด
 Ambiente มีรากคำจากละตินซึ่งหมายความถึงบรรยากาศ และนำมาใช้เป็นชื่องานแฟร์ที่รวมของใช้ ของตกแต่งบ้านจากกลุ่มผู้ผลิตและดีไซเนอร์ทั่วโลก โดยรูปแบบของงานจัดแบ่งประเภทออกเป็นหมวกใหญ่ ๆ 3 ประเภทคือ dining เสน่ห์จากอุปกรณ์ใช้สอยบนโต๊ะอาหารและเครื่องครัว Giving สารพัดของขวัญของใช้หลากไอเดีย และ Living โลกแห่งการตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ โดยแยกโซนไปตามพื้นที่จัดแสดงต่าง ๆซึ่งมีทั้งหมด 11 โซน บางพื้นที่ยังมีแยกย่อยออกเป็น 2-3 ชั้นด้วย เพราะบริษัทผู้ผลิตงานมากันมากมาย แต่ละบู๊ธขนสินค้ามาจัดวางตกต่างแบบสุดฝีมือ แถมยังเส้นแสงไฟที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้น่าสนใจอีกด้วย แต่ถ้าเดินกันจนเมื่อย ก็มีมุมคาเฟ่พร้อมให้นั่งผ่อนเท้าและเติมพลังในระหว่างวันได้อย่างสบาย
 นอกจากงานดีไซน์ของใช้ต่าง ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจแล้ว ยังมีนิทรรศการย่อยที่น่าดูทั้งมุมของ Talents ซึ่งจัดแสดงผลงานสุดสร้างสรรค์ของกลุ่มนักออกแบบหน้าใหม่ ๆ จาก 14 ประเทศ เวทีโชว์ดีไซน์ของกลุ่มนักศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัย Karlsruhe และมุม Design Plus สำหรับแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้
 ปีนี้นอกเหนือจากงานใหม่ ๆ แล้ว ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการประวัติการพัฒนาการของมืด หรือ Black Forest อีกด้วย รวมถึง Trends 2011 นิทรรศการที่ได้ Bora.herke Style Agency ทีมออกแบบซึ่งมาช่วยกำหนดทิศทางของเทรนด์ออกมาเป็น 4 สไตล์
 เริ่มจาก Cute ได้อิทธิพลมาจากความสุขในอดีตช่วงยุค ‘50s แต่ปรับดีไซน์ให้ทันสมัยขึ้น ผสมงานฝีมือที่ดูหวานแบบผู้หญิง แสดงความน่ารักสดใสในสีพาสเทล ตามมาด้วย Raw เน้นสัมผัสดิบหยาบแบบ Industrial Look ร่องรอยของตะเข็บ รอยสีแบบสนิม หรือรอยนิ้วมือบนงานปั้น และไม้ที่ไม่ทาสี โดยส่วนใหญ่มาจากวัสดุธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งมากนัก ส่วน Refined หรือความสวยแบบผู้ดีด้วยเส้นสายเรียบง่าย ทันสมัย ผ่อนคลาย ผิวสัมผัสที่ดูประณีต ไม่ว่าจะเป็นงานเคลือบผิวสีเงางาม หนังเนื้อเนียน ไม้เชอร์รี่ วอลนัท และแอช สเตนเลสสีเงินวาว หรือเซรามิกผิวเรียบ สุดท้าย Mash คือการผสมผสานระหว่างงานฝีมือและเทคโนโลยี ภายนอกและภายใน สีสันของวัฒนธรรมหลากหลายทั้งแอฟริกา เอเชียน และยุโรป คล้ายกับสไตล์ Exoticism ซึ่งอาจมีทั้งผ้าไหมลายกิโมโน ไม้ไผ่สาน แก้วสี ลูกปัด ด้ายย้อมสี และยาง
Around Frankfurt
เดินในงานแฟร์กันจนเมื่อยแล้วออกมาเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้านเมืองแฟรงก์เฟิร์ตกันหน่อย
 ช่วงที่มีงาน Ambiente อยู่ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาว บางวันอาจต่ำไปจนติดลบ 1 องศา และบางวันก็ขึ้นมาที่ 5 องศา ดังนั้นสิ่งที่ต้องเตรียมไปอย่างยิ่งคือเสื้อกันหนาว หมวกอุ่น ๆ และถุงมือ โดยเฉพาะเมื่อออกมาเดินเล่นอยู่ในเมือง ดีไม่ดีบางวันยังมีฝนตกด้วย ถ้าไม่เหนื่อยเกินไป ขอแนะนำให้พกร่มเล็ก ๆ อีกสักคันหนึ่งติดตัวไว้ก็ดี
 หากเริ่มต้นจากงานแฟร์ก็เดินทางได้ไม่ยาก แค่นั่งรถไฟใต้ดินมาลงตรงสถานี Hauptwache เมื่อโผล่ขึ้นมาจากใต้ดินแล้วลองหันซ้ายหันขวา มองหาป้อมปราการเก่าของเมืองซึ่งเคยใช้เป็นคุกมาก่อน ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นร้านอาหารชื่อ Café Hauptwache ที่ตรงนี้เหมาะกับการนัดพบหรือเป็นจุดเริ่มต้นการเดินชมเมืองเก่าย่านนี้ได้ดี
 จากตรงนี้ ให้เดินไปทางทิศใต้เพื่อตรงไปสู่แม่น้ำ Main แล้วจะได้พบกับจัตุรัสย่านเมืองเก่าซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของเมืองแฟรงก์เฟิร์ตที่ทุกคนต้องไปเยือน บริเวณจัตุรัสนี้เป็นที่ตั้งของอาคารเก่าซึ่งหลงเหลือมาจากการระเบิดเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตรงกลางเป็นที่ตั้งของน้ำพุแปดเหลี่ยมและเทพีแห่งความยุติธรรมซึ่งทำจากทองแดง โดยถือตราชูไว้ในมือซ้าย และจับดาบไว้ที่มือขวา ด้านหน้าของเทพีคือศาลาว่าการของเมือง คนเยอรมันเรียกว่า Romer อดีตเคยใช้เป็นสถานที่บริหารบ้านเมืองมากว่า 600 ปี ตัวอาคารโดดเด่นด้วยรูปทรงจั่วสไตล์กอธิค ด้านในเคยใช้เป็นที่เฉลิมฉลองการสถาปนาจักรพรรดิ แต่ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงเวลามีงานสำคัญ ๆ
 ฝั่งตรงข้ามอาคารศาลาว่าการเมืองนั้นยิ่งสวยงามกว่า เพราะเป็นบ้านไม้เก่า 6 หลังสไตล์บาวาเรียน และเคยโดนระเบิดทำลายสิ้นตอนสงครามโลกครั้งที่  2 แต่เมื่อมีการบูรณะสร้างขึ้นมาใหม่ในช่วงทศวรรษ 1980 บ้านทั้ง 6 หลังก็กลับมาดูสวยงามตามแบบเดิม ด้านฝั่งขวาของบ้านมีโบสถ์นิโคไลเก่าซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์กอธิคดั้งเดิม และเป็นโบสถ์โปรเตสแตนต์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ซึ่งถ้ามาถึงที่นี่ในช่วงเวลา 9 โมงเช้า ช่วงเที่ยง และช่วง 5 โมงเย็น คุณจะยังได้ยินเสียงระฆังก้องกังวานยาวนานไปทั่วจัตุรัสนี้อีกด้วย แต่ต้องมาให้ตรงเวลา ไม่อย่างนั้นอด
 เดินไปอีกด้านหนึ่งของบ้าง 6 หลังนี้จะเจอกับโบสถ์สีแดง Kaiserdom ซึ่งเป็นโบสถ์หลักของจักรพรรดิ สวยงามในสไตล์กอธิคเช่นกัน ด้วยความสูง 95 เมตรกับบันได 324 ขั้น สู่หอคอยชมวิว อาจด้วยเพราะความเป็นตึกเก่าสีแดงสูงซึ่งรอดพ้นจากแรงระเบิดในสงครามได้ จึงทำให้โบสถ์นี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างของเมืองไปโดยปริยาย
 นอกจากความเก่าคลาสสิกของอาคารรอบจัตุรัสนี้แล้ว ที่ขึ้นชื่ออีกอย่างของแฟรงก์เฟิร์ตคืออาคารสร้างใหม่ทันสมัย อันเนื่องมาจากที่บ้านเมืองเคยถูกทำลายไปช่วงสงครามจนเกือบสิ้น จากที่เคยเป็นเมืองเก่าซึ่งมีสถาปัตยกรรมยุคกลางที่ใหญ่ที่สุด จึงเปลี่ยนโฉมหน้าให้แฟรงก์เฟิร์ต
กลายมาเป็นเมืองที่มีอาคารสมัยใหม่สูงระฟ้าเข้ามายึดพื้นที่รอบนอกจัตุรัสเก่าแทน
 ดังนั้น เมื่อออกนอกจัตุรัสเก่าทั้งหมดนี้ไปไม่ไกลนัก คุณจะได้พบกับอาคารสูงระฟ้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานใหญ่ของธนาคาร Commerzbank รูปทรงสามเหลี่ยมบริเวณใจกลางย่านธนาคาร สร้างโดย Sir Norman Foster สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษด้วยความสูง 259 เมตร ทำให้ตึกนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นอาคารที่สูงที่สุดในยุโรปนานถึง 8 ปี (ปัจจุบันตกมาอยู่อันดับ 3) ว่ากันว่าอาคารนี้ยังเป็นตึกสูงที่เน้นการใช้งานอย่างประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแห่งแรกของเยอรมณี เพราะใช้ระบบหมุนเวียนอากาศและแสงธรรมชาติเข้ามาผสมผสานในงานออกแบบอย่างกลมกลืน
 ถัดจากตึกสูงนี้ยังมี Messeturm อาคารรูปแท่งดินสอสีแดง ผลงานการออกแบบของ Helmut Jahn ด้วยระดับความสูง 256.5 เมตร จึงได้ผ่านการเป็นตึกที่สูงที่สุดเมื่อตอนสร้างเสร็จใหม่ ๆ ในปี ค.ศ. 1990 แต่ก็โดนลบสถิติไปแล้วเช่นกัน สำหรับอาคารที่คนนิยมขึ้นไปชมวิวกันมากที่สุดต้องยกให้กับ Main Tower อาคารทรงกลมสูง 200 เมตร ซึ่งใช้เวลาขึ้นลิฟต์เพียง 1 นาที ก็จะได้มารับลมเย็นและดูวิวแฟรงก์เฟิร์ตบนชั้นที่ 56 ได้อย่างสบาย
 ระหว่างเดินชมเมืองเพลิน ๆ อย่าลืมมองหาร้านที่ขายเครื่องดื่มประจำเมืองแฟรงก์เฟิร์ตที่ชื่อว่า Apfelwein (แอปเปิ้ลไวน์) กันด้วย ถ้าได้ลองชิมรสชาติเปรี้ยว ๆ ที่มาพร้อมระดับดีกรีสูงของไซเดอร์ หรือเหล่าที่ทำจากแอปเปิ้ลนี้ อาจช่วยให้คุณรู้สึกอุ่นตัวขึ้นมาอย่างทันที แต่ถ้าไม่อยากให้เข้มข้นมากนักก็สามารถเติมโซดาลงไปได้ ขณะที่อาหารมือหนักถ้าไม่ใช่ขาหมูอันขึ้นชื่อก็ต้องเป็นไส้กรอกประจำเมือง โดยของแฟรงก์เฟิร์ตนั้นเป็นไส้กรอกยี่ห้อ Gref-Volsings ที่คุณสามารถซื้อกลับมาเป็นของฝากได้เช่นกัน รวมถึงเบียร์ที่ราคาถูกกว่าน้ำเปล่าจริง ๆ
 ทั้งหมดนี้เป็นเสน่ห์ของแฟรงก์เฟิร์ตซึ่งคุณสามารถเลือกมาได้ตลอดทุกฤดูกาล
ที่มาของ ‘แฟรงก์เฟิร์ต’
อาจมาจากคำว่า Francornofurd ของชาวเมือง Franks หนึ่งในเผ่าของชาว Germanic ปัจจุบันแฟรงก์เฟิร์ตได้สร้างระบบทางเดินรถและขนส่งใต้ดินที่มีประสิทธิภาพมากแห่งหนึ่งของยุโรป โดยมีรถไฟที่เชื่อมชุมชนนอกเมืองกับตัวเมือง  และรถไฟใต้ดินที่วิ่งในเมือง ซึ่งสามารถซื้อตั๋วได้ที่เครื่องกดตั๋วบริเวณสถานี ถ้าต้องการไปหลายที่ใน 1 วัน ก็ควรซื้อตั๋ววันราคาประมาณ  6 ยูโรจะช่วยประหยัดได้มากกว่า หรือไม่ก็ซื้อ Frankfurt Card สำหรับนักท่องเที่ยว ราคาบัตร 1 วัน ประมาณ 8.90 ยูโร นอกจากนั่งรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทแล้ว ยังรับส่วนลดการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ด้วย หาซื้อได้ที่ Tourist Information ของสถานีรถไฟ Hauptbahnhof
Board: Roaming
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

Meet the Future at AMBIENTE

"เชื่อว่าหลาย ๆ คนไม่เคยจัดให้เมืองแฟรงก์เฟิร์ตเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการเดินทางสำคัญในชีวิตมาก่อน เพราะส่วนใหญ่มักจะโดน ปารีส โรม โตเกียว โซล อะไรเหล่านี้บดบังรัศมีไปเสียหมด แต่หากคุณไม่ได้มองหาความโรแมนติกของเมืองดัง
ลองเปิดโอกาสให้แฟรงก์เฟิร์ตได้เล่าอะไรให้คุณฟังบ้างดีไหม
ว่ากันว่าการมาแฟรงก์เฟิร์ตไม่ใช่เรื่องยาก เพราะแทบไม่มีสายการบินไหนไม่ผ่านที่นี่ แฟรงก์เฟิร์ตนั้นคึกคัก เป็นเมืองที่มีคนเดินทางเข้า-ออกมาทำงานระหว่างวันมากถึง 1 ล้านคน เพราะเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การบิน และการจัดแสดงสินค้ามาตั้งแต่อดีต หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่าที่นี่สำคัญไม่ใช่เล่น ที่นี่มีธนาคารเปิดให้บริการตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 มีตลาดหุ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16
แต่นั้นยังไม่เก่าแก่เท่ากับการจัดงานแสดงสินค้าที่เรียกว่า Messe ซึ่งเปิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1150 !
แฟรงก์เฟิร์ตวันนี้จึงมีเรื่องของการจัดแสดงงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ โดยมี Messe Frankfurt เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จัดงานแฟร์มากกว่า 50 งานต่อปี ยังไม่รวมอีกกว่า 30 แฟร์ทั่วโลก ทำให้พื้นที่จัด"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT