Manneken-Pis เดินออกมาจากถนนสายช็อกโกแลตได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ปรากฏลานกว้างบริเวณจัตุรัสกรองด์ ปราช (Grand Place) แรกเริ่มเดิมทีที่นี่เคยเป็นตลาดค้าขาย หรือจุดศูนย์กลางทางเศรษฐกินของเมืองหลวงตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ซึ่งภาพที่ผมเห็นก็ยังเป็นตลาดอยู่ดี แต่เป็นตลาดในลักษณะถนนคนเดินขนาดย่อมๆ ที่โปรดมากที่สุดก็คืองานภาพเขียนที่วางขายบริเวณกลางลานจตุรัสกอปรกับศิลปินอิสระที่กำลังนั่งวาดภาพนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ เป็นภาพที่งดงามยิ่งสำหรับชาวเอเชียในเมืองร้อนอย่างผม ... แต่ที่โดดเด่นยิ่งกว่าคงจะเป็นบรรยากาศของสถาปัตยกรรมเก่าแก่โดยรอบ โดยเฉพาะศาลาเทศบางเมือง (Hotel de Ville) ซึ่งเปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของเมือง มียอดโดมแหลมสูง 96 เมตร มองเห็นได้แต่ไกล ออกแบบสร้างโดยสถาปนิก ชื่อดังในยุค ค.ศ.1449 ชื่อ Jan van Ruysbroeck ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ยังคงใช้ในงานพิธีสำคัญอยู่บ้างเป็นครั้งคราว
จากจัตุรัสเมืองเก่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะมุ่งหน้าไปยังมุมเล็กๆ มุมหนึ่งที่ตัดกันระหว่างถนนเอตุฟ (Rue de LEtuve) กับถนนแชน (Rue de Chene) ซึ่งมีรูปปันเด็กชายขนาดเล็กสูง 2 ฟุต กำลังยืนปัสสาวะ ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม แมนเนเค็น-พิส (Manneken-Pis) ความเป็นมาของเจ้าน้อยตัวเล็กๆ นี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แค่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการเป็นตัวแทนที่คอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองประจำกรุงบรัสเซลล์มายาวนานกว่า 300 ปีเท่านั้นเอง ผมเห็นผู้คนมายืนมุงถ่ายรูปกันใหญ่ ไม่เห็นจะน่าสนใจเท่าไหร่ แต่ก็อดกดชัตเตอร์กับเขาไม่ได้ กลัวเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงกรุงบรัสเซลล์
การขอ Visa เพื่อท่องเที่ยวไปในประเทศแถบยุโรป (ด้วยตัวเอง) ถือเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร หากคุณไม่ได้ไปกับทัวร์ แต่สำหรับทริปล่าสุดของผมกันการเดินทาง 1 วันในเบลเยียมเป็นเรื่องที่แสนจะง่ายดาย เพราะผมขอไปแบบ No Visa ชนิดที่เรียกได้ว่าไร้ตราประทับใดๆ บนหน้าหนังสือเดินทาง (Passport) ทั้งสิ้น!!! 
เบลเยียม ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโป แม้กระแสความกดดันจากยุคเศรษฐกิจตกต่ำจะลุกลามไปทั่วภูมิภาค แต่เบลเยียมก็ยังคงเป็น (ทางผ่าน) ที่ดีเสมอ หากคุณคิดจะเดินทางท่องเที่ยวไปให้ทั่วดินแดนยุโรปตะวันตกโดยทางรถระหว่างกัน ทั้งจากฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน หรือ ลักเซมเบิร์กก็ตาม ... ผมใช้คำว่า (ทางผ่าน) เพราะเบลเยียมเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักไม่ค่อยใช้เป็นจุดหมายปลายทางหลักเหมือนเช่นประเทศอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น การขับรถออกจากฝรั่งเศสเพื่อข้ามพรมแดนไปยังเบลเยียม ถือเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายมาก เริ่มต้นจากกรุงปารีสเมืองหลวงอันแสนสับสนวุ่นวายและยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในทวีปยุโรป สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าปกคลุมบนพื้นที่ราบสลับกับเนินเขาสูงต่ำ ภูมิประเทศไม่ต่างจากชานเมืองแถบชนบทของประเทศอังกฤษทุกประการครับ เคยฝันว่า ถ้ามีโอกาสอยากไปเที่ยวเบลเยียม เพราะเคยดูหนังยอดเยี่ยมระดับรางวัลลูกโลกทองคำเรื่อง My Life in Pink เกี่ยวกับเด็กผู้ชายที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิง!!! บรรยากาศในเรื่องเต็มไปด้วยสีสันสดใสในฤดูร้อน แต่ภาพที่ปรากฏในตอนนี้ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะมันเป็นช่วงปลายฤดูหนาวที่อากาศกำลังเริ่มคลายความเย็นจัดจนหายในออกมาเป็นควัน ให้อารมณ์อันแสนโรแมนติกเหลือเกิน เมืองบรู้จส์ (Bruges) คือ จุดหมายแรกของการเดินทางในทริปนี้ เมื่อเอ่ยชื่อเมืองบรู้จส์ เชื่อแน่ว่านักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักแน่นอนว่ารวมถึงตัวผมเองด้วย ภาพของเมืองเล็กๆ ใกล้ชายฝั่งทะเลเหนือตรงข้ามเกาะอังกฤษที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำให้ผมรู้สึกหลงรักในทันทีที่เห็นเมืองบรู้จส์เป็นเมืองโบราณที่ดูอบอุ่นน่ารักและเป็นกันเอง ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง สถาปัตยกรรมสวยๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโบสถ์และบ้านเรือนเก่าแก่สไตล์ริมคลองที่โอบล้อมเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไว้ช่างโรแมนติกและเปี่ยมมนต์เสน่ห์จริงๆ พื้นถนนปูลาดด้วยหินศิลาขนาดใหญ่ตามแบบผังเมืองโบราณทั่วๆ ไป (เหมือนถนนในวัดพระแก้ว) รถม้าคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งเรือนำเที่ยวแล่นรอบคลอง อันถือเป็นไฮไลท์ของการเดินทาง ในทริปนี้ อาจเป็นเพราะเบลเยียมเคยเป็นอดีตดินแดนส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ จึงทำให้ทัศนียภาพของเมืองบรู้จส์คล้ายคลังกับกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์อย่างเห็นได้ชัด ผิดกันก็ตรงที่เมืองบรู้จส์มีขนาดเล็กมากกว่าหลายเท่าตัว อีกทั้งยังมีอารมณ์บางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นกว่า ตรงที่เป็นเมืองเล็กๆ ตึกรามบ้านช่องไม่ใหญ่โตนัก แลดูไปเหมือนเมืองตุ๊กตา กอปรกับผู้คนไม่วุ่นวายพลุกพล่านเท่าอัมสเตอร์ดัมเท่านั้นเอง บรู้จส์เป็นเมืองสำคัญตามประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ในฐานะที่เป็นอดีตเมืองป้อมปราการตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9 เพื่อปกป้องชายฝั่งทะเลจากพวกไวกิ้ง (ประเทศนอร์เวย์ และสวีเดนในปัจจุบัน) ที่สัญจรเข้ามาปล้นสะดมทางทะเล ต่อมาถูกครอบครองจากฝรั่งเศส โดยดยุคแห่งเบอร์กันดี ทำให้บรู้จส์กลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายนานาชาติ แล้วยังรอดพ้นจากการทำลายล้างในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้งที่ผ่านมาอีกด้วย จึงทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้ยังคงหลงเหลือสถาปัตยกรรมเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยุคกลางให้เห็นเรียงรายไปตามสองฟากฝั่งลำคลองที่คดเคี้ยว การเที่ยวชมเมืองบรู้จส์ทำได้ 3 วิธี คือ นั่งรถม้าชมเมือง ล่องเรือไปตามลำคลอง และเดิน ผมเลือกสองวีธีหลัง เพราะเป็นวิธีที่สะดวก ได้รับความนิยมสูง และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ผมตื่นเต้นมากกับการนั่งเรือชื่นชมทัศนียภาพไปตามลำคลองที่สองข้างทางเต็มไปด้วยหงส์ หงส์ตัวเป็นๆ เดินพาเหรดกันเป็นฝูงๆ ริมลำคลอง นั่งเพลินๆ ฟังมัคคุเทศก์ชาวบรู้จส์บรรยายภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงดัตช์ (ภาษาดัตช์ หรือภาษาเนเธอร์แลนด์ เป็นภาษาที่ชาวเมืองบรู้จส์ใช้เป็นส่วนใหญ่) ฟังไม่รู้เรื่อง แปลไม่ออกเลยครับ แต่ไม่เป็นไรแค่ซึมซับบรรยากาศโรแมนติกแบบนี้ก็เกินพอแล้ว ใช้เวลานั่งเรือประมารณครึ่งชั่วโมงก็เสร็จสิ้นโปรแกรมทัวร์ทางน้ำ สนนราคาเพียงคนละ 6.90 ยูโร (250 บาทโดยประมาณ) ถือว่าไม่แพงมากสำหรับค่าครองชีพในกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ (Benelux) หมายถึง 3 ประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของดินแดนยุโรปตะวันตก อันได้แก่เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ซึ่งทั้ง 3 ดินแดน ยังคงมีระบบกษัตริย์อันแข็งแกร่งเฉกเช่นเมืองไทยของเราครับ... แหม... น่าภูมิใจจริงๆ หลังเสร็จสิ้นการนั่งเรือ การเดินถือเป็นการชมเมืองอย่างละเอียดที่เยี่ยมยอดที่สุดเพราะสถานที่แต่ละแห่งอยู่ใกล้กันมาก ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลเมือง (Stadhuis) ซึ่งมีตัวอาคารที่เก่าแก่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1375 ภายในเป็นศิลปะแบบโกธิก ประดับประดาไปด้วยภาพเขียนแสดงถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้น ณ เมืองนี้ ...อีกสถานที่คือ จัตุรัสสำคัญของเมืองบรู้จส์ บริเวณเดอะมาร์ก (The Markt) หรือ Market Square รายล้อมไปด้วยอาคารบ้านเรือนในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของตลาดเก่าแก่มาตั้งแต่คริศต์ศตวรรษที่ 10 ปัจจุบันคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเดินถ่ายรูป และรถม้าโบราณสวยๆ ที่คอยให้บริการนักท่องเที่ยวจอดเรียงรายกันอยู่ ผมเดินวนเวียนไปมารอบตัวเมืองบรู้จส์ สังเกตเห็นว่าผู้คนที่นี่หน้าตาละม้ายคล้ายชาวฝรั่งเศสและฮังการีมาก คือเหมือนฝรั่งหน้าตาออกแนวตี๋หมวยที่ผสมเผ่าพันธุ์เอเชียกลายๆ ... อย่าลืมว่าตามประวัติศาสตร์อดีตกษัตริย์แจงกีสข่านเคยรุกคืบจนมาถึงดินแดนยุโรปกลาง อาจเป็นไปได้ที่จะเกิดการผสมผสานข้ามเผ่าพันธุ์กัน สรุปที่กล่าวมาก็คือ ชาวเบลเยียมหน้าตาดีมากนั่นเอง
เดินปะทะลมหนาวของปลายเดือนกุมภาพันธ์จนตัวแทบแข็งในเมืองบรู้จส์จนถึงช่วงเที่ยง ผมจึงรีบออกเดินทางต่อไปยังเมืองหลวงของประเทศเบลเยียม ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงแห่งการรอคอยเลยทีเดียว เพราะกรุงบรัสเซลล์ ขึ้นชื่อเหลือเกินว่าขนมช็อกโกแลตอร่อยมากที่สุดในโลก ในเมื่อช็อกโกแลตรสหวานขมกลมกล่อมคือของโปรด แน่นอนว่าตลาดค้าช็อกโกแลตบนถนนสาย Rue Haute & Rue Blacs หรือ ปลาซ ดู กรองด์ ซาบลง (Place du Grand Sablon) ... แหม ออกเสียงยากเหลือเกิน ย่อมต้องเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทางสู่กรุงบรัสเซลล์ในครั้งนี้สำหรับนักท่องเที่ยวหลายคนอย่างแน่นอน
หน้าตาของถนนสายช็อกโกแลตที่เต็มไปด้วยร้านขายช็อกโกแลต ปะปนอยู่กับร้านขายของเก่าแนวน่าสะสมตลอดคลองข้างทางที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลในช่วงบ่าย 2 โมง ช็อกโกแลตของที่นี่เขาขายกันยกเซ็ต คือ 1 เซ็ตจะมีหลายกล่อง ซึ่งแต่ละกล่องจะมีรสชาติ และหน้าตาแตกต่างกันไป สนนราคาค่อนข้างแพง แต่มั่นใจได้ว่าคุ้มสุดๆ เพราะตั้งแต่เกิดมา บอกได้เลยว่าช็อกโกแลตเบลเยียม คือ ช็อกโกแลตที่มีรสชาติอร่อยมากที่สุดในโลกเท่าที่เคยทดลองชิม (เพราะชิมมาหมดแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า) แตกต่างจากช็อกโกแลตอเมริกันหรือช็อกโกแลตอิตาเลียนที่หวานจนเลี่ยนสมชื่อ แล้วก็ต่างจากช็อกโกแลตสวิตเซอร์แลนด์ที่ขมจนเกินเหตุ ... ช็อกโกแลตเบลเยียมนี่ช่างอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินเล่นเที่ยวชมย่านเมืองเก่าตลอดช่วงบ่ายจนถึงเย็น โปรแกรมเที่ยวชมสถานที่ไฮไลท์ที่เปรียบได้กับเป็น Land Mark ของจริงแห่งราชอาณาจักรเบลเยียมยุคใหม่ก็มาถึง ผมตื่นเต้นมากกับการได้ถ่ายรูปกับอะโตเมียม (Atomium) หรือสถาปัตยกรรมรูปทรงประหลาด มองยังไงก็เหมือนโครงสร้างของโมเลกุล ใช่ครับสถาปนิกผู้ออกแบบเขาได้แรงบันดาลใจมาจากโครงสร้างโมเลกุลจริงๆ ผมเคยเห็นจากรูปถ่ายโปรโมทการท่องเที่ยวเบลเยียมมานานแล้ว อะโตเมียมดูเป็นสถาปัตยกรรมทรงกลมที่แปลกใหม่ ทันสมัย สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1958 เมื่อครั้งที่กรุงบรัสเซลล์ ได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน World’s Fair ภายในมีบันไดเลื่อนขึ้นไปชม และมีภัตตาคารสุดหรูตั้งอยู่บนนั้นด้วย
สถาปนิกเจ้าของความคิดสุดบรรเจิดผู้นี้ เคร่งครัดเรื่องลิขสิทธิ์สร้างสรรค์ทางปัญญาของเขามาก ถึงขนาดไม่ยอมอนุญาตให้สื่อมวลชนทั่วๆ ไปที่ได้รับเชิญมากับการท่องเที่ยวจากต่างชาติ ตีพิมพ์ภาพของอะโตเมียมโดยพลการ แต่งานนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับผม เพราะผมเป็นเพียงนักเดินทางธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง ก็เลยจัดหนักกดชัตเตอร์ซะแหลกลานเลยครับ แต่ก็ได้แต่ถ่ายจากภายนอกนะ เพราะข้างในตัวอาคารอะโตเมียมเขาห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด เริ่มพลบค่ำอากาศเย็นลงเรื่อยๆ เหมือนกำลังจะบอกว่าได้เวลากลับสู่กรุงปารีส เมืองหลวงอันแสนน่าพิสมัย (สำหรับใครๆ หลายคน) แต่สำหรับผม มันคือความวุ่นวายจนเกินไป ผมแวะกลับไปยังย่านดาวน์ทาวน์ของกรุงบรัสเซลล์อีกครั้ง ตรงถนนสาย Rue des Bouchers ห่างจากจัตุรัสกรองด์ ปราซ ไม่มากนัก ที่นั่นมีอาหารภูมิใจนำเสนอของชาวเบลเยียมที่เรียกว่า เมนูหอยแมลงภู่ หรือที่เรียกว่า เชซ์ เลอง (Chez Leon) กับมันฝรั่งทอดชุบเกลือ หรือ เฟรนส์ฟรายส์ (French Fries) นั่นเอง แลดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ แต่พอหยิบใส่ปากก็ต้องร้อง “โอ้โห อร่อยเวอร์” จริงๆ
การเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยที่สุดผ่านไปอีก 1 วัน ในเบลเยียม แม้จะเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่ใครหลายคนอาจใช้เป็นแค่ทางผ่านในการเดินทาง แต่สำหรับผมแล้ว ความสงบ อบอุ่น และดูน่ารักของเมืองหลวง และเมืองหลวงเก่าทั้งสองเมืองที่ได้มาสัมผัส บอกได้คำเดียวเลยว่าคุ้มค่าจริงๆ ... กับการเดินทางแบบ No Visa @ 1 วันในเบลเยียม
Board: Travel
(0)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2581
FOLLOWER

Manneken-Pis

"เดินออกมาจากถนนสายช็อกโกแลตได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ปรากฏลานกว้างบริเวณจัตุรัสกรองด์ ปราช (Grand Place) แรกเริ่มเดิมทีที่นี่เคยเป็นตลาดค้าขาย หรือจุดศูนย์กลางทางเศรษฐกินของเมืองหลวงตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ซึ่งภาพที่ผมเห็นก็ยังเป็นตลาดอยู่ดี แต่เป็นตลาดในลักษณะถนนคนเดินขนาดย่อมๆ ที่โปรดมากที่สุดก็คืองานภาพเขียนที่วางขายบริเวณกลางลานจตุรัสกอปรกับศิลปินอิสระที่กำลังนั่งวาดภาพนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ เป็นภาพที่งดงามยิ่งสำหรับชาวเอเชียในเมืองร้อนอย่างผม ... แต่ที่โดดเด่นยิ่งกว่าคงจะเป็นบรรยากาศของสถาปัตยกรรมเก่าแก่โดยรอบ โดยเฉพาะศาลาเทศบางเมือง (Hotel de Ville) ซึ่งเปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของเมือง มียอดโดมแหลมสูง 96 เมตร มองเห็นได้แต่ไกล ออกแบบสร้างโดยสถาปนิก ชื่อดังในยุค ค.ศ.1449 ชื่อ Jan van Ruysbroeck ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ยังคงใช้ในงานพิธีสำคัญอยู่บ้างเป็นครั้งคราว
จากจัตุรัสเมืองเก่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะมุ่งหน้าไปยังมุมเล็กๆ มุมหนึ่งที่ตัดกันระหว่างถนนเอตุฟ (Rue de LEtuve) กับถนนแชน (Rue de Chene) ซึ่งมีรูปปันเด็กชายขนาดเล็กสูง 2 ฟุต กำลังยืนปัสสาวะ ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม แมนเนเค็น-พิส (Manneken-Pis) ความเป็นมาของเจ้าน้อยตัวเล็กๆ นี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แค่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการเป็นตัวแทนที่คอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองประจำกรุงบรัสเซลล์มายาวนานกว่า 300 ปีเท่านั้นเอง ผมเห็นผู้คนมายืนมุงถ่ายรูปกันใหญ่ ไม่เห็นจะน่าสนใจเท่าไหร่ แต่ก็อดกดชัตเตอร์กับเขาไม่ได้ กลัวเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงกรุงบรัสเซลล์"
1 KEEP
Kullastree
0 LOVES
COMMENT