Mandalay ทางตอนใต้ของเมืองอมรปุระ ยามเย็นทุกคนมุ่งสู่สะพานอูเบ็ง สะพานไม้สักขนาดยาว 2 กิโลเมตรที่รื้อจากพระราชวังเก่าแห่งกรุงอังวะจำนวน 1,208 ต้น มีอายุมากถึง 200 ปี ใช้ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน หากเดินข้ามสะพานไปจะพบกับเจดีย์เจ๊าต่อจี เจดีย์ที่สร้างตามแบบวัดอนันดาแห่งพุกามชื่อสะพานมาจากขุนนางนามว่า “อูเบ็ง” ที่พระเจ้าปุดงมอบหมายให้เป็นแม่กองงานในการสร้างสะพาน
	เรานั่งเรือจากมัณฑะเลย์สู่เมืองอังวะแล้วต่อด้วยรถม้าเข้าไปในเมืองไปโผล่ตามหมู่บ้านซึ่งทำบาตรพระ เรียนรู้บาตรแต่ละใบใช้เวลาทำนานถึงหกเดือน ซึ่งใช้เวลานานและมีวิธีการทำหลายขั้นตอน จากนั้นนั่งเรือไปยังเมืองมินกุนเพื่อชมเจดีย์มินกุน (Mingun Pagoda) หรือที่ชาวพม่าเรียกกันว่าปาโตดอจี (Pahtodawgyi) มีความหมายว่าเจดีย์ที่สร้างไม่เสร็จตั้งอยู่บริเวณ ชายฝั่งของแม่น้ำอิระวดี แม้ว่ายังสร้างไม่เสร็จแต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก

NOTE
ร้านอาหารแนะนำในมัณฑะเลย์
1. A Little Bit of Mandalay (Aung Taw Quarter 413(B), 65th Street, Between 27th & 28th) เป็นร้านอาหารชาวบ้านอยู่กลางสวน
2. Ko’s Kitchen Thai Restaurant (No. 282, Corner of 19th & 80th Street, Mandalay, Myanmar) ร้านอาหารไทยรสชาติล้ำเลิศแต่เชฟเป็นชาวพม่า
คนไทยส่วนใหญ่รวมถึงเราเองมองว่า พม่าเป็นประเทศปิดและอยู่ใกล้บ้านมากเกินไป เดินทางท่องโลกไปทั่วแต่กลับมองข้ามประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ด้วยความที่อยากรู้ว่าเมืองที่โดนปิดมานานนั้นเป็นอย่างไร สภาพสังคมอยู่กันแบบไหน ได้ยินใครต่อใครเล่าว่าพม่าค่อนข้างล้าหลังกว่าเมืองไทย การสื่อสารโทรคมนาคมก็ไม่สะดวก หลายอย่างถูกปิดกั้นด้วยรัฐบาลทหาร กลายเป็นความท้าทายที่น่าสนใจกับสภาพการเมืองที่มีข้อจำกัดเยอะเยี่ยงนี้ 5 เมืองในพม่าที่ได้ไปเยือนกลับทำให้เรามองพม่าในมุมที่แปลกไป มุมที่ช่างบริสุทธิ์และงดงาม สำหรับเราแล้ว ที่นี่เหมือนเป็นดิสนีย์แลนด์ของพุทธศาสนา เพราะว่ามีตัวตุ๊กตุ่นตุ๊กตาและพระพุทธรูปปางต่างๆ หลายพันองค์ พระพักตร์ของพระพุทธรูปแต่ละองค์มีรอยยิ้มและสีหน้าที่ทำให้รู้สึกว่าเวลาได้สักการะแล้วมีความสุข มีรูปปั้นหงส์และคนซึ่งคล้ายๆ สฟิงซ์คือตัวเป็นสิงโตแต่หน้าเป็นคน นอกนั้นคือรูปปั้นเทวดานางฟ้า พื้นที่กินอาณาบริเวณใหญ่มาก ทั้งสถาปัตยกรรมโดดเด่นผสมผสานความเป็นพม่าและมอญ ตามธรรมเนียมปฏิบัติทุกคนต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าวัด ตลอดพื้นที่จะเห็นพระสงฆ์นั่งสวดมนต์ คนแก่คนเฒ่านั่งนับประคำทำสมาธิ ช่วงเวลาเย็นๆ ตะวันใกล้ลับ เปล่งประกายสีทองอร่ามทั่วเจดีย์ เพิ่มความขลังและศักดิ์สิทธิ์ ตรงลานวัดมีสี่มุม เรานั่งอยู่ตรงมุมที่เรียกว่า เป็นจุดศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชเวดากอง รอบๆ ตัวมีคนจุดเทียนบูชาถวายพระเจดีย์ ระหว่างนั่งมององค์เจดีย์ประมาณเกือบชั่วโมงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ร้านอาหารแนะนำในย่างกุ้ง
1. ร้าน Monsoon (http://monsoonmyanmar.com/) ร้านอาหารแบบผสมผสานความเป็นฟิวชั่นไทยกับพม่า เสิร์ฟข้าวมาในรูปแบบหลากหลาย มีทั้งข้าวผสมใบเตย ข้าวมันสำปะหลังและข้าวหน้าอบมะพร้าว คือเหมือนเอาน้ำมะพร้าวไปหุงข้าว ข้าวที่หุงจะออกมันๆ หน่อย เกษตรกรรมหลักของพม่าคือข้าว เคยเป็นประเทศส่งออกข้าวเบอร์หนึ่งของโลกก่อนไทย อันดับที่สองก็คือถั่ว เวลาไปรับประทานข้าว มักมีถั่วทอดให้เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยทุกที อีกอย่างหนึ่งก็คือข้าวเกรียบหม่ำกับบาราชอง เหมือนน้ำพริกบ้านเรา ซึ่งทำมาจากพริกคั่วผสมกันรสชาติแปลกดีไม่เผ็ดมาก มีผักสดแนมมาให้
2. ร้าน Le Planteur (www.leplanteur.net/) ร้านอาหารหรูจัดอยู่กลางสวน มีชีสเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย เสิร์ฟแชมเปญ ด้านในมีไวน์บาร์ ตัวตึกเป็นโคโลเนียลเฮาส์สีอิฐสวยทีเดียว ขณะนั่งกินอาหารกันอยู่กลางสวน มีฝูงห่านเดินมาเป็นสิบตัวและก็มีกระต่ายกระโดดเล่นในสวน น่ารักมาก มีห้องหนึ่งที่ใช้เฟอร์นิเจอร์สีแดงขาเก้าอี้โซฟาเป็นรองเท้าสั้นสูงสีแดง เก๋มาก เปิดร้านแนะนำในไกด์บุ๊ค เป็นที่ที่เขาแนะนำก็เลยลองไปดู
3. ร้าน Feel ขายอาหารชาวบ้านมากๆ เหมือนกับร้านแม่ศรีเรือนของไทย เป็นข้าวราดแกงซึ่งมีประมาณเกือบร้อยชนิดให้เลือก มีอาหารทุกชนิด เช่น ปลาทอด ไก่ทอด กุ้ง หน้าตาสีสันดูไม่ค่อยหน้ากินเท่าไร แต่พอลองกินแล้วอร่อยทุกอย่าง รสชาติมีความเป็นเครื่องเทศค่อนข้างเยอะเพราะได้รับอิทธิพลจากอินเดีย
พุกามขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเจดีย์ 4,000 องค์ เราได้เห็นถึงพลังศรัทธาของมนุษย์ที่มีต่อศาสนา ชาวพม่าก่อสร้างเจดีย์ เหมือนว่าแข่งกันสร้าง ใครจะใหญ่กว่าใครจะสวยกว่ากัน ในแต่ละที่มีเจดีย์แต่ละองค์แตกต่างกันออกไป สถาปัตยกรรมแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของมนุษย์เมื่อสมัยศตวรรษที่ 11 เมื่อเดินไปในองค์เจดีย์จะมีแสงธรรมชาติส่องทาง อากาศภายในเย็นสบายเหมือนว่ากำลังเดินอยู่ในถ้ำ เจดีย์ที่โด่งดังสุดคือเจดีย์อนันดา (Ananda Pahto) ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่สี่มุมแตกต่างปางกันไปในแต่ละมุม พุกามคือที่สถิตพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ว่างั้นเถอะ

เจดีย์แนะนำอีกหนึ่งคือเจดีย์ชเวสิกอง (Shwezigon Paya) เจดีย์สีทองคล้ายๆ กับชเวดากอง แต่ลักษณะกว้างกว่าและขนาดของทุกอย่างย่อลงมา แนะนำให้ไปกินกลางวันที่ร้าน River View อยู่ริมแม่น้ำอิระวะดี เสิร์ฟอาหารมาในภาชนะเครื่องเขินสวยงามอันเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของพุกามฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเป็นพื้นที่โล่งเห็นทิวทัศน์ภูเขา จากร้านอาหารมีสะพานให้เดินไปถึงฝั่งแม่น้ำ ระหว่างสองข้างทางของสะพานเป็นทุ่งดอกทานตะวันตรงกลางสะพานมีรูปปั้นอยู่เป็นรูปวัวเดินหมุนเป็นวงกลม
	ส่วนมื้อเย็น แนะนำร้านนันดา (Nanda) เป็นร้านที่ค่อนข้างมีกรุ๊ปทัวร์ลงเยอะ มีการแสดงหุ่นกระบอกโชว์ทักษะในการเชิดหุ่นของศิลปินก่อนการแสดงจะมีการสักการะไหว้ครูให้ชมทุกครั้ง หลังจากนั้นเป็นการละเล่นในเรื่องของความเชื่อเรื่องของชาวบ้านหนุ่มสาวจีบกัน คนแก่หรือชายหญิงทะเลาะกัน ดนตรีประกอบด้วยฆ้อง ระนาด ฉิ่ง เหมือนดนตรีไทย แต่ทุกอย่างที่แสดงใช้การร้องสดหมด ลักษณะคล้ายๆ หุ่นละครโจหลุยส์ พอแสดงเสร็จหุ่นกระบอกจะมาทักทายกับลูกค้าตามโต๊ะอาหาร
	ไปเดินเล่นแถบตลาด Nyaung-U ใน New Bagan จะได้รู้จักเมืองพุกามมากขึ้นมีของขายตามพื้น จำพวกพืชผลทางการเกษตรต่างๆ ตาชั่งของเขาเป็นแบบโบราณ ใช้หินในการตวง สินค้าขายดีคือ รังต่อ หนู นก ตะพาบ และไก่ ที่พลาดไม่ได้เลยคือ ในตอนกลางวันช่วงบ่ายๆ ควรนั่งรถม้าชมวิวรอบเมือง คิดราคาประมาณ 7 ดอลล่าร์สหรัฐ หลังจากนั้นไปล่องเรือที่แม่น้ำอิระวดี คิดราคาประมาณ 7 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นไปล่องเรือที่แม่น้ำอิระวดี ได้เห็นวิถีของเขามากขึ้น วันใดฟ้าโปร่งในยามเย็นจะเห็นพระอาทิตย์ดวงใหญ่มาก บรรยากาศโรแมนติก
จากพุกามเดินทางสู่มัณฑะเลย์ใช้เวลาประมาณ 40 นาที และเข้าเมืองอีกประมาณ 40 นาที อดีตเมืองหลวงเก่าที่ทั่วโลกคุ้นชื่อจากบทกวีของ Rudyard Kipling และนักฟังเพลงรุ่นแฟรงค์ ชินาตร้าจนถึงร็อบบี้ วิลเลียมส์
	ด้วยเพราะเคยเป็นเมืองหลวงเก่า มัณฑะเลย์จึงยังคงไว้ซึ่งวังที่สร้างจากไม้สักทั้งหลัง เรียก “Golden Palace” จากด้านนอกจะเห็นวังเป็นสีดำ ในสมัยก่อนเขาแปะทองคำแปลวทั้งพระราชวังแต่ปัจจุบันหลุดออกไปตามกาลเวลาจึงเห็นเป็นสีดำ ด้านในทุกอย่างยังเห็นรอยทองคำเปลวเด่นชัดใกล้กับวังคือ Kuthodaw Pagoda เป็นที่เก็บรักษาหนังสือใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นศิลาจารึก ทำจากหินอ่อนขนาดใหญ่ สูง 107 เซนติเมตร ทั้งหมด 1,460 หน้า บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระไตรปิฏกและพระพุทธศาสนา
จากมัณฑะเลย์ใช้เวลาบินสู่ Heho ประมาณ 35 นาที และนั่งรถไปเมือง kalaw อีก 1 ชั่วโมง มีทัศนียภาพทิวเขาหินแกรนิตตลอดสองข้างทาง เห็นทุ่งหญ้ากว้าง วัวควายเดินอยู่ตามชายทุ่ง ยามเช้าเราแวะตลาด Augbain ซึ่งมีชาวเขาเผ่าพาโอ (Pa-O village) อาศัยอยู่ พวกเขาใส่เสื้อสีดำและโพกศีรษะด้วยผ้าสีส้มเหมือนแขก มาเยือนตลาดเหมือนได้มาพบปะเจอผู้คน ดังนั้นชาวเขาที่มาจ่ายตลาดจึงแต่งตัวสวย มีดอกไม้เสียบผม มีผ้าโพกหัวและผ้าห่มไหล่ ในตลาดมีดอกไม้สีสันสวยสด ตามท้องถนนมีรถม้าวิ่งกันขวักไขว่ และที่สำคัญบ้านเรือนสะอาด ส่วนใหญ่คนที่มาพักที่เมือง Kalaw เป็นที่พักบนเขาเนื่องจาก Kalaw อากาศดีมีอุณหภูมิเย็นตลอดทั้งปีในช่วงหน้าหนาวอุณหภูมิติดลบและเป็นทะเลหมอก เป็นที่นิยมของคนอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม Kalaw คือเมืองท่องเที่ยวใหม่ที่เปิดโลกพม่าให้เราได้รู้จักต่างไป ประหนึ่งได้เดินเข้าไปในซีนหนังที่เซ็ทฉากและตัวละครไว้เรียบร้อย แต่นั่นคือชีวิตจริงภาพที่ถ่ายออกมามีความสวยงามเหมือนว่าเป็นภาพถ่ายจากประเทศอังกฤษหรือสวีเดนนั่นเลย เราโปรยอาหารนกขึ้นไปบนฟ้า นกทั้งหลายก็โฉบมางับได้อย่างแม่นยำ ตลอดที่เรือแล่นตราบใดที่เรามีอาหารอยู่ก็จะมีนกนางนวลบินตามราวกับลูกสมุน ทั้งสนุกและได้ภาพถ่ายสวยงามได้อารมณ์ ยองชเว เป็นเมืองหน้าด่านของพม่าและเป็นประตูสู่ทะเลสาบอินเล ทะเลสาบน้ำจืดขนาด 116 ตารางกิโลเมตร แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดแห่งหนึ่งของพม่า พาหนะของทุกบ้านคือ เรือ เอกลักษณ์เด็ดของชาวอินตาคือ เวลาพายเรือชาวอินตาจะยืนและใช้เท้าไขว้ไม้พายก่อนจุ่มจ้วงลงไปเป็นจังหวะ ขณะเดียวกันก็จับอุปกรณ์ดักปลาด้วย อาชีพหลักของพวกเขานอกจากจับปลาแล้วยังตักดินไปขาย เพราะดินคือของมีค่า เนื่องจากต้องใช้ดินในการเพาะปลูกผักสวนครัวต่างๆ พืชที่มีเยอะมากคือ ต้นบัว เยอะจนสามารถนำใยบัวมาปั่นเป็นเส้นด้าย คล้ายๆผ้าใยกัญชา แต่ว่าเหนียวและหนากว่า

NOTE
ร้านอาหารแนะนำ
ร้านอาหารมื้อกลางวันชื่อร้าน Golden Kite Restaurant อยู่ใจกลางทะเลสาบ ซึ่งมีแม่น้ำ 2 สาย ขนาบข้าง ร้านตั้งอยู่ตรงกลาง เสิร์ฟอาหารอิตาเลียน มีทั้งซุปต่างๆ และพิซซ่า
อาชีพอีกอย่างที่ชาวบ้านนิยมทำคือ ขุดสาหร่ายรอบทะเลสาบเอาไปทำปุ๋ย สำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่มักเลี้ยงไหม ทอผ้า ตัดสายบัวหรือหักก้านบัวดึงใยบัวออกมาปั่นเป็นด้ายทอเป็นผ้าใยบัวออกมาเป็นผ้าพันคอ ส่วนเด็กสาวๆ มักไปรับจ้างนั่งม้วน Cheroot หรือบุหรี่พม่า ซึ่งทำได้เร็วมาก คนหนึ่งทำได้ 1,000 อันต่อวัน
	กิจกรรมที่ขาดไม่ได้เลยคือ นั่งเรือที่ใช้เท้าพายชมวิวรอบหมู่บ้านเหนือน้ำ หากชอบความเร็วหน่อยจะเลือกเรือหางยาวก็ได้ พอเข้าไปในหมู่บ้านก็เห็นสนามตระกร้อลอยน้ำทำจากดินเป็นเหมือนเกาะลอยน้ำอยู่ บ้านทุกหลังลอยขึ้นตามระดับน้ำ ที่นี่จึงไม่เกิดปัญหาน้ำท่วม เป็นเทคนิคการสร้างบ้านแบบชาวบ้าน เลี้ยงหมูและวัวอยู่ข้างบ้าน ชาวอินตาสามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติแวดล้อมได้อย่างน่าชื่นชม ตรงท่าเรือมีเด็กมาขายอาหารให้นกนางนวลระหว่างทาง พอไปถึงกลางทะเลสาบ เราโปรยอาหารนกขึ้นไปบนฟ้า นกทั้งหลายก็โฉบมางับได้อย่างแม่นยำ ตลอดที่เรือแล่นตราบใดที่เรายังมีอาหารอยู่ก็จะมีนกนางนวลบินตามราวกับลูกสมุน ทั้งสนุกและได้ภาพถ่ายสวยงามได้อารมณ์ เรือแล่นไม่นานก็ถึง Nga Hpa Kyaung หรือรู้จักกันในชื่อว่า Jumping Cat Monastery มีการแสดงแมวกระโดดลอดห่วงของน้องแมวเหมียวแสนน่ารัก รวมถึงพระพุทธรูปปางต่างๆ ที่ตั้งในซุ้มเรียงรายกันอยู่กลางวัด แต่ละองค์ล้วนงดงามประณีต ควรค่าแก่การแวะชม
	การเดินทางที่เมืองยองชเว ใช้เรือเป็นพาหนะเพียงอย่างเดียว หากเป็นมื้อกลางวันสามารถกินข้างนอกได้ แต่ถ้าเป็นมื้อเย็นเป็นโจทย์บังคับต้องรับประทานที่โรงแรมเท่านั้น เนื่องจากมีกฎห้ามเดินทางหลังหกโมงเย็นเพราะชาวบ้านต้องการความสงบในยามพักผ่อน
	วัฒนธรรมพม่าอาจคล้ายบ้านเรา แต่การดำเนินชีวิตนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อารยธรรมต่างๆ ในพม่าถือว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์และยังได้เห็นพลังศรัทธาของพระพุทธศาสนาที่คนพม่ามี ทั้งความเชื่อเกี่ยวกับภูตผีปีศาจและเกี่ยวกับเทพเจ้า ชาวพม่าใช้ชีวิตที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ให้เข้ากับเมืองที่มีรัฐบาลทหารเป็นผู้ควบคุม หากใครมีโอกาสหรือมีเวลาสักหนึ่งอาทิตย์น่าจะลองไปเปิดโลกทัศน์ที่นี่ดูสักครั้ง
	หนึ่งสิ่งที่เราเชื่อคือชาวพม่าจะยังคงรักษาการใช้วิถีชีวิตในแบบดั้งเดิมที่เขาเป็นอยู่ กระแสโลกาภิวัฒน์ไม่ได้มีผลทำให้ความเชื่อโดยเฉพาะทางด้านศาสนาของคนพม่าเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด

WHERE TO STAY
•	Yangon: Chatrium Hotel Royal Lake Yangon (www.chatrium.com/chtrium_hotel_yangon/)
•	Bangn: Aye Yar River View Resort (www.baganayeyarhotel.com)
•	Mandalay. Sedona Hotel (www.sedonahotels.com.sg)
•	Kalaw: Pine Hill Resort
•	Nyaungshwe: Pristine Lotus Spa Resort (www.pristinelotus.com/)

GETTING THERE
•	บางกอกแอร์เวย์ส (www.bangkokair.com) และสายการบินไทยแอร์เอเชีย (www.airasia.com/th) บริการบินตรงสู่ย่างกุ้งทุกวัน
•	การเดินทางภายในพม่าสู่เมืองต่างๆ เช่น ย่างกุ้ง พุกาม มัณฑะเลย์และเฮโฮ (สู่ทะเลสาบอินเล) สามารถใช้บริการสายการบินภายในประเทศ อาทิ Asian Wings (www.asianwingsair.com) Air Bagan (www.airbagan.com) และ Air Mandalay (www.airmandalay.com)

NOTE
ที่พม่าทุกอย่างต้องใช้เงินสด ไม่ค่อยรับบัตรเครดิต แม้แต่ในโรงแรมห้าดาวก็ตาม และรับแต่ธนบัตรดอลลาร์ใบใหม่ ห้ามมีรอยพับ รอยขีดข่วน และจะไม่รับที่มีโค้ดรหัส A B และ C D เพราะถือว่าเป็นธนบัตรปลอม ค่าเงินพม่าแต่ละวันมีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างเร็วมาก ปกติ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 750 จ๊าด วันรุ่งขึ้นอาจเป็น 700 จ๊าด เพราะฉะนั้นก็คือแล้วแต่ดวงว่าเราจะแลกเท่าไหร่ สถานที่แลกเงินจะค่อนข้างจำกัด อย่างที่สนามบินเพิ่งเปิดมาได้เมื่อต้นปีที่ผ่านมาแต่คิวยาวมาก จึงได้รับคำแนะนำให้ไปแลกที่ตลาดมืดซึ่งเป็นเหมือนร้านค้าตามโรงแรม
(0)
Share
Anywhere
Keep by Anywhere
1922
FOLLOWER

Mandalay

"ทางตอนใต้ของเมืองอมรปุระ ยามเย็นทุกคนมุ่งสู่สะพานอูเบ็ง สะพานไม้สักขนาดยาว 2 กิโลเมตรที่รื้อจากพระราชวังเก่าแห่งกรุงอังวะจำนวน 1,208 ต้น มีอายุมากถึง 200 ปี ใช้ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน หากเดินข้ามสะพานไปจะพบกับเจดีย์เจ๊าต่อจี เจดีย์ที่สร้างตามแบบวัดอนันดาแห่งพุกามชื่อสะพานมาจากขุนนางนามว่า “อูเบ็ง” ที่พระเจ้าปุดงมอบหมายให้เป็นแม่กองงานในการสร้างสะพาน
เรานั่งเรือจากมัณฑะเลย์สู่เมืองอังวะแล้วต่อด้วยรถม้าเข้าไปในเมืองไปโผล่ตามหมู่บ้านซึ่งทำบาตรพระ เรียนรู้บาตรแต่ละใบใช้เวลาทำนานถึงหกเดือน ซึ่งใช้เวลานานและมีวิธีการทำหลายขั้นตอน จากนั้นนั่งเรือไปยังเมืองมินกุนเพื่อชมเจดีย์มินกุน (Mingun Pagoda) หรือที่ชาวพม่าเรียกกันว่าปาโตดอจี (Pahtodawgyi) มีความหมายว่าเจดีย์ที่สร้างไม่เสร็จตั้งอยู่บริเวณ ชายฝั่งของแม่น้ำอิระวดี แม้ว่ายังสร้างไม่เสร็จแต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก
NOTE
ร้านอาหารแนะนำในมัณฑะเลย์
1. A Little Bit of Mandalay (Aung Taw Quarter 413(B), 65th Street, Between 27th & 28th) เป็นร้านอาหารชาวบ้านอยู่กลางสวน
2. Ko’s Kitchen Thai Restaurant (No. 282, Corner of 19th & 80th Street, Mandalay, Myanmar) ร้านอาหารไทยรสชาติล้ำเลิศแต่เชฟเป็นชาวพม่า
"
1 KEEP
Anywhere
0 LOVES
COMMENT