ระหว่างทางจากปิซ่าไปมิลานผ่านเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุม
การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นที่เมืองฟลอเรนซ์ แม้เราจะเดินทางมาถึงที่มิลานก่อน แต่หลังจากนั้นรถโค้ช สุดหรูก็พาเราและคณะสื่อมวลชนทั้ง 20 คนเดินทางสู่ฟลอเรนซ์ทันที ฟลอเรนซ์ คือเมืองในฝันของใครหลายคน ความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์คือมนตร์สะกดที่ทำให้ทุก คนตกหลุมหลงรักเมืองนี้อย่างง่ายดาย และด้วยความที่ เป็นอดีตศูนย์กลางด้านสถาปัตยกรรม วรรณกรรม และ วัฒนธรรมอันรุ่งโรจน์ของอิตาลี โดยเฉพาะในยุคกลางที่ ฟลอเรนซ์เป็นที่รู้จักกันในนามว่าเอเธนส์ จึงทำให้เมืองทั้งเมืองเสมือนถูกจัดวางด้วยสถาปนิกฝีมือดี  ด้วยสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงามที่ไม่ว่าจะหัน ไปมุมไหนก็สวยบาดใจ และน่าถ่ายรูปไปทุกมุม ไม่แปลกใจเลยที่เมืองนี้ จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และก็ไม่แปลกใจที่เมืองนี้จะกลายเป็นฉาก หลังของภาพแฟชั่นนิตยสารทั่วโลกอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงภาพยนตร์ อย่าง ในเรื่อง A Room With A View ในปีค.ศ. 1985 กับฉากสุดโรแมนติก ระหว่าง Helena Bonham Carter และ Daniel Day-Lewis ที่มีฉากหลัง เป็นวิหารซานตา มาเรีย เดล ฟิเอโร่ ที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม แต่ก่อนที่จะได้ชื่นชมความสวยงามของเมืองฟลอเรนซ์นั้น เราได้ รับเชิญให้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Gucci Museum ที่เปิดอย่างเป็น ทางการที่เมืองฟลอเรนซ์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของแบรนด์ เครื่องหนังระดับโลกแบรนด์นี้ที่มีอายุครบ 90 ปีพอดี สำหรับแฟชั่นนิสต้าหรือผู้ที่ชื่นชอบ ในแบรนด์กุชชี่อยู่แล้ว คงรู้ว่าฟลอเรนซ์คือ บ้านเกิดเมืองนอนของ Guccio Gucci ผู้ก่อตั้ง แบรนด์กุชชี่ พิพิธภัณฑ์ Gucci Museum ที่เมือง ฟลอเรนซ์แห่งนี้ จึงเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และข้าวของสำคัญๆ ของแบรนด์อย่างสมบูรณ์ ที่สุด โดยภายในห้องจัดแสดงห้องแรก จะเป็น ห้องที่รวบรวมเรื่องราวของผู้ก่อตั้งแบรนด์กุชชี่ ซึ่งก็คือ Guccio Gucci นั่นเอง ในพื้นที่แสดง อื่นๆ ประกอบไปด้วยผลงานของกุชชี่ตั้งแต่อดีต มาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ประวัติความเป็นมาของลายพิมพ์ และโลโก้ GG ที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจำ ไปทั่วโลก งานช่างฝีมือทั้งหลาย ซึ่งหลายชิ้น เป็นคอลเลกชั่นที่หาดูได้ยาก หรือบางชิ้นเรา ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งทำให้การเข้าชมครัั้งนี้ พิเศษอย่างยิ่ง ที่ได้สัมผัสกับความเอ็กซ์คลูซีฟ และประวัติศาสตร์ของแบรนด์เก่าแก่ของโลก หลังจากนั้นเรามีเวลาพักผ่อน เล็กๆ แต่ยังท่องไปในโลกของ กุชชี่อยู่ที่ Gucci Museum เช่นเดิม กับการเดินดูร้าน ขายของที่ระลึก ร้านหนังสือ และนั่งดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟที่กุชชี่คาเฟ่ ก่อนจะถึงเวลาออกท่องเมืองฟลอเรนซ์เสียที  และหากจะไปให้ถึงฟลอเรนซ์จริงๆ ก็คงต้องไป ยังเขตเมืองเก่า สถานที่ที่ได้รับคัดเลือกจากองค์กรยูเนสโก้ให้เป็นเมืองมรดกโลกเมื่อปีค.ศ. 1982 และแน่นอนว่าเมื่อมาถึงฟลอเรนซ์ไม่ว่าจะ มาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ แต่ทุกคนก็ยังคงเดินทางไปชมความยิ่งใหญ่ของ สัญลักษณ์ประจำเมืองอย่างวิหารซานต้า มาเรีย เดล ฟิโอเร่ ที่ตั้งตระหง่าน มองเห็นได้จากทุกทิศรอบมือง ด้วยสถาปัตยกรรมที่นำหินอ่อนหลายสีมา ใช้ในการก่อสร้าง ทั้งสีชมพู สีเขียว และสีขาว ซึ่งนำมาผสมผสานกันได้ อย่างงดงาม และจะเห็นได้ว่าถ้าเรามองวิหารซานต้า มาเรีย เดล ฟิโอเร่ จากมุมหนึ่งๆ ในช่วงเวลาที่แสงแดดตกกระทบต่างกัน ก็จะมีความ สวยงามแตกต่างกัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนถึงยังกลับมาเยี่ยม ชมวิหารแห่งนี้ เช่นเดียวกันกับจัตุรัสเดลลาซิญญอเรีย ที่เต็มไปด้วย นักท่องเที่ยวที่ต่างมุ่งมายังสถานที่แห่งนี้เพื่อขอสบตาหนุ่มรูปหล่อกำยำ ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอย่างรูปปั้นเดวิด ผลงานอันเลื่องชื่อของมิเคลันเจโล ที่ตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ก่อนจะเดินไปยังสะพานเวคคิโออันเก่าแก่ เสียดายที่ไม่ได้ มาในช่วงกลางคืนที่แสงไฟจะช่วยสะท้อนภาพสะพานบนผิวน้ำให้เป็นสี ทองสวยงามสุดจะบรรยาย ก่อนที่รถจะมารับคณะของเราเมื่อข้ามแม่น้ำ โปลันซ์กันที่ร้านอิตาเลียนเก่าแก่แห่งหนึ่ง  แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเมือง ปิซ่า สิ่งที่จะไม่พูดถึงหรือไม่ไปเลยไม่ได้ก็คือหอเอนเมืองปิซ่า หนึ่งใน เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เราท่องจำได้ตั้งแต่ตอนเด็กๆ และเมื่อเดินทาง ไปถึงเมืองปิซ่า เราก็ตรงดิ่งไปยังหอเอนเมืองปิซ่าทันที ที่นั่นเต็มไปด้วย นักท่องเที่ยวเช่นเดียวกันกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่อื่นๆ ของอิตาลี และ ทุกคนก็พร้อมใจกันถ่ายรูปท่าบังคับทำเหมือนใช้มือผลักหอเอนที่มีความ เอียง 3.97 องศาไม่ให้ล้ม ในขณะที่อีกหลายชีวิตก็นั่งพักผ่อนบนพื้นหญ้า สีเขียวขจีประหนึ่งว่าเป็นสวนสาธารณะ ชะเง้อมองความมหัศจรรย์ของสิ่ง ก่อสร้างนี้บนฉากหลังที่มีผืนฟ้าสีสดใส  ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆ ทั้งวิหารดูโอโม โบสถ์สไตล์โกธิกที่งดงามไปทุกรายละเอียด ทั้งด้านนอก กับยอดแหลมสูงสุดที่มีรูปปั้นมาดอนน่าประดับอยู่ด้านบน หรือด้านในที่ ดูโอ่อ่า พื้นกระเบื้องลวดลายสวยงามวิจิตร รูปปั้นและภาพกระจกสีที่สวย จนลืมหายใจยามที่แสงส่องผ่าน ความสง่างามของอนุสาวรีย์ Victor Emmanuel II กษัตริย์พระองค์แรกของอิตาลี ที่มีราชสีห์ตัวใหญ่ น่าเกรงขามนอนเฝ้าอยู่ด้านล่างอนุสาวรีย์ ปลายทางสุดท้ายคือเมืองมิลาน ต้นทางที่เรามาถึง กับการเข้าเยี่ยมชมห้างเก่าแก่สุดหรูอันดับหนึ่งของ อิตาลี และนับว่าเป็นห้างที่ดีที่สุดในยุโรป ซึ่งก็คือ ‘ลา รีนาเชนเต’ (La Rinascente) ซึ่งในขณะนี้บริษัท เซ็นทรัลรีเทล กลุ่มบริษัทค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า สัญชาติไทยได้เข้าซื้อกิจการทั้งหมดของห้างลา รีนาเชนเต ซึ่งมีมูลค่ารวม ทั้งสิ้นกว่าหนึ่งพันล้านบาท โดยมีคุณฌอน ฮิลล์ (Sean Hill) ทายาท จิราธิวัฒน์ รุ่นที่สาม ทำหน้าที่ในตำแหน่ง Retail Expansion Manager บริหารด้านการหาทำเลที่เหมาะสม และวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดอยู่ที่นี่ ห้างลา รีนาเชนเต มีอายุกว่า 100 ปีก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1877 ตั้งอยู่ข้างวิหารดูโอโม สถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเมืองมิลาน เพราะ ฉะนั้นที่นี่จึงขวักไขว่ไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวที่นอกจากจะเดินทาง มาชื่นชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมโดยรอบนั้นแล้ว ยังเดินทางมา ช็อปปิ้งที่ห้างนี้อีกด้วย  เพราะที่นี่บนพื้นที่แปดชั้นของตึกสถาปัตยกรรม ทรงเหลี่ยมที่ได้รับการปรับปรุงโฉมใหม่จากทีมสถาปนิกฝีมือเยี่ยม ระดับโลก มีแบรนด์เสื้อผ้าสตรีกว่า 280 แบรนด์ บนพื้นที่ใหญ่จุใจเดินกัน จนเหนื่อยกว่า 2,000 ตารางเมตร แบรนด์เสื้อผ้าบุรุษกว่า 150 แบรนด์ และสินค้าที่มีดีไซน์กว่า 450 แบรนด์ ซึ่งด้านในมีการตกแต่งด้วยสไตล์ ทันสมัย เรียบง่ายแต่มีดีไซน์ ดิสเพลย์ร้านรวงต่างๆ ก็มีการจัดอย่างเปรี้ยว เก๋ที่สำคัญคือมีโซนให้เราได้เลือกมิกซ์แอนด์แมตช์ของได้ตามใจ อย่างซื้อ เสื้อผ้าก็สามารถเดินหารองเท้าที่อยู่ในโซนเดียวกันเพื่อแมตช์กับชุดได้ใน ทันที ซึ่งทำให้การช็อปปิ้งนั้นสะดวกง่ายดาย จากนั้นก็ขอเวลาออกมาสูดอากาศและชื่นชมความสวยงามของ มิลานบ้าง และไม่ต้องเดินไปที่ไหนไกล เพราะเมื่อเดินออกจากห้างก็ คือใจกลางเมืองมิลาน สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี  ไม่ไกลกันคือ Royal Palace of Milan อดีตสถานที่ทำงานของคณะผู้บริหารเมืองมิลาน แต่ตอนนี้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองไปแล้ว รวมถึง The Galleria Vittorio Emanuele II ช็อปปิ้ง มอลล์ที่เก่าแก่ที่สุดของมิลานกับหลังคาโดมที่กลาย เป็นภาพถ่ายของทุกคนที่เดินเข้ามาเยี่ยมชมที่นี่ เดิน จนเหนื่อยแล้ว เราพาชาวคณะมาแวะดื่มเล็กๆน้อยๆ ที่คาเฟ่โกว่า (Cova) ที่ไม่ว่าจะมามิลานครั้งใดก็ต้อง แวะมาร้านกาแฟอิตาเลียนของแท้แห่งนี้ทุกครั้ง ด้วย ทั้งขนมต่างๆ ของหวาน ‘Dolce’ สารพัด รับกับกาแฟ เอสเปรสโซ่ถ้วยแล้วถ้วยเล่า เพื่อนร่วมทางหลายท่าน บ่นอยากมีร้านกาแฟเก๋ๆแบบนี้ในเมืองไทยบ้าง เรา ใช้เวลาอยู่ที่นี่เนิ่นนานจนไม่อยากลุกไปไหน หัวหน้า คณะก็โบกมือพลางเป็นสัญญาณว่าได้เวลารายการ สุดท้ายของทริปนี้ ด้วยการเยี่ยมชมบูติกกุชชี่และ โบเตก้า เวเนต้า 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ของอิตาลีที่ทาง เซ็นทรัลได้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยมา ตั้งแต่ปีกลาย กุชชี่คอลเลกชั่นนี้เต็มไปด้วยสีสันสดใส ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า โดยเฉพาะเครื่องหนังที่นำหนังเอ็กโซติกมาใช้ในสีสัน ที่ชาวคณะท่านหนึ่งเห็นแล้วคว้ามาเป็นเจ้าของโดยทันใด จากนั้นจึงแวะ โบเตก้า เวเนต้ากันต่อ เสื้อผ้าและเครื่องหนังที่เต็มไปด้วยสีฟ้า สีขาว และสีน้ำตาลละลานตา รวมถึงลายดอกไม้สวยหวานประจำฤดูร้อนนี้ ก่อนจะถึงเวลาที่ต้องกลับเมืองไทย ฟลอเรนซ์ ปิซ่า มิลาน สามเมืองเด่นของอิตาลีมีมีความสวยงามและ เอกลักษณ์แตกต่างกัน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันก็คือทั้งสามเมืองล้วนทำให้เรา อยากกลับมาเที่ยวอิตาลีอีกครั้งและอีกครั้ง  เราพาชาวคณะมาแวะดื่มเล็กๆน้อยๆ ที่คาเฟ่โกว่า (Cova) ที่ไม่ว่าจะมามิลานครั้งใดก็ต้อง แวะมาร้านกาแฟอิตาเลียนของแท้แห่งนี้ทุกครั้ง ด้วย ทั้งขนมต่างๆ ของหวาน ‘Dolce’ สารพัด รับกับกาแฟ เอสเปรสโซ่ถ้วยแล้วถ้วยเล่า เพื่อนร่วมทางหลายท่าน บ่นอยากมีร้านกาแฟเก๋ๆแบบนี้ในเมืองไทยบ้าง
Board: The ESCAPE
(0)
Share
Bazaar
Keep by Bazaar
6377
FOLLOWER

ระหว่างทางจากปิซ่าไปมิลานผ่านเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุม

1 KEEP
Bazaar
0 LOVES
COMMENT