แก่นเรื่องในงานประพันธ์ของคาวาบาตะมักเกี่ยวกับความงดงามและความเศร้า และแน่นอน  ความสูญเสีย ทุกข์ระทม และความตาย แต่การเผยให้เห็นวิถีชีวิต ความเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล และขนบประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น ทำให้ชีวิตที่ทุกข์เศร้าเหล่านั้นงดงามและสว่างไสว การพิจารณานัยความหมายและใส่ใจในรายละเอียดของชีวิตเปิดเผยให้เห็นถึงปรัชญาและความประณีตในการดำรงอยู่
ผู้พาชมบอกเล่าให้ฟังว่า ผลงานเกือบทุกชิ้นของคาวาบาตะก็ผ่านกระบวนการอันประณีตไม่แพ้กัน เพราะครั้งแรกมันถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ ตามนิตยสารก่อน จากนั้นผ่านการปรับปรุงแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ผลงานชิ้นนั้นๆ จะถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้ว คาวาบาตะก็ยังปรับแก้อยู่ตลอด ดังนั้น ตัวอย่างเช่น นวนิยายเรื่องเมืองหิมะ ไม่ว่าจะตีพิมพ์กี่ครั้ง แต่ละครั้งแทบไม่เหมือนกันเลย มีการตัดทอน เพิ่มเตอม สลับฉากในเกือบทุกเอดิชั่น เป็นต้น
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คาวาบาตะในวัย 40 ปีกว่า ต่อต้านสงครามและปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมใดๆ ทั้งสิ้น เขาเป็นบุคคลสำคัญของญี่ปุ่นแล้ว และสงวนสิทธิ์ที่จะไมออกความเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้ แตกต่างจากเพื่อนนักเขียนด้วยกันที่ต่างลงไปสู่สงครามไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“ภายหลังสงคราม เขาเดินสายกล่าวสุนทรพจน์ในงานศพของเพื่อนนักเขียนมากยิ่งกว่าการเขียนหนังสือเสียอีก” ผู้บรรยายกล่าว “ภาวะหดหู่ซึมเศร้าเกาะกุมจิตใจเขา ยิ่งอายุมากขึ้น เพื่อนสนิทรักใคร่ล้มหายตายจาก ตัวเขาเองก็สุขภาพไม่ดี ติดการกินยานอนหลับ”
หลังความยินดีจากการได้รับรางวัลโนเบลไม่นาน คาวาบาตะต้องทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น ผู้พาชมบอกผมว่า ผลงานช่วงนี้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญยิ่งสะท้อนจากงานอย่าง วิมานมายา และแขนนาง ที่มีลักษณะแฟนตาซีและเหนือจริง คาวาบาตะกำลังจะคลี่คลายผลงานไปในทางจินตนาการสุดโต่งล้ำลึก ทว่าแนวทางนี้กลับหยุดชะงัก เป็นผลมาจากการได้รับรางวัลโนเบล คาวาบาตะรู้สึกว่าตนเองไม่อาจสร้างสรรค์ผลงานได้สนุกและรื่นรมย์อย่างใจหมาย เสมือนรางวัลใหญ่มาบีบอัดและสร้างข้อจำกัดให้เขาไม่สามารถผิดแผลงและโลดโผนได้ นี่เป็นความทุกข์ในใจต่อภาวการณ์สร้างสรรค์ผลงานประการหนึ่ง
การเป็นคนสาธารณะ การต้องไปกล่าวสุนทรพจน์ในงานศพของเพื่อนทุกบ่อย และภาวะชะงักงันทางการสร้างสรรค์ผลงาน ดำเนินมาสู่จุดสะเทือนใจอีกครั้ง (ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย) เมื่อศิษย์รักคนสำคัญของคาวาบาตะ คือยูกิโอะ มิชิม่า ฮาราคิรีตัวเอง สร้างความตกตะลึงและสะเทือนขวัญต่อคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ-คาวาบาตะหัวใจสลาย อีกครั้งที่เขาต้องมากล่าวสุนทรพจน์ในงานศพของศิษย์รัก หลังจากนั้นไม่นานเขาล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล และเมื่อกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ไม่ถึงสัปดาห์ ยาสึนาริ คาบาวาตะในวัย 72 ปี ก็ลาจากโลกนี้ไปด้วยการฆ่าตัวตายผ่านการรมแก๊ส ในวันที่ 16 เมษายน ค.ศ.1972
เพียงระลึกถึงก็สะเทือนอยู่แล้ว นี่ระลึกไปด้วย ฟังผู้พาชมบรรยายไปด้วยทั้งยังได้ยืนอยู่ท่ามกลางภาพถ่าย ต้นฉบับ และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ของผู้ประพันธ์ก็ยิ่งสะท้านสะเทือนไปกันใหญ่ ผมใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงอันแสนคุ้มค่า คารวะวิญญาณนักเขียนผู้เปี่ยมด้วยความรันทดและงดงามที่ Ibaraki Municipal Kawabata Memorial Hall จากนั้นสิบเอ็ดนาฬิกาผมกลับขึ้นรถตู้ มุ่งหน้าสู่การบรรยายที่เมืองโอซากา
รถตู้ขับเคลื่อนสู่เมืองอิบารากิ (Ibaraki) ซึ่งอยู่ในเขตการปกครองของโอซากา เป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างโอซากากับเกียวโต เป็นชุมชนเล็กๆ เงียบสงบ ผมเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมที่พักเมืองทาคัตสึกิแต่เช้ามีจุดหมายจะต้องไปสองแห่งช่วงกลางวัน ก่อนเดินทางอีกครั้งเช็คอินช่วงเย็นย่ำที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต
วันนี้วันที่ 22 มีนาคม 2553 ผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร บนเส้นทางอันแสนยุ่งเหยิงและตื่นตาตื่นใจการเดินทางที่ทั้งเหนื่อยล้าสะสม หากแต่ชวนอัศจรรย์ใจในคราวเดียวกัน
ผมมาถึงโตเกียวช่วงเช้าวันที่ 16 มีนาคม มีโอกาสได้เดินทางท่องญี่ปุ่นตลอดสองสัปดาห์ในเมืองสำคัญตั้งแต่เหนือจดใต้ โตเกียว ฟุกุโอกะ นาระ โอซากา เกียวโต โยโกฮามา และฮาโกดาเตะ ประสบการณ์แสนวิเศษอย่างเหลือเชื่อ อายุปาเข้าไป 35 ปีเพิ่งมีโอกาสออกนอกประเทศครั้งแรก
ผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ถามตัวเองอีกครั้งขณะรถตู้เคลื่อนตัวไป สภาพภูมิทัศน์บ้านเมืองแปลกตา ภูมิอากาศอันเยียบเย็น หากทว่าสงบสง่าและงามประณีต อีกทั้งดอกซากุระกำลังเบ่งบานช่วงปลายเดือนมีนาคมเหตุเหล่านี้ต้องขอบคุณเจแปน ฟาวน์เดชั่นสำนักงานใหญ่ ที่คัดเลือกผมให้ได้ทุน Takeshi Kaiko Memorial Asian Writers Lecture Series ครั้งที่ 19 ผมได้รับเชิญมาที่นี่เพื่อบรรยายเกี่ยวกับชีวิตและผลงานด้านวรรณกรรมให้ผู้สนใจชาวญี่ปุ่นฟังตามเมืองสำคัญต่างๆ สี่เมือง พร้อมกันนั้นยังได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นผ่านบุคคล วิถีชีวิต และสถานที่ต่างๆ ดังนั้น ตารางกิจกรรมในแต่ละวันจึงเต็มเหยียดวันนี้เช่นกัน ช่วงบ่ายผมมีบรรยายที่ Osaka International House Foundation หรือ IH-Osaka แต่นั่นไมน่าในใจหรอก ชีวิตทางการเรียนของผมเทียบไม่ได้เลยกับชีวิตทางการเขียนของนักประพันธ์ที่ผมกำลังเดินทางไปหา บนเส้นทางมุ่งสู่อิบารากินี้  สไตล์การปั้นคล้ายฝีมือของประติมากรโรแดง นี่ทำให้ผมประหวัดถึงภาพที่เคยเห็น : คาวาบาตะเพ่งพิศประติมากรรมรูปมือข้างหนึ่งซึ่งปั้นโดยโรแดง มือนั้นสะกดสายตาให้เขาจับจ้อง เชื่อมโยงไปสู่งานเขียนชิ้นท้ายๆ ของคาวาบาตะเรื่องแขนนาง และการนำเสนอสไตล์การเขียนเรื่องสั้นแบบสั้นกระชับ ที่เรียกว่าเรื่องสั้น ‘ขนาดฝ่ามือ’
ภายในห้องจัดแสดงส่วนแรก พบภาพถ่ายภูมิทัศน์และบ้านหลังเดิมของตระกูลคาวาบาตะ อีกทั้งยังมีภาพถ่ายของเออิคิชิ บิดาของนักเขียน ผู้ประกอบอาชีพเป็นแพทย์แผนโบรารณ ตระกูลคาวาบาตะนั้นถือว่ามีอยู่มีกินและเป็นที่นับหน้าถือตาในชุมชน ด้วยปู่นั้นเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน แต่เมื่อเข้าสู่ยุคปลายสมัยเมจิก่อนก้าวเข้าสู่สมัยไทโช ตระกูลก็ตกต่ำ ประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจมีหนี้สินรุงรัง ยาสึนาริ คาวาบาตะถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงฝืดเคืองนั้นในปี 1899 เขาต้องพบกับความล่มสลายและล้มหายตายจากของคนในครอบครัวชนิดเฉียบพลันและต่อเนื่อง เมื่ออายุเพียงสองขวบ บิดาเสียชีวิตด้วยวัณโรค ปีถัดมามารดาก็เสียชีวิตด้วยโรคเดียวกัน คาวาบาตะมีพี่สาวอายุไล่เลี่ยกันคนหนึ่งชื่อโยชิโกะ พี่สาวของแม่รับโยชิโกะไปเลี้ยง ส่วนคาวาบาตะแยกมาอาศัยอยู่กับปู่และย่าในอิบารากิ
ภาพถ่ายในห้องแสดงไล่เรียงไปตามลำดับชีวิต เมื่ออายุได้เพียงเจ็ดขวบ ความสูญเสียระลอกใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งย่าเสียชีวิตลง สามปีต่อมา โยชิโกะ พี่สาวของเขาก็เสียชีวิตตามไปพอคาวาบาตะอายุครบ 15 ปี-หลังจากต้องปรนนิบัติพัดวีปู่ผู้ป่วยไข้ตลอดหลายปี ปู่ผู้เลี้ยงเขามาก็เสียชีวิต คาวาบาตะกลายเป็นเด็กหนุ่มกำพร้าโดยสมบูรณ์ ตอนนั้นคาวาบาตะเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายในอิบารากิ
ในวัย 15 เป็นต้นไป คาวาบาตะย้ายตัวเองไปอยู่ในหอพักชาย เขาเป็นเด็กหนุ่มขี้โรคผ่ายผอม ขี้อาย และเก็บตัว เขาหันเหสู่การอ่านและการเขียน โดยก่อนหน้านี้เขาเขียนบันทึกเกี่ยวกับการปรนนิบัติและวาระสุดท้ายแห่งความตายของปู่ไว้ บรรยายความโศกสะเทือนและกัดเซาะใจ ซึ่งต่อมาในปี 1925 ถูกตีพิมพ์ในฐานะผลงานชิ้นแรกชื่อ บันทึกในวัย 16 ปี 
ผู้พาชมชี้ไปที่กระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งเป็นลายมือของคาวาบาตะ แล้วผมบอกว่า คาวาบาตะในวัย 15 นั้นเอาจริงเอาจังกับการเขียนแล้ว เล่าลือกันว่าเขาอ่านหนังสือในห้องสมุดของโรงเรียนครบเกือบหมดทุกเล่ม กระดาษแผ่นนั้นคล้ายเป็นคำประกาศส่วนตัว มันเขียนไว้ว่า
‘ข้าพเจ้าจะเป็นนักเขียน และข้าพเจ้าจะต้องได้รับรางวัลโนเบลให้ได้’  ไม่ใช่เพราะเขาคาดหวังรางวัลเกียรติยศนั้นในฐานะรางวัลหากแต่เป็นหมุดหมายที่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งตั้งเป้าไว้ จากแรงขับอันล้ำลึกและขมเข้มจากกังวานของความสูญเสียที่พรากโอกาสและการ ‘ได้รับ’ จากเขาไปในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ผู้พาชมขยายความให้ผมฟังอีกว่า ในช่วงปีนั้น (ค.ศ.1913) รพินทรนาถ ฐากูร นักเขียนชาวอินเดียได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเป็นคนแรกของเอเชีย ยาสึนาริ คาวาบาตะเกิดความฮึกเหิมยิ่งนัก ถึงกับบอกด้วยซ้ำว่า เขาจะต้องเป็นนักเขียนชาวเอเชียคนที่สองได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้ได้
ผมขนลุกอีกแล้ว เพราะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ! ผู้พาชมพาเราไล่เรียงดูบอร์ดจัดแสดงจากเรียนชั้นมัธยมปลายในอิบารากิ สู่ชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโตเกียว โลกวรรณกรรมญี่ปุ่นเปิดกว้าง และตอนนี้คาวาบาตะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการวรรณกรรม
ญี่ปุ่นแล้ว เมื่อคาวาบาตะอายุ 26 ปี เขาตีพิมพ์ผลงานชิ้นที่สอง เรื่องสั้นขนาดยาวชื่อ นางระบำแห่งเมืองอิชุ กลายเป็นผลงานสร้างชื่อในบัดดล
“ผมทราบมาว่า ผลงานชิ้นนี้เขียนขึ้นพร้อมๆ กับผลงานอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งกว่าจะได้เผยแพร่ตีพิมพ์ ก็เมื่อคาวาบาตะอายุมากแล้วเพราะเนื้อหาค่อนข้างท้าทายสังคมญี่ปุ่น เป็นเรื่องความรักของคนเพศเดียวกัน ชื่อโชเน็น” ผมแทรกความเห็นที่ได้รับรู้มา
ผู้พาชมมองผมด้วยความสนเท่ห์ ตอบว่า “อา...ใช่แล้ว คุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคาวาบาตะจริงๆ ด้วย”
ผมหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก เปรมใจไปกับคำกล่าวของผู้บรรยาย
ผู้พาชมกล่าวเสริมว่า ในช่วงเรียนชั้นมัธยมปลาย ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน คาวาบาตะมีความสัมพันธ์แบบรักแรกกับเพื่อนนักเรียนหนุ่ม ซึ่งอาศัยอยู่ในห้องหอพักเดียวกัน แต่เมื่อผ่านช่วงนั้นมาแล้ว คาวาบาตะก็มีความรักให้กับหญิงสาวตามปกติ ผู้พาชมนิ่งคิดนิดหนึ่ง ก่อนเรียบเรียงความคิดแล้วอธิบายใหม่ จะเรียกว่าหญิงสาวตามปกติก็ไม่เชิงนัก เพราะความรักของคาวาบาตะและรสนิยมในความงามของผู้หญิงที่คาวาบาตะหลงใหลนั้น มาในรูปของ ‘เด็กสาว’ อายุราว 12-15 ปี เป็นภาพความงามอุดมคติอย่างเด็กสาวในเรื่อง นางระบำเมืองอิชุนั่นเอง
และแล้วผลงานชิ้นสำคัญอื่นๆ ก็ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง เมืองหิมะ เซียนโกะ เสียงแห่งขุนเขา กระเรียนพันตัว รันทดและงดงามทะเลสาบ วิมานมายา และกรุงเก่า จนในปี 1968 ยาสึนาริ คาวาบาตะก็ได้รับรางวัลโนเบลในวัย 68 ปี บรรยากาศอึมครึมเข้มชื้นและเขียวสด หมู่สนตระหง่านยืนเกาะกลุ่มพุ่งเสียดฟ้า กิ่งก้านบิดงอด้วยการดัดกลมกลืนชินตาอย่างธรรมชาติเสกสรรขึ้นเอง เหล่าพุ่มใบแหลมเล็กสะบัดเส้นตรงคล้ายกลุ่มเข็มบนหมอนปัก ปุ่มบนเปลือกหนาและริ้วรอยของลำต้นแสดงความเก่าแก่แห้งกร้านที่บัดนี้อาบสายฝนจนเป็นสีน้ำตาลเข้ม บริเวณลานด้านหน้าถูกปรับแต่งให้เป็นสวนสงบสวยงาม ความเป็นธรรมชาตินั้นแฝงความโอ่อ่าด้วยการจัดการของน้ำมือมนุษย์
ผมยืนสงบมองสายฝนร่าวงหล่นลงสวนสงัด จังงังไปกับความงามที่เรียบง่าย แปดโมงครึ่งเวลา ณ ขณะนั้นของเช้าวันถัดมาผมกำลังจะได้เข้าเยี่ยมชมคัตสึระ ริคิว
พระตำหนักคัตสึระ หรือ Katsura Imperial Villa ห่างออกมาจากตัวเมืองเกียวโตไม่ไกลนักทางทิศตะวันตก เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญอย่างยิ่งในเกือบทุกๆ ด้าน ซึ่งผมจะค่อยๆ ไล่เรียงไปเรื่อยๆ ตามความรู้อันจำกัดจำเขี่ยของตัวเอง
พระตำหนักคัตสึระสร้างขึ้นในยุคสมัยเอโดะ ในศตวรรษที่ 17 เมื่อ 300 กว่าปีมาแล้ว ผู้ค้นพบพื้นที่และเริ่มดำเนินการก่อสร้างที่นี่คือเจ้าชายโตชิฮิโตะ (Prince Toshihito) (ขออนุญาตตัดข้ามการลำดับเชื้อพระวงศ์นะครับ) เป็นเจ้าชายองค์ที่หก ที่ถูกวางไว้ว่าจะได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ ทว่าก็ไม่เป็นไปตามนั้นถึงสองครั้งสองครา ครั้งแรกคือเมื่อโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ได้รวมชาติญี่ปุ่นสำเร็จในปลายศตวรรษที่ 16 และได้วางตัวเจ้าชายโตชิฮิโตะไว้แล้ว ทว่าฮิเดโยชิก็มีบุตรของพระองค์เองเสียก่อน ครั้งที่สองเมื่อองค์จักรพรรดิโกโยเชอิ ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของเจ้าชายโตชิฮิโตะ ได้วางเป้าหมายนั้นไว้ก่อนเสด็จสวรรคตเช่นกัน แต่จุดประสงค์นั้นก็ไม่เกิดขึ้น เจ้าชายโตชิฮิโตะจึงได้ตั้งสายตระกูลขึ้นใหม่เป็น ฮาชิโจโนมิยะ ต่อมาเปลี่ยนเป็นเกียวโกกุโนมิยะ และสุดท้ายคือคัตสึระโนมิยะจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น เจ้าชายโตชิฮิโตะก็ได้ถอยตัวเองออกมาจากวังวนดังกล่าว เจ้าชายนั้นมีความเจนจบในเรื่องวรรณคดีและการยุทธ์อย่างหาตัวจับได้ยาก การได้ออกเดินทางท่องเที่ยวมาที่แม่น้ำคัตสึระและได้พบบรรยากาศอันแสนสงบงามของท้องที่นี้ ต่อมาทำให้พระองค์ได้ครอบครองพื้นที่ขนาด 17 เอเคอร์ซึ่งจะกลายเป็นพระตำหนักคัตสึระในเวลาต่อมา
การปรับพื้นที่และก่อสร้างพระตำหนักจึงเกิดขึ้น หลังแรกคือโคโชอิน หรือห้องวาดเขียนอันเป็นเรือนพักหลังใหญ่ เป็นทิวทัศน์งดงาม พื้นที่ตรงนี้สร้างขึ้นสำหรับชมพระจันทร์ งานสร้างพระตำหนักคัตสึระนั้นที่จริงแล้วสำเร็จเสร็จสิ้นในอีกหลายสิบปีต่อมาดำเนินงานสร้างต่อโดยเจ้าชายโตชิทาดะ (Prince Toshitada) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าชายโตชิฮิโตะ มีความเจนจบด้านศิลปะไม่ต่างจากบิดา อาคารหลายหลังถูกสร้างขึ้น รวมทั้งการสร้างสวน ทางเดิน และอื่นๆ อันแสดงอัจฉริยภาพของเจ้าชายโตชิทาดะ ซึ่งต่อมา พระตำหนักคัตสึระทรงความสำคัญและทรงคุณค่าทั้งในด้านสถาปัตยกรรม การจัดสวนและการจัดสร้างแบบญี่ปุ่นแท้ รูปแบบภายนอกต่างๆ สะท้อนถึง ‘ภายใน’ อันเป็นจิตวิญญาณของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
ทว่าความงดงามของพระตำหนักคัตสึระยังไม่เป็นที่รู้จักทั้งต่อผู้คนในประเทศและคนทั่วโลกมากนัก มันถูกค้นพบและโด่งดังขึ้นมา เสมือนได้รับการเกิดใหม่อีกครั้ง โดยสถาปนิกชาวเยอรมันนามบรูโน่ ทอต (Bruno Taut) ที่เดินทางมาเยี่ยมชมญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1935 เขาตะลึงพรึงเพริดและอาบอิ่มใจไปกับความโอ่อ่าสง่างามที่แสนจะสมถะ เรียบง่ายอัศจรรย์ และฉงนใจไปกับภูมิสถาปัตย์และการออกแบบ และเปี่ยมด้วยลักษณะเฉพาะตัว ทั้งหมดเป็นการออกแบบที่สมัยใหม่ เข้าลักษณะแบบมินิมัลลิสต์คือดูเหมือนน้อยแต่มากด้วยความหมายทั้งทางสุนทรียะและการใช้สอย บรูโน่ ทอต กลับไปเขียนบทความแสดงความประทับใจและชื่นชม จนพระตำหนักคัตสึระเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก
เมื่อสิ้นสายตระกูลคัตสึระโนมิยะในปี ค.ศ.1881 พระตำหนักคัตสึระจึงอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังการเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้จึงแตกต่างจากสถานที่อื่นๆ เพราะต้องขออนุญาตจากสำนักพระราชวังก่อนเข้าเยี่ยมชมการที่ผมมาถึงแล้วได้เข้าชมเลยเป็นเพราทางเจแปน ฟาวน์เดชั่นได้ดำเนินการขออนุญาตเข้าชมมาแล้วก่อนหน้านี้
ขณะนั่งอยู่ในห้องรอพร้อมกับผู้เข้าชมคนอื่นๆ อีกประมาณ 30 คน มีการฉายวีดิทัศน์เกี่ยวกับพื้นที่และอาคารต่างๆ ภายในให้รับทราบอย่างคร่าวๆ รวมทั้งการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมในสถานที่ดังกล่าวแล้ว เก้าโมงเช้าก็มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาและนำพาเราเข้าเยี่ยมชม  ทางเดินหินที่แคบและคดเคี้ยวทำให้ต้องเดินเรียงแถวตอนหนึ่ง จุดแรกที่เราไปคือประตูมิโยคิมง เจ้าหน้าที่ผู้บรรยายมีลักษณะสุขุมและดูดีทุกกระเบียด (แน่นอนเขามีอารมณ์ขันแต่เป็นอารมณ์ขันแบบชาววังฯ ช่างจิกกัดและตำหนิเล็กๆ) เขารอจนคนทั้งหมดมายืนล้อมวงรอบตัวเขา แล้วอธิบายที่มาของประตูมิโยคิมงด้วยน้ำเสียงระดับธรรมดา ว่านี่เป็นประตูหลักสำหรับเชื้อพระวงศ์และทูตานุทูตต่างๆ ลักษณะประตูประกอบขึ้นจากโครงสร้างที่เรียบง่าย ใช้ไม้ท่อนใหญ่เป็นเสาและคานรับน้ำหนัก ให้ความรู้สึกปรานกลมกลืนกับสวนภายใน พูดจบเขาออกเดินนำหน้า บอกว่าห้ามถ่ายรูป คำแปลนั้นค่อยๆ ลำเลียงมาถึงผมที่อยู่ปลายแถว
เราเดินตามทางโรยหิน สองข้างทางเดินเป็นร่มไม้ใหญ่ พรรณไม้เหล่านี้เปลี่ยนสีสันไปในทุกๆ ฤดูกาล เช่นเดียวกับทางเดินจากทางโรยหินเปลี่ยนเป็นหินก้อนใหญ่ เรียงสลับทั้งรูปทรงธรรมชาติเล็กใหญ่และที่เป็นแท่งหินสี่เหลี่ยม สีสันของผิวหินแตกต่างกัน ช่างงามละเอียดและใส่ใจไปทุกส่วน เราเดินมาถึงศาลาโชโตชิกาเกะ อันเป็นศานั่งรอพักสำหรับผู้ติดตามของทูตหรือแขกที่เข้าไปยังส่วนของโชกินไต ภายในศาลามีม้านั่งยาว ผู้ติดตามอาจนั่งสนทนากัน หรืออาจพักสายตาเบื้องหน้ามองเนินปาล์มลามเลยไปถึงชูฮามะชายหาดที่เรียงขนัดไปด้วยหินสีดำ ภูมิทัศน์ของผืนน้ำใหญ่อันสวยตระการ นี่เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ใจกลางคัตสึระ ด้านที่ผมยืนอยู่นั้นจัดแต่งให้เหมือนกับชายหาดของทะเล ความงามของบึงน้ำใหญ่นี้เปลี่ยนไปตามมุมที่เรายืนมองจริงๆ เพราะเมื่อเดินมาเรื่อยๆ แล้วข้ามสะพานหินมาสู่โชกินไต หรือเรือนน้ำชานั้น ทิวทัศน์ตระการตาแบบภาพพานอรามาก็ปรากฏ จังงังไปเลย
Board: Roaming
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

แก่นเรื่องในงานประพันธ์ของคาวาบาตะมักเกี่ยวกับความงดงามและความเศร้า และแน่นอน

" ความสูญเสีย ทุกข์ระทม และความตาย แต่การเผยให้เห็นวิถีชีวิต ความเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล และขนบประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น ทำให้ชีวิตที่ทุกข์เศร้าเหล่านั้นงดงามและสว่างไสว การพิจารณานัยความหมายและใส่ใจในรายละเอียดของชีวิตเปิดเผยให้เห็นถึงปรัชญาและความประณีตในการดำรงอยู่
ผู้พาชมบอกเล่าให้ฟังว่า ผลงานเกือบทุกชิ้นของคาวาบาตะก็ผ่านกระบวนการอันประณีตไม่แพ้กัน เพราะครั้งแรกมันถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ ตามนิตยสารก่อน จากนั้นผ่านการปรับปรุงแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ผลงานชิ้นนั้นๆ จะถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้ว คาวาบาตะก็ยังปรับแก้อยู่ตลอด ดังนั้น ตัวอย่างเช่น นวนิยายเรื่องเมืองหิมะ ไม่ว่าจะตีพิมพ์กี่ครั้ง แต่ละครั้งแทบไม่เหมือนกันเลย มีการตัดทอน เพิ่มเตอม สลับฉากในเกือบทุกเอดิชั่น เป็นต้น
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คาวาบาตะในวัย 40 ปีกว่า ต่อต้านสงครามและปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมใดๆ ทั้งสิ้น เขาเป็นบุคคลสำคัญของญี่ปุ่นแล้ว และสงวนสิทธิ์ที่จะไมออกความเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้ แตกต่างจากเพื่อนนักเขียนด้วยกันที่ต่างลงไปสู่สงครามไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“ภายหลังสงคราม เขาเดินสายกล่าวสุนทรพจน์ในงานศพของเพื่อนนักเขียนมากยิ่งกว่าการเขียนหนังสือเสียอีก” ผู้บรรยายกล่าว “ภาวะหดหู่ซึมเศร้าเกาะกุมจิตใจเขา ยิ่งอายุมากขึ้น เพื่อนสนิทรักใคร่ล้มหายตายจาก ตัวเขาเองก็สุขภาพไม่ดี ติดการกินยานอนหลับ”
หลังความยินดีจากการได้รับรางวัลโนเบลไม่นาน คาวาบาตะต้องทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น ผู้พาชมบอกผมว่า ผลงานช่วงนี้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญยิ่งสะท้อนจากงานอย่าง วิมานมายา และแขนนาง ที่มีลักษณะแฟนตาซีและเหนือจริง คาวาบาตะกำลังจะคลี่คลายผลงานไปในทางจินตนาการสุดโต่งล้ำลึก ทว่าแนวทางนี้กลับหยุดชะงัก เป็นผลมาจากการได้รับรางวัลโนเบล คาวาบาตะรู้สึกว่าตนเองไม่อาจสร้างสรรค์ผลงานได้สนุกและรื่นรมย์อย่างใจหมาย เสมือนรางวัลใหญ่มาบีบอัดและสร้างข้อจำกัดให้เขาไม่สามารถผิดแผลงและโลดโผนได้ นี่เป็นความทุกข์ในใจต่อภาวการณ์สร้างสรรค์ผลงานประการหนึ่ง
การเป็นคนสาธารณะ การต้องไปกล่าวสุนทรพจน์ในงานศพของเพื่อนทุกบ่อย และภาวะชะงักงันทางการสร้างสรรค์ผลงาน ดำเนินมาสู่จุดสะเทือนใจอีกครั้ง (ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย) เมื่อศิษย์รักคนสำคัญของคาวาบาตะ คือยูกิโอะ มิชิม่า ฮาราคิรีตัวเอง สร้างความตกตะลึงและสะเทือนขวัญต่อคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ-คาวาบาตะหัวใจสลาย อีกครั้งที่เขาต้องมากล่าวสุนทรพจน์ในงานศพของศิษย์รัก หลังจากนั้นไม่นานเขาล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล และเมื่อกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ไม่ถึงสัปดาห์ ยาสึนาริ คาบาวาตะในวัย 72 ปี ก็ลาจากโลกนี้ไปด้วยการฆ่าตัวตายผ่านการรมแก๊ส ในวันที่ 16 เมษายน ค.ศ.1972
เพียงระลึกถึงก็สะเทือนอยู่แล้ว นี่ระลึกไปด้วย ฟังผู้พาชมบรรยายไปด้วยทั้งยังได้ยืนอยู่ท่ามกลางภาพถ่าย ต้นฉบับ และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ของผู้ประพันธ์ก็ยิ่งสะท้านสะเทือนไปกันใหญ่ ผมใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงอันแสนคุ้มค่า คารวะวิญญาณนักเขียนผู้เปี่ยมด้วยความรันทดและงดงามที่ Ibaraki Municipal Kawabata Memorial Hall จากนั้นสิบเอ็ดนาฬิกาผมกลับขึ้นรถตู้ มุ่งหน้าสู่การบรรยายที่เมืองโอซากา"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT