เทือกเขาหินปูนยักษ์ในเมืองดงเหยของเวียดนาม จากเมืองดงเหย รถยนต์ของเราใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม วิ่งผ่านด่านลาวบาว (Lao Bao) ณ จุดเชื่อมต่อเวียดนาม-ลาว ผ่านแขวงสะหวันนะเขต ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 กลับเข้าสู่เมืองไทยที่จังหวัดมุกดาหารอย่างปลอดภัย พร้อมกับพกพาความประทับใจมาเต็มกระเป๋า อีกไม่นาน เส้นทางนี้ก็จะมีคนเดินทางไปสัมผัสเพิ่มขึ้น และน่าจะกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างแน่นอน
วันที่ 11 เดือน 11 (พฤศจิกายน) ค.ศ. 2011 เวลา 11 นาฬิกา 11 นาที ที่ผ่านมา คือวันหนึ่งที่คนไทยต้องจดจำ เพราะเป็นวันสำคัญยิ่งที่ “สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3” จะเปิดอย่างเป็นทางการ เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน เข้าด้วยกัน จังหวัดที่ดูเหมือนจะเงียบๆ อย่างนครพนมจึงกลายเป็น Hub หรือเมืองหน้าด่านสำคัญขึ้นมาทันที และเมื่อโฟกัสจุดสนใจลงไปที่ “การท่องเที่ยว” แล้ว ก็นับว่าสดใสมากๆ คนจากทั้ง 4 ประเทศ จะได้ไปมาหาสู่กันอย่างสะดวกโยธิน เช่นเดียวกับสินค้าไทยที่คนลาว เวียดนาม จีน ชื่นชอบในคุณภาพ ก็จะส่งออกได้เพิ่มขึ้นทวีคูณ ส่วนอาหารทะเลสดๆ จากชายทะเลเวียดนามกลาง ก็จะส่งตรงสู่นครพนมทุกวัน เส้นทางการท่องเที่ยวเปิดใหม่นี้ เริ่มจากจังหวัดนครพนม ไปสู่เมืองท่าแขกในแขวงคำม่วนของลาว จากนั้นเดินทางต่อโดยรถยนต์สู่เมืองดงเหย (Dong Hoi) จังหวัดกวางบินห์ (Quan Binh) เวียดนาม ได้ภายใน 1 วัน รวมระยะทางเพียง 287 กิโลเมตรเท่านั้น เราสามารถนั่งกินไข่กระทะกับขนมปังบาแกตต์ ที่นครพนมในมื้อเช้า แล้วข้ามไปกินข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างในแขวงคำม่วนของลาวเป็นมื้อเที่ยงจากนั้น ไปนั่ง กินซีฟู๊ดอร่อยๆ สดๆ ที่ เมืองดงเหยของเวียดนามในมื้อเย็นวันเดียวกัน หรือถ้ามีเวลามากพอก็สามารถขับรถจากนครพนม-แขวงคำม่วน-เมืองวิน-ฮานอย-หนานหนิงของจีน ระยะทาง 831 กิโลเมตรเท่านั้น ก่อนข้ามไปแขวงคำม่วนของลาว เราควรแวะสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายของนครพนมก่อน สถานที่แรกควรไปกราบสักการะ “พระธาตุพนม” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนี้พระธาตุประจำคนเกิดวันอาทิตย์ เสร็จแล้ว เดินทางสู่ “บ้านลุงโฮ” ที่บ้านนาจอก สัมผัสเรื่องราวประวัติศาสตร์การกู้ชาติเวียดนามจากการตกเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส โดยท่านโฮจิมินห์ ประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนาม ผู้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเอกราชของชาติตน ลุงโฮหรือท่านโฮจิมินห์ ปลอมตัวเดินทางเข้ามาอยู่ในนครพนมถึง 2 ปีกว่า เพื่อใช้เมืองนี้เป็นฐานส่งกำลังบำรุงไปเวียดนามเหนือ ปัจจุบันยังเหลือเรือนไม้และเครื่องใช้ของท่านให้ชม กลับเข้ามาภายในตัวเมืองนครพนมที่ตั้งอยู่ริมลำน้ำโขงกว้างใหญ่ ใครชอบช็อปปิ้งต้องมุ่งหน้าไปที่ “ตลาดอินโดจีน” เลือกซื้อหาสินค้าเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เครื่องใช้ไฟฟ้าของกินนับไม่ถ้วน ฯลฯ สินค้าที่นี่มีทั้งของจีน เวียดนาม และไทย สนนราคาก็ต่อรองได้นิดหน่อย ซื้อมากก็ยิ่งลดมาก จากตลาดอินโดจีนโบกมือเรียกรถสามล้อสกายแลปเอกลักษณ์คนริมโขง ไปชม “วัดนักบุญอันนา หนองแสง” ตั้งอยู่บริเวณถนนเลียบเขื่อนหน้าเมืองนครพนมชมโบสถ์ทรงโกธิค ยอดแหลมคู่งดงาม ข้างๆ กันมี “เรือนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังเก่า” สร้างสมัยฝรั่งเศสเรืองอำนาจ เป็นอาคารทรงโคโลเนียลสีเหลือง ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าอดีตเมืองนครพนมได้ดีเยี่ยม จากนั้นเมื่อใกล้ค่ำก็ได้เวลาไปล่องเรือในลำน้ำโขงสักหนึ่งชั่วโมง ชื่นชมบรรยากาศเมืองนครพนมและเมืองท่าแขกของลาว จากกลางแม่น้ำสายใหญ่ เหม่อมองท้องฟ้าเปลี่ยนสีไม่ซ้ำกัน เสร็จแล้วกลับขึ้นฝั่งมาเที่ยว “ถนนคนเดิน” บริเวณหอนาฬิกาเก่า ซึมซับบรรยากาศคึกคักคับคั่งของแสงสีและผู้คนแห่งยุคสมัยใหม่ในบ้านเรือนยุคเก่า แต่ถนนคนเดินนครพนมเขาจัดกัน เฉพาะคืนวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้นนะ เช้าวันถัดมา ได้เวลาข้ามโขงจากไทยไปลาว สมัยก่อนมีเฉพาะเรือข้ามฟาก แต่ตอนนี้มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 อำนวยความสะดวก ใช้เวลาทำเอกสารผ่านแดนไม่นานก็เข้าสู่เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ของลาวได้อย่างไม่ยากเย็น เมืองนี้ไม่มีตึกสูงให้เกะกะสายตา แต่มีบ้านเรือนสไตล์โคโลเนียลยุคอาณานิคมฝรั่งเศสเรียงรายอยู่ทั่วไป ทำให้รู้สึกเหมือนได้พาตัวเองย้อนสู่อดีต เมืองท่าแขกเป็นเมืองเอกของแขวงคำม่วน มีภูมิประเทศเต็มไปด้วยเทือกเขาหินปูนสลับซับซ้อน ปัจจุบันจึงมีการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าในภูเขาเหล่านี้ แล้วส่งมาขายให้คนไทยใช้กันในอีสานตอนบน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ห้ามพลาดในเมืองท่าแขกคือ “พระธาตุศรีโคตรบอง” (คนไทยเรียก พระธาตุศรีโคตรบูร) พระธาตุองค์สำคัญที่สุดของแขวงนี้ สันนิษฐานว่าสร้างสมัยเดียวกับพระธาตุอิงฮัง แขวงสะหวันนะเขตของลาว พระธาตุศรีโคตรบองมีความงดงามมาก ส่วนฐานสีขาว ส่วนปลียอดสีทองอร่าม ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ คือ พระกะกุสันโท พระโกนาคะมะโน พระกัดสะโบ และพระโคตะโม การสักการะที่ถูกต้อง ควรซื้อดอกไม้ธูปเทียนและหมากเบง (พุ่มบายศรี) ที่แม่ค้าลาวนำมาขาย แล้วนำขึ้นไปสักการะองค์พระธาตุ โดยต้องแต่งกายให้สุภาพ ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้น ผู้ชายยังพออนุโลม แต่สุภาพสตรีที่นุ่งสั้นมา จำเป็นต้องเช่าผ้าถุงของทางวัดนุ่งให้เรียบร้อยก่อน กราบพระแล้วก็เข้าไปในโบสถ์ ให้หลวงพ่อท่านนำสายสิญจน์มาผูกข้อไม้ข้อมือเพื่อความเป็นสิริมงคล เดินทางต่อไปชม “กำแพงยักษ์” (The Great Wall) แหล่งท่องเที่ยวใหม่ Unseen เมืองลาวที่ใครเห็นก็ต้องตะลึง กับกำแพงหินยักษ์ยาว 15 กิโลเมตร สูงกว่า 5-6 เมตร สร้างด้วยหินล้วนๆ บางก้อนใหญ่เท่ารถสิบล้อทั้งคัน! สร้างขึ้นสมัยอาณาจักรศรีโคตรบองราวๆ พุทธศตวรรษที่ 9 ปัจจุบันตั้งอยู่กลางป่ารกลึกลับมาก ถ้ำนางแอ่น แขวงคำม่วน หนึ่งในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มหัศจรรย์มากๆ ออกจากเมืองท่าแขก มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ผ่านทางหลวงหมายเลข 12 ของลาว จุดหมายคือเวียดนาม ระหว่างทางที่เป็นถนนสองเลน รถเปลี่ยนมาขับชิดเลนขวาตามกฎจราจรลาว สภาพภูมิทัศน์สองฟากฝั่งได้รับฉายาว่า “กุ้ยหลินเมืองลาว” เพราะเป็นเทือกเขาหินปูนสลับซับซ้อน เป็นส่วนปลายเทือกเขาที่ทอดยาวลงมาจากจีนตอนล่าง จึงเต็มไปด้วยถ้ำที่ยังไม่ได้รับการสำรวจอีกนับพันๆ แห่ง หลายช่วงเป็นป่า และมีบ้านเรือนชาวลาวกระจายอยู่ห่างๆ กัน เมื่อรถข้ามแม่น้ำเซบั้งไฟแล้ว ก็เลี้ยวขวาที่แยกบุ่งบ่าว ขึ้นเขาสูงสลับซับซ้อน ถนนแคบคดเคี้ยวไต่ไปตามขอบเหวน่าหวาดเสียว จนกระทั่งถึงด่านชายแดนเวียดนาม โดยด่านฝั่งลาวชื่อ “ด่านน้ำพาว” ต่อกับด่านเวียดนามชื่อ “ด่านจาลอ” เมื่อเข้าสู่เขตเวียดนาม สิ่งที่สัมผัสได้ทันที คือสายฝน อากาศเย็นฉ่ำ ผืนป่า และขุนเขาที่ไม่เคยจบสิ้น เราเห็นวิถีชีวิตการกินอยู่ของผู้คนอันเรียบง่าย และสามารถปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้ยอดเยี่ยม จวบจนเย็นย่ำ ถนนก็มาสุดยังชายฝั่งทะเลจีนใต้เมืองดงเหย จังหวัดกวางบินห์ เมืองชายทะเลเงียบสงบอันแสนแปลกตา ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด เราจึงเที่ยวชมกวางบินห์ได้เพียงน้อยนิด จุดแรกคือการล่องเรือลำน้อย ผ่านแม่น้ำซอน (Son River) ไปชม ถ้ำฟองญา (Phong Nha Cave) หนึ่งในถ้ำที่ใหญ่ติดอันดับโลกถึง 4 สถิติ คือ เป็นถ้ำน้ำลอดยาวที่สุดในโลก มีโถงถ้ำสูงที่สุดในโลก เป็นถ้ำยาวที่สุดในโลก และถ้ำกว้างที่สุดในโลก ระหว่างล่องเรือไปถ้ำ เราผ่านหมู่บ้านชาวเวียดนามคริสต์ที่ยังชีพด้วยวิถีเกษตรแบบพอเพียง ทว่าน่าเสียดาย ในวันที่ไปถึงหน้าถ้ำฟองญา สายฝนและน้ำเชี่ยวได้ปิดปากถ้ำจนเกือบมิด อันตรายเกินกว่าจะเข้าชมภายในได้จึงกลายเป็นการบ้านคาใจสำหรับผม ที่จะต้องกลับไปสำรวจถ้ำนี้ให้จงได้ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวสุดท้ายของทริปนี้ ก็คือ “อุโมงค์วินห์ม็อก” (Vinh Moc Tunnel) โครงข่ายถ้ำและอุโมงค์ใต้ดินที่ชาวเวียดนามขุดขึ้น เพื่อหลบภัยการทิ้งระเบิดของอเมริกาสมัยสงครามเวียดนามโดยชาวเวียดนามใช้แรงงานคนล้วนๆ ขุดอุโมงค์วินห์ม็อกให้มีความยาวอยู่ใต้ดินลึกนับสิบเมตร เชื่อมต่อกันเป็นใยแมงมุมยาวกว่า 120 กิโลเมตร! และมีประตูทางออกถึง 13 ประตู ทั้งออกไปทะเล ป่า และชุมชน อุโมงค์นี้เคยเป็นที่อยู่ของชาวบ้านนับพัน บนเส้นขนานที่ 17 อันเป็นจุดสู้รบดุเดือด มีการทิ้งระเบิดปูพรม และเวียดนามถูกแบ่งออกเป็นเหนือใต้ก็ตรงนี้ ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเที่ยวชมอุโมงค์เพียง 1.7 กิโลเมตร แต่ต้องมีไกด์นำทาง เพราะข้างในมืดมาก มีเพียงตะเกียงและดวงไฟเล็กๆ ส่องสว่าง น่าขนลุก ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าชาวเวียดนามช่างมีความอดทนเหลือเกิน บอกเล่าเรื่องราวชาวเวียดนามในสมัยสงครามกับอเมริกา Traveler’s Guide 

How to go 
เส้นทางนครพนม สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 -เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน (ลาว) - ด่านน้ำพาว (ลาว) - ด่านจาลอ (เวียดนาม) - เมืองดงเหย จังหวัดกวางบินห์ (เวียดนาม) - ด่านลาวบาว - แขวงสะหวันนะเขต – สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 2 - จังหวัดมุกดาหาร รถยนต์วิ่งได้ทุกประเภท ทริปนี้ใช้เวลาประมาณ 4-7 วัน Where to stay 
ไทย แนะนำ โรงแรมนครพนมริเวอร์วิว โทร. 0-4252-2333-40 และ iHotel โทร. 08-6450-9693, 0-4254-3355 

ลาว (เมืองท่าแขก) Hotel Riveria โทร. 008-856-5125-0000 

เวียดนาม (เมืองดงเหย) โรงแรม Saigon Quang Binh Hotel โทร. (84) 052-382-2276 www.sgquangbinhtourist.com.vn/EN/info.htm และโรงแรม Sun Spa Resort โทร. (84) 052-381-8888 www.sunsparesortvietnam.com Information 
ททท. จังหวัดนครพนม-สกลนคร-มุกดาหาร โทร . 0-4251-3490, คุณธารินทร์ พันธุมัย ผู้ประสานงานท่องเที่ยวไทย-ลาว-เวียดนาม โทร . 08-1380-4673, ล่องเรือลำโขงนครพนม โทร. 08-6230-5560
Board: Travel
(0)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2582
FOLLOWER

เทือกเขาหินปูนยักษ์ในเมืองดงเหยของเวียดนาม

"จากเมืองดงเหย รถยนต์ของเราใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม วิ่งผ่านด่านลาวบาว (Lao Bao) ณ จุดเชื่อมต่อเวียดนาม-ลาว ผ่านแขวงสะหวันนะเขต ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 กลับเข้าสู่เมืองไทยที่จังหวัดมุกดาหารอย่างปลอดภัย พร้อมกับพกพาความประทับใจมาเต็มกระเป๋า อีกไม่นาน เส้นทางนี้ก็จะมีคนเดินทางไปสัมผัสเพิ่มขึ้น และน่าจะกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างแน่นอน"
1 KEEP
Kullastree
0 LOVES
COMMENT