เดินตามใจไปเรื่อยๆ ชิวๆ ลัดเลาะตามซอกซอยเที่ยวชมเมืองมุมไบ บางวันเราเดินไปจนถึงสถานีรถไฟวิคตอเรียเทอร์มินุส (Victoria Terminus) หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีรถไฟฉัตรปติ ศิวาจี (แต่ชาวบ้านก็ยังนิยมเรียกชื่อเดิมอยู่) สถานีรถไฟที่ได้ชื่อว่าพลุกพล่านที่สุด ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ที่นี่ฉันได้เห็นดับบาวัลลา (Dabbawallas) หรือคนส่งอาหารกล่องที่ทุกวันเขาจะไปรับมาจากที่ต่างๆ นอกเมือง ขึ้นรถไฟมาส่งต่อให้ดับบาวัลลาอีกคนเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมากด้วย

ไม่ไกลกันเป็นตลาดครอว์ฟอร์ด (Crawford Market) ที่เป็นฉากของนิยายหลายๆ เรื่อง ทะลุไปทางขวาจะเจอตลาดซาเวอรีขายเครื่องประดับทองเงินเพชร แต่ถ้าตรงขึ้นไปจะเจอตลาดชอร์ขายของเก่าและของมือสอง เราเดินหลงกันจนหิว ไปเจอร้านเล็กๆ ขายข้าวกับปลาทอดแบบทอดใหม่ๆ สดอร่อยมาก บางวันเราเบื่อเมืองเก่าหลังจากสอบถามใครๆ เขาก็ว่าถ้าจะหาแหล่งฮอตฮิตต้องไปแถวบันดรา (Bandra) หรือจูฮู (Juhu) ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร บาร์ ร้านค้าเก๋ๆ โดยเฉพาะบันดราเป็นที่รวมของคนมีเงินและนักแสดงบอลลีวู้ด
‘มุมไบ’ หรือที่เรารู้จักกันแต่เดิมในชื่อบอมเบย์ เป็นเมืองหลวงแห่งรัฐมหาราษฏระ ครั้งหนึ่งเกาะเล็กเกาะน้อย 7 เกาะ ที่ชาวบ้านเลี้ยงชีพด้วยการทำประมง จะกลายเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับ 4 ของโลก เกาะเหล่านี้เคยตกเป็นของโปรตุเกสและยกให้อังกฤษ เป็นค่าสินสอดจากฝ่ายหญิงเมื่อครั้งที่เจ้าหญิงแคทเธอรีนแห่งบราแกนซา (Catherine of Braganza) อภิเษกกับกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษในปี ค.ศ. 1661 (พ.ศ. 2204) อังกฤษไม่เคยเห็นความสำคัญของเกาะเหล่านี้ และให้บริษัทอีสต์อินเดียเช่าไปด้วยราคาเพียง 10 ปอนด์ต่อปี อีก 100 กว่าปีต่อมามีการเชื่อมเกาะทั้งเจ็ดเข้าด้วยกัน กลายเป็นผืนแผ่นดินดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน มุมไบเป็นบ้านเกิดของนักเขียนในดวงใจของฉันอย่าง Rudyard Kipling, Salman Rushdie และ Rohinton Mistry ได้ชื่อว่าเป็น Bollywood แห่งเอเชีย เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เฟื่องฟู คนอินเดียเคยกล่าวขานให้ฉันฟังว่ามุมไบทันสมัยและร่ำรวย เต็มไปด้วยลูกเศรษฐีที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ในอีกด้านหนึ่งมุมไบเป็นเมืองที่รวมชนหลายเชื้อชาติ มีผู้คนอยู่แออัดและมีสลัมกลางเมืองเป็นปัญหาใหญ่อย่างที่เห็นในหนังและสารคดีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังเก่า Salaam Bombay! หรือหนังรางวัลออสการ์อย่าง Slumdog Millionaire หนังสือเล่มโปรดหลายเล่มของฉันมีฉากหลังเป็นเมืองมุมไบ (จากภาพ: ภาพสลักหน้าธนาคารบนถนนมหาตมะคานธี) เช้าแรกในมุมไบฉันเฝ้ามองพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลอาระเบียผ่านหน้าต่างห้องพักในโรงแรมทัชมาฮาลพาเลซ แสงสีทองที่ค่อยๆ สว่างขึ้นเหนืออ่าว สะท้อนเรือที่จอดเรียงราย มุมไบกว้างใหญ่และแบ่งออกเป็นหลายเขต เขตที่เราอยู่ถือเป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของมุมไบ เรียกว่าโคลาบา (Colaba) เกตเวย์แห่งอินเดียซึ่งอยู่ริมทะเล สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเสด็จเยือนอินเดียของพระเจ้าจอร์จที่ 5 และพระราชินีแมรี่ในช่วงที่อังกฤษยึดครองอินเดีย (ยุคบริติชราช British Raj)  เป็นจุดที่มีความสำคัญมากทางประวัติศาสตร์เมืองมุมไบ เพราะเป็นจุดแรกที่ข้าหลวงอังกฤษและบุคคลสำคัญต่างๆ จะได้เห็นอินเดีย เพราะเรือจะมาเทียบท่าที่นี่และยังเป็นจุดสุดท้ายที่กองทัพอังกฤษลาจากอินเดียไปเมื่ออินเดียได้อิสรภาพในปี ค.ศ.1947 (พ.ศ.2490) โรงแรมนี้เคยโดนผู้ก่อการร้ายชาวปากีสถานบุกฆ่านักท่องเที่ยวและเผาโรงแรมไปเมื่อปี พ.ศ. 2551 เพิ่งปรับปรุงเสร็จเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่เนื่องจากโรงแรมทัชมาฮาลพาเลซเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของมุมไบที่พลาดไม่ได้ เราจึงตัดสินใจที่จะพักที่นี่ ตอนจองห้องฉันพยายามขอห้องทริปเปิลเพราะแม้จะมีการปรับปรุงขนานใหญ่ แต่ฉันก็ไม่มั่นใจว่าอยากจะนอนคนเดียว แต่ที่นี่มีกฎที่จะไม่อนุญาตให้พัก 3 คน นอกจากเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี แม้มาถึงแล้วจะอ้อนวอนเช่นไรก็ไม่ได้ ที่ดีที่สุดคือได้ห้องเชื่อมที่มีประตูเปิดถึงกันให้อุ่นใจได้เล็กน้อย 

เอาเข้าจริงที่นี่สบายมาก ห้องพักสะอาดสดใส หน้าต่างมุขหันออกสู่อ่าวอาระเบียและเห็นสัญลักษณ์ของมุมไบคือ Gateway of India ได้ชัดเจนทุกวัน ในห้องน้ำจะวางเครื่องหอมสำหรับผสมน้ำแช่ พร้อมคำบรรยายน่ารักๆ บางวันเป็นน้ำนมสูตรพระนางคลีโอพตรา บางวันเป็นถุงผ้าบรรจุสมุนไพรสูตรเทพอรชุน ปัจจุบันที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวทั้งชาวอินเดียและชาวต่างชาติ เพราะมีท่าเรือท่องเที่ยวไปยังเกาะเอเลฟันตา แถวๆ นี้อากาศดีเพราะมีลมทะเล ด้านที่ติดทะเลมีบ้านเก่าสวยๆ เรียงรายเป็นบล็อกๆ เป็นบ้านที่มีลักษณะเหมือนอพาร์ตเมนต์ใหญ่ๆ สูง 4-5 ชั้น บางบ้านยังมึคนอาศัยอยู่ บางหลังทำเป็นโรงแรมหรือให้เช่าทำกิจการต่างๆ แต่บางหลังก็ถูกทิ้งร้างน่าเสียดายมาก ด้านที่ติดถนนใหญ่เป็นร้านค้าขายของสารพัด ทั้งเสื้อผ้าสมัยใหม่ รองเท้า ของที่ระลึก ร้านพรม เครื่องเงิน และร้านอาหาร เป็นถนนที่พลุกพล่านมาก และอย่าได้คิดเรียกรถแท็กซี่จากตรงนี้เชียวเพราะราคาจะสูง

(จากภาพ: หนุ่มคนนี้เร่ขายหนังสือตามสี่แยกไฟแดง ชอบใจตรงหนังสือที่ขายนี่แหละ) นอกจากห้ามลืมแวะเกตเวย์ออฟอินเดียแล้ว ต้องแวะร้านขายของของรัฐบาลที่จัดร้านเหมือนกันทั่วประเทศ ทั้งที่สินค้าบางอย่างน่าสนใจ แต่การวางของไม่ช่วยในด้านการขายเลยสักนิด และราคาก็ค่อนข้างสูง หลังจากนั้นข้ามถนนตรงวงเวียนรีกัลที่วุ่นวายที่สุด เพราะมีมาหกทิศ ข้ามไปงงไป ไปเจอเข้ากับพิพิธภัณฑ์ปรินซ์ออฟเวลส์

นอกจากนั้น หากได้เดินอีกฝั่งถนนจะผ่านร้านฟิลลิป ร้านขายของเก่าที่หรูมากๆ ไปยังหอศิลป์สมัยใหม่แห่งชาติ ที่มีงานแสดงภาพเขียนทั้งงานของคนอินเดียเองและศิลปินต่างชาติ ถ้าเดินเลยไปอีกยังเขตที่ติดกันคือฟอร์ต (Fort) จะเห็นตึกสมัยอาณานิคมสวยๆ ทั้งตึกที่ทำการศาลสูง ที่ได้รับอิทธิพลจากปราสาทเยอรมัน มหาวิทยาลัยบอมเบย์ที่มีหอนาฬิการาชาไบ (Rajabai) สร้างตามแบบศิลปะโกธิกฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 15 วกกลับมาอีกด้านจะเจอห้องสมุดเดวิดแซสซูน ฝั่งตรงข้ามมีร้านแฟ๊บอินเดีย (Fabindia) ขายชุดผ้าฝ้ายแบบอินเดียทั้งชายหญิง

(จากภาพ: รูปเทพเจ้าต่างๆ ของอินเดียรูปนี้ติดอยู่ที่ตลาด) พิพิธภัณฑ์ปรินซ์ออฟเวลส์ (มีชื่อที่เปลี่ยนใหม่ยาวมากเป็นภาษาฮินดีแต่ชาวบ้านก็ยังคงเรียกชื่อเดิมอยู่ดี) พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในมุมไบ จัดแสดงงานศิลปะในศาสนาฮินดู ภาพเขียน เครื่องกระเบื้อง อาวุธไปจนถึงสัตว์สตัฟฟ์ ที่นี่สามารถใช้เวลาอยู่ได้เป็นวัน ถ้าหิวด้านนอกมีร้านกาแฟเล็กๆ ขายแซนด์วิช ติดกันเป็นร้านขายของที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์ที่ทำได้ทันสมัย และของน่าสนใจมาก ขอยามออกมาได้โดยโชว์บัตรแล้วค่อยกลับเข้าไปดูใหม่ ตัวตึกเองก็สวยเป็นโดมสีขาวเป็นการผสมผสานของศิลปะแบบอิสลามฮินดูและอังกฤษ วันที่เราไปมีเด็กนักเรียนชั้นประถมเข้าแถวเข้ามาชมน่ารักน่าเอ็นดูดี TRAVEL MEMO
• แท็กซี่ในมุมไบไม่ค่อยใช้มิเตอร์ ต้องต่อรองราคาจะไปที่ไหนลองเช็กราคากับโรงแรมมาก่อน 

• ใครสนใจหนังอินเดียหรือชอบดาราอินเดียมีทัวร์บอลลีวู้ดแบบเต็มวัน ลองเข้าไปใน www.getyourguide.com/mumbail201/full-day-bollywood-tour-of-mumbait15578 หรือถ้านึกสนุกอยากไปเป็นตัวประกอบในหนังอินเดียลองเข้าไปดูข้อมูลใน http://goindia.about.com/od/bollywood/p/bollywoodf ilm.htm

• มุมไบมีร้านเก๋ๆ โดยเฉพาะร้าน Selective Store ที่มีเสื้อผ้าหลายๆ แบรนด์ ส่วนใหญ่เป็นดีไซเนอร์อินเดียที่กำลังมาแรง ปัญหาคือแต่ละที่จะอยู่ห่างกันและซ่อนอยู่บนตึกที่ไม่คิดว่าจะมีร้านอย่างนี้ได้ ต้องเช็กที่อยู่และตามหา Timeout มุมไบช่วยได้ 

• ปัจจุบันมีการถมทะเลทำสะพานตัดข้ามอ่าวเพื่อเชื่อมมุมไบตอนใต้กับบันดรา ย่นระยะเวลาการเดินทางไปได้เกินครึ่ง เรียกว่าสะพานบันดรา-วอร์ลิซีลิงก์ หรือชาวมุมไบเขาเรียกสั้นๆ ว่าซีลิงก์ ต้องเน้นกับแท็กซี่เนื่องจากจะต้องเสียเงินค่าผ่านทาง
Board: TRAVEL
(0)
Share
Grazia
Keep by Grazia
1808
FOLLOWER

เดินตามใจไปเรื่อยๆ ชิวๆ ลัดเลาะตามซอกซอยเที่ยวชมเมืองมุมไบ

"บางวันเราเดินไปจนถึงสถานีรถไฟวิคตอเรียเทอร์มินุส (Victoria Terminus) หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีรถไฟฉัตรปติ ศิวาจี (แต่ชาวบ้านก็ยังนิยมเรียกชื่อเดิมอยู่) สถานีรถไฟที่ได้ชื่อว่าพลุกพล่านที่สุด ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ที่นี่ฉันได้เห็นดับบาวัลลา (Dabbawallas) หรือคนส่งอาหารกล่องที่ทุกวันเขาจะไปรับมาจากที่ต่างๆ นอกเมือง ขึ้นรถไฟมาส่งต่อให้ดับบาวัลลาอีกคนเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมากด้วย
ไม่ไกลกันเป็นตลาดครอว์ฟอร์ด (Crawford Market) ที่เป็นฉากของนิยายหลายๆ เรื่อง ทะลุไปทางขวาจะเจอตลาดซาเวอรีขายเครื่องประดับทองเงินเพชร แต่ถ้าตรงขึ้นไปจะเจอตลาดชอร์ขายของเก่าและของมือสอง เราเดินหลงกันจนหิว ไปเจอร้านเล็กๆ ขายข้าวกับปลาทอดแบบทอดใหม่ๆ สดอร่อยมาก บางวันเราเบื่อเมืองเก่าหลังจากสอบถามใครๆ เขาก็ว่าถ้าจะหาแหล่งฮอตฮิตต้องไปแถวบันดรา (Bandra) หรือจูฮู (Juhu) ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร บาร์ ร้านค้าเก๋ๆ โดยเฉพาะบันดราเป็นที่รวมของคนมีเงินและนักแสดงบอลลีวู้ด"
1 KEEP
Grazia
0 LOVES
COMMENT