อลังการแห่งสายน้ำเจ้าพระยา พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินโดยกระยวนพยุยาตราชลมารถ พุทธศักราช ๒๕๕๔ แต่เดิมกฐินถือเป็นกิจของสงฆ์โดยเฉพาะ พระสงฆ์ต้องหาผ้าที่ไม่มีเจ้าของจากสถานที่ต่างๆ มาตัดเย็บและย้อมเอง ผ้าที่ได้มานี้เรียกว่า “ผ้าบังสุกุล” ต่อมาราษฎรเห็นถึงความลำบากของพระภิกษุในการหาผ้า ซึ่งนับวันจะหายากมากขึ้น จึงมีจิตศรัทธานำผ้ามาถวาย สมเด็จพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตและบัญญัติให้รับผ้านั้นได้ โดยเป็นต้นเหตึแห่งการทอดกฐินสืบต่อมาการทอดกฐินยังเป็นพระราชประเพณีอย่างหนึ่งที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นธุระบำเพ็ญพระราชกุศลมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏหลักฐานตั้งแต่สมัยสุโขทัยซึ่งระบุในหลักศิลาจารึก สืบเนื่องต่อมาในสมัยอยุธยาลำรัตนโกสินทร์ การเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินสมัยก่อนมีการเสด็จฯ โดยกระบวนพยุหยาตราทั้งสถลมารคและชลมารค เป็นการแห่พระกฐิน ซึ่งจุดมุ่งหมายเดิมของการแห่พระกฐินด้วยกระบวนพยุหยาตรานี้ เพื่อจะตรวจตราพลรบ อาวุธยุทธภัณฑ์ และฝึกซ้อมรบ ในสมัยก่อนมีการซ้อมรบปีละ ๒ ครั้ง คือในเดือน ๔-๕ ซึ่งเป็นฤดูเกี่ยวข้าวเก็บเข้ายุ้งฉาง ครั้งหนึ่ง ในช่วงนี้จะยกกระบวนพยุหยาตราชลมารคเป็นการซ้อมรบทางบกไปนมัสการพระพุทธบาท การซ้อมรบอีกครั้งในเดือน  ๑๑-๑๒ ซึ่งเป็นฤดูปักดำนาเสร็จแล้ว ในช่วงนี้จะซ้อมรบทางเรือ และเป็นระยะเวลาทอดกฐิน จึงจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค ต่อมาในปี ๒๔๗๕ การเสด็จฯ โดยกระบวนพยุหยาตราฯ ได้ล้มเลิกไป ทางสำนักพระราชวังได้กำหนดพระอารามหลวงสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์ ทอดผ้าพระกฐินเฉพาะ ๑๖ วัด คือ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดเทพศิรินทราวาส วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม วัดมกุฎกษัตริยาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดราชาธิวาส วัดสุทัศเทพวราราม วัดราชโอรสาราม วัดอรุณราชวราราม วัดนิเวศธรรมประวัติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก  พระอารามหลวง นอกเหนือจากนี้ให้เป็นหน้าที่ของกรมการศาสนาจัดบริวารกฐิน
เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง
พ.ศ.๒๕๕๔ ฤดูฝนปีนี้ฝนมากกว่าปกติ ทำให้สายน้ำลำคลองต่างๆ เจิ่งนองอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ยังไม่ทันจะย่างเข้าเดือนสิบตามปฏิทินแบบไทย ถึงเดือนกันยายนฝนก็ยังตกแทบไม่เว้นวัน ข่าวน้ำท่วมมีมาไม่ขาดสายอในสถานการณ์อย่างนี้ หากใครมีบ้านอยู่ริมน้ำคงได้ยินเสียงคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณทวด เปรยมาว่า “ปีนี้น้ำมากสงสัยจะหนาวนาน ออกพรรษาแล้วเตรียมการทอดกฐินกันเถอะ...”
กฐิน เป็นประเพณีทำบุญอย่างหนึ่งของไทยที่ทำในระยะเวลาที่กำหนดให้ในปีหนึ่งๆ เรียกว่ากฐินกาล ระหว่างวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ จะทำก่อนหรือหลังจากนี้ไม่ได้
กฐิน ตามศัพท์บาลีแปลว่าไม้สะดึง คือกรอบไม้สะดึง กรอบไม้สำหรับขึงผ้าเพื่อเย็บจีวรของพระภิกษุ การตัดเย็บจีวรของพระภิกษุนั้นจะต้องเย็บผ้าหลายๆ ชิ้นต่อกัน และประสานกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีตะเข็บคั่นอยู่ภายในผืนผ้า ลักษณะเหมือนคันนา เรียกกันในหมู่พระสงฆ์ว่าขันธ์ การตัดเย็บเช่านี้ในสมัยก่อนเป็นความยากลำบากเพราะไม่มีเครื่องมือการตัดเย็บที่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ต้องอาศัยไม้สะดึงช่วยนาการขึงผ้า ผ้าที่สำเร็จจากไม้สะดึงนี้เรียกว่าผ้ากฐิน ซึ่งใช้เรียกกันมาจนทุกวันนี้ แม้ว่าจะมีผ้าสำเร็จรูปที่ไม่ได้ทำขึ้นโดยอาศัยไม้สะดึงแล้วก็ตาม

NOTE

ภาพอันงดงามอลังการของโขนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ขณะแล่นผ่านหน้าท่าราชวรดิฐโดยมีพระบรมมหาราชวังเป็นฉากหลัง  ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูกระบวนแห่พระกฐินชลมารคอีกครั้ง และได้จัดขึ้นอีกหลายในโอกาสพิเศษต่างๆ สืบมาในระยะปัจจุบัน
กองทัพเรือเตรียมกระบวนพยุหยาตราชลมารค
ขณะที่หลายคนกำลังเตรียมการทอดกฐิน ชายไทยอีก ๒,๐๙๘ คน กำลังขะมักเขม้นฝึกซ้อมการพายเรืออยู่ ณ ริมคลองบางกอกน้อย ไม่เว้นวันฝนตก แดดออก และบางวันก็ออกมาลอยลำอยู่บนสายน้ำเจ้าพระยาหน้ากรมอู่ทหารเรือ ท่านเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกำลังพลจากหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือที่เตรียมการจัดงานพระราชพิธีเสด็จ พระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค  ณ วัดอรุณวราราม ที่มีกำหนดการพระราชพิธีในวันที่ ๒๒  ตุลาคม ๒๕๕๔ นี้ พระราชพิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในรอบปี สืบทอดแบบอย่างโบราชราชประเพณี และยังเป็นวาระสำคัญเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ อีกด้วย

NOTE
๑.โขนเรือรูปสัตว์เรือครุฑเหิรเห็จที่อู่เรือพระราชพิธีฯ
๒.โขนเรือรูปสัตว์อีกลำหนึ่ง
๓.โขนเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
๔.โขนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ กองทัพเรือได้เตรียมการจัดงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ตามแผนปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการฝ่ายควบคุมและฝึกซ้อม ประกอบด้วยการฝึกซ้อมพายและการซ้อมทำเรือพระราชพิธี ซึ่งการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนี้ใช้เรือพระราชพิธีจำนวน ๕๒ ลำ และกำลังพลจากหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ เป็นฝีพายประจำเรือพระราชพิธีจำนวน  ๒,๐๙๘ นาย รูปกระบวนเรือจัดเป็น ๕ ริ้ว ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง ๔ ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ เรือพระที่นั่งอนันตนาคาราช และ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือรูปสัตว์ ๘ ลำ ได้แก่ พระกระบี่ปราบเมืองมังกร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหิรเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรืออสุรปักษี เรือดั้ง ๒๒ ลำ และเรืออื่นๆ อีก ๑๘ ลำ การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๑๖ ที่จัดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยครั้งล่าสุดเป็นการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินประจำปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ในการเตรียมการจัดงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายพระพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคคราวนี้ กองทัพเรือยังได้ดำเนินการตรวจสอบความสมบูรณ์และการซ่อมแซมเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ ซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งที่สร้างขึ้นใหม่ล่าสุด และจัดไว้เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง (คือเรือพระที่นั่งลำสำรองไว้สำหรับกรณีเรือพระที่นั่งทรงชำรุด)เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือ ณ กรมอู่ทหารเรือ เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๓๗  และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๙ นับเป็นเรือพระที่นั่งลำแรกที่สร้างในรัชกาลปัจจุบันโดยใช้ต้นแบบลำเดิมของเรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณ ที่เป็นฝีมือช่างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

NOTE

๑. เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ ในริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค
๒. เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช  ขณะพลพาย พายเรือท่านกบิน
๓. เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชในริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค  จวบจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริให้เสริมรูปพระนารายณ์ประทับยืนบนหลังพระยาสุบรรณ แล้วโปรดเกล้าฯให้ขนานนามเรือลำนี้ใหม่ว่านารายณ์ทรงสุบรรณ
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ ตัวเรือกว้าง ๓.๒๕ เมตร ยาว ๔๔.๓๐ เมตร กินน้ำลึก ๑.๑๐เมตร น้ำหนัก ๒๐ ตัน ใช้ฝีพาย ๕๐ นาย เพื่อให้สอดคล้องกับปีที่สร้าง ซึ่งเป็นมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี โดยกองทัพเรือเป็นผู้ดำเนินการสร้างในส่วนที่เป็นโครงสร้างของตัวเรือพาย และคัดฉากส่วนกรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการส่วนศิลปกรรมทั้งหมดของเรือ
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เหล่าบรรดาช่างศิลปกรรมของสำนักช่างสิบหมู่กรมศิลปากร ก็กำลังดำเนินงานด้านประณีตศิลป์ อนุรักษ์ ซ่อมแซมม่านและพระที่นั่งราชบัลลังก์กัญญา ที่สร้างด้วยงานช่างฝีมือโบราณที่เรียกว่า “การปักทองแผ่ลวด” อย่างขะมักเขม้นเช่นกัน 
นอกจากนี้การเตรียมความพร้อมของเรือพระที่นั่ง ๔ ลำ และเรือในกระบวนเรือพระราชพิธี รวม ๕๒ ลำ การฝึกซ้อมฝีพายที่ต้องเรียนรู้วิธีการพายเรือหลวงตามวิธีการอย่างโบราณ ซึ่งเป็นหน้าที่ของทหารไทยมาแต่อดีตแล้ว กองทัพเรือยังได้มอบหมายให้ นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประพันธ์กาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ไว้พร้อมแล้ว
อีกไม่นานแล้ว ที่พวกเราชาวไทยจะได้มีโอกาสชมความงามสง่าอลังการของกระบวนพยุหยาตราชลมารคในงานพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินได้ทั้งสรรพสำเนียงเสียงเห่เรือหลวง ได้มีส่วนร่วมในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในกฐินกาล และได้สัมผัสความงดงามแห่งศิลปวัฒนธรรมที่คนทั้งชาติทุกสถาบันไม่ว่าจะเป็นราชสำนัก ราชการ ทหาร พลเรือน และมวลประชาชน มีส่วนร่วมกันในความเป็นไทย ที่มีวิถีชีวิต วัฒนธรรมงอกงามเติบโตจากสายน้ำและแผ่นดินไทย
(0)
Share
osotho
Keep by osotho
3132
FOLLOWER

อลังการแห่งสายน้ำเจ้าพระยา พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินโดยกระยวนพยุยาตราชลมารถ พุทธศักราช ๒๕๕๔

"แต่เดิมกฐินถือเป็นกิจของสงฆ์โดยเฉพาะ พระสงฆ์ต้องหาผ้าที่ไม่มีเจ้าของจากสถานที่ต่างๆ มาตัดเย็บและย้อมเอง ผ้าที่ได้มานี้เรียกว่า “ผ้าบังสุกุล” ต่อมาราษฎรเห็นถึงความลำบากของพระภิกษุในการหาผ้า ซึ่งนับวันจะหายากมากขึ้น จึงมีจิตศรัทธานำผ้ามาถวาย สมเด็จพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตและบัญญัติให้รับผ้านั้นได้ โดยเป็นต้นเหตึแห่งการทอดกฐินสืบต่อมาการทอดกฐินยังเป็นพระราชประเพณีอย่างหนึ่งที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นธุระบำเพ็ญพระราชกุศลมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏหลักฐานตั้งแต่สมัยสุโขทัยซึ่งระบุในหลักศิลาจารึก สืบเนื่องต่อมาในสมัยอยุธยาลำรัตนโกสินทร์ การเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินสมัยก่อนมีการเสด็จฯ โดยกระบวนพยุหยาตราทั้งสถลมารคและชลมารค เป็นการแห่พระกฐิน ซึ่งจุดมุ่งหมายเดิมของการแห่พระกฐินด้วยกระบวนพยุหยาตรานี้ เพื่อจะตรวจตราพลรบ อาวุธยุทธภัณฑ์ และฝึกซ้อมรบ ในสมัยก่อนมีการซ้อมรบปีละ ๒ ครั้ง คือในเดือน ๔-๕ ซึ่งเป็นฤดูเกี่ยวข้าวเก็บเข้ายุ้งฉาง ครั้งหนึ่ง ในช่วงนี้จะยกกระบวนพยุหยาตราชลมารคเป็นการซ้อมรบทางบกไปนมัสการพระพุทธบาท การซ้อมรบอีกครั้งในเดือน ๑๑-๑๒ ซึ่งเป็นฤดูปักดำนาเสร็จแล้ว ในช่วงนี้จะซ้อมรบทางเรือ และเป็นระยะเวลาทอดกฐิน จึงจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค ต่อมาในปี ๒๔๗๕ การเสด็จฯ โดยกระบวนพยุหยาตราฯ ได้ล้มเลิกไป ทางสำนักพระราชวังได้กำหนดพระอารามหลวงสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์ ทอดผ้าพระกฐินเฉพาะ ๑๖ วัด คือ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดเทพศิรินทราวาส วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม วัดมกุฎกษัตริยาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดราชาธิวาส วัดสุทัศเทพวราราม วัดราชโอรสาราม วัดอรุณราชวราราม วัดนิเวศธรรมประวัติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก พระอารามหลวง นอกเหนือจากนี้ให้เป็นหน้าที่ของกรมการศาสนาจัดบริวารกฐิน"
1 KEEP
osotho
0 LOVES
COMMENT