สุริยา มโนชาติ โคบาลในฟาร์มจริง ใบหน้าขรึม บุคลิกนิ่ง เป็นเอกลักษณ์ของชายคนนี้ สุริยา มโนชาติ หนึ่งในสิบโคบาลที่ทำงานประจำอยู่ในฟาร์มโชคชัย นักท่องเที่ยวจะเห็นมาดคาวบอยเท่ ๆ ของเขาได้ในช่วงชมโชว์ม้า ซึ่งในชีวิตจริง สุริยา หรือ “พี่เหนาะ” ของน้องๆก็คือโคบาลที่คลุกคลีอยู่กับฟาร์มม้า และวัวมานานนับสิบปี
“ผมเริ่มทำงานที่ฟาร์มโชคชัย เพราะพ่อบุญธรรมทำงานอยู่ที่นี่ แรก ๆ ก็มาจับม้าให้พ่อ จับบ่อย ทุกวันๆ พอสักสิบขวบเข้าสิบเอ็ด ขวบก็เริ่มขี่ม้า พออายุสิบสาม ผู้จัดการฟาร์มให้มาเลี้ยงวัว วัวตัวไหนดื้อ ผมจะเข้าไปจับให้ เพราะเป็นคนตัวเล็ก ซอกแซกได้ แต่ตอนดึงนี่ไม่ไหว เพราะไม่มีแรง ต้องให้คนตัวใหญ่เข้าไปดึง
“มาขี่ม้าจริง ๆ ประมาณปี ๒๕๒๗ มีคนฝึกให้ แล้วก็ทำงานขี่ต้อนวัว ตั้งแต่ ๖ โมงเช้าถึง ๔ โมงเย็น พอเราเริ่มขี่เก่ง ก็ไปฝึกม้าต่อ
“ตกม้าบ่อยครับ คนที่ฝึกม้าใหม่นี่ตกทุกคน แต่เรารู้ตัวก่อนว่าจะตก เพราะตัวลอยออกจากที่นั่ง เราก็หมุนตัวลงไปเลย ไม่ต้องพยายามยึดไว้ เพราะยิ่งพยายามยิ่งเจ็บ ถ้าตกก็ต้องตก
“การโชว์ม้าเริ่มประมาณปี ๒๕๔๓ แต่ว่าเรื่องโยนบ่วง คล้องบ่วงนี่ผมเป็นมาตั้งแต่เลี้ยงวัว เพราะใช้จริงตั้งแต่ยังเด็ก ตอนนั้นเวลาดึงไม่อยู่ก็ให้คนใหญ่มาช่วยดึง
“ก่อนจะมาขี่ม้าโชว์ ผมทำงานหลายอย่าง ทั้งปลูกพืชไร่ ทั้งเลี้ยงวัว ตอนทำงานจริงไม่ได้แต่งตัวแบบนี้ (หมายถึงชุดคาวบอยเต็มสูตร คือ เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ สวมแชปส์ทับ สวมหมวกปีกกว้าง ผูกผ้าพันคอ สวมบูตหนังเท่ ๆ ติดสเปอร์) เราแต่งลูกทุ่ง ๆ บางทีใส่บูตยางเพราะฝนตก เวลาเดินเข้าไปในคอกสัตว์จะได้ไม่เลอะเทอะ”
คาวบอยไทยผู้มีใบหน้าคล้ายชาวอินเดียน ชนพื้นเมืองทางฝั่งตะวันตกของอเมริกา ยิ้มน้อย ๆ ก่อนขอตัวไปดูแลม้า ใบหน้าและมาดนิ่งเป็นสิ่งจริงแท้ของเขา รวมถึงวิถีการทำงานในฟาร์ม ซึ่งเป็นจริงมานานนับสิบปี
เมื่อเอ่ยชื่อฟาร์มโชคชัย ภาพแรกที่แล่นเข้ามาในห้วงความคิดคือท้องทุ่งกว้างใหญ่ โคนม ม้า และคาวบอย ทว่าแท้จริงแล้ว ฟาร์มนี้ยังมีจุดท่องเที่ยวน่าสนใจอีกมากมายกระจายอยู่ในพื้นที่ CR 1 (Chokchai Ranch 1) การเที่ยวชมให้ครอบคลุมกิจกรรมและสถานที่ที่น่าสนใจภายในเวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงครึ่งจึงสะดวกที่สุดโดยการนั่งฟาร์มแทรกเตอร์ซึ่งจัดระบบไว้เป็นรอบการชมอย่างพอเหมาะพอดี วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สามารถรองรับผู้มาเยือนได้มากที่สุดถึง ๑๘ รอบ ขณะที่วันอื่น ๆ มีรอบปกติ ๒ รอบในช่วงสายและบ่าย
การจัดการอย่างลงตัวโดยมืออาชีพ ซึ่งนำพานักท่องเที่ยวไปเรียนรู้วิถีเกษตรควบคู่กับความเพลิดเพลิน รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมกับการท่องเที่ยวแบบ CSR Knowledge Tourism ทำให้ฟาร์มโชคชัยได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย หรือรางวัลกินรี จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถึง ๓ ครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๕ ๔๕, ๒๕ ๔๙ และ ๒๕๕๑ เป็นการการันตีคุณภาพว่ามาเที่ยวเมื่อไรก็ไม่ผิดหวัง นับจากวันเปิดตัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕ ๔๓ จนถึงวันนี้จำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังอุ่นหนาฝาคั่งทุกเสาร์ อาทิตย์ และเทศกาลวันหยุดยาว

(จากภาพ)
คาวบอยฟาร์มโชคชัยกับม้าคู่ใจในทุ่งหญ้ากว้าง สะท้อนภาพช่วงเวลาผ่อนคลายของคนกลางแจ้ง “บางทีแค่เขายืนอยู่เฉย ๆ น้ำนมก็หยดออกมาแล้วค่ะ” นักรีดนมตัวจริงบอกเล่า “แม่โคมีน้ำนมมาก เราต้องรีดออกทุกวัน วันละ ๓ รอบ ตีสี่ บ่ายสอง และสามทุ่ม ถ้าไม่รีดแล้วเขาจะคัดนมค่ะ” แม่โคสีขาวดำพันธุ์โชคชัย ฟรีเชียน ซึ่งเป็นพันธุ์เฉพาะที่ทางฟาร์มคัดเลือกสายพันธุ์โฮลสไตน์ ฟรีเชียน มาผสมกับสายพันธุ์พื้นเมือง ยืนนิ่งราวกับไม่รู้สึกอะไรเลยเมื่อฉันเริ่มต้นกระบวนการรีดนมด้วยมืออีกครั้ง โดยกำนิ้วโป้งและนิ้วชี้เป็นวงล็อกหัวนมแม่โคไว้แนบแน่น แล้วค่อย ๆ ไล่สาม
นิ้วที่เหลือลงมาจนกลายเป็นการกำ
“ล็อกให้แน่นเลยค่ะ ไม่อย่างนั้นแม่โคจะเจ็บ” การถูกล็อกแน่นเช่นนี้เป็นความเคยชินของแม่โคจำนวน ๑,๕๐๐ ตัวในฟาร์มโชคชัย ทว่าเปลี่ยนจากมือคนไปเป็นหัวเครื่องรีดนม ซึ่งว่ากันว่าถูกออกแบบให้แม่วัวรู้สึกเหมือนลูกน้อยกำลังดูดน้ำนมจากอก เทคโนโลยีนี้ทำให้ฟาร์มโชคชัยสามารถรีดนมโคได้ภายในเวลา ๘ นาที ต่อ ๑ ตัว เร็วกว่าสมัยที่ใช้วิธีรีดด้วยมือ ซึ่งใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงในการรีดนมโค ๑ตัว และบทสรุปสุดท้ายในแต่ละวันคือ ทางฟาร์มได้น้ำนมดิบถึงวันละ ๒๐ ตัน นำเข้าสู่โรงงานผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์นมตรา “อืมม!..มิลค์” เพียง ๑ ใน ๔ ของปริมาณที่ได้ นอกจากนั้นก็ขายให้ผู้ประกอบการที่ต้องการน้ำนมดิบคุณภาพดีเพื่อนำไปใช้ในการแปรรูปต่อไป

(จากภาพ)
การท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องฟาร์มโคนมนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิธีรีดนมทั้งแบบใช้มือและใช้เครื่องแล้วยังมีโอกาสได้ลองลงมือรีดนมด้วยตัวเองอีกด้วย น้ำนมที่ดีต้องมีสีขาวนวล ไม่จับตัวเป็นลิ่มหรือเป็นก้อน มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตามธรรมชาติเมื่อมั่นใจว่าได้น้ำนมดีแล้ว กระบวนการรีดนมโคด้วยเครื่องก็เริ่มต้น ตั้งแต่กดหมายเลขประจำตัวของแม่โคที่เครื่องบันทึกข้อมูล (ฉันแอบคิดขำ ๆ ว่าเป็นหมายเลขประจำหูต่างหาก) จากนั้นจึงเปิดเครื่องรีดแล้วสวมหัวเครื่องรีดไปที่หัวนมทั้งสี่ของแม่โค ในเวลาไม่นานนัก น้ำนมสีขาวบริสุทธิ์ สด สะอาดก็หลากไหลผ่านท่อสายยางไปยังท่อแก้ว ก่อนเข้าสู่ถังพัก ผ่านเข้าสู่กระบวนการกรอง แล้วไหลผ่านท่อแก้วไปเก็บรวบรวมไว้ที่ศูนย์รับน้ำนมดิบ ซึ่ง ณ จุดนั้นน้ำนมจะถูกลดอุณหภูมิไว้ที่ ๔ องศาเซลเซียสเพื่อรักษาคุณภาพ ก่อนนำไปแปรรูปหรือจำหน่ายต่อไป ตลอดเส้นทางน้ำนมไม่ได้สัมผัสอากาศภายนอกเลย จึงมั่นใจในคุณภาพและความสะอาดได้อย่างแน่นอน
“เวลารีดนมตอนตีสี่ เราเปิดเพลงให้แม่โคฟังด้วยนะคะ แม่โคจะได้อารมณ์ดี” สาวชาวฟาร์มคนหนึ่งเล่าพร้อมรอยยิ้ม ฉันนึกถึงเสียงดนตรีบรรเลงฟังรื่นใจ ทว่าคำอธิบายเพิ่มเติมทำให้อดขำไม่ได้ “คนรีดชอบฟังเพลงอะไร แม่โคก็ได้ฟังเพลงแบบนั้นละค่ะ”

(จากภาพ)
โคนมพันธุ์โชคชัยฟรีเชียนเป็นพันธุ์ที่ฟาร์มโชคชัยปรับปรุงสายพันธุ์จากโฮลสไตน์ ฟรีเชียน ๙๓ เปอร์เซ็นต์ และสายพันธุ์พื้นเมือง ๗ เปอร์เซ็นต์ มีลักษณะพิเศษคือสามารถอยู่ในเมืองร้อนได้ดีและให้น้ำนมเยอะ สำหรับโคตัวผู้ซึ่งถูกแยกเลี้ยงไว้ต่างหากนั้น มีเฉพาะพ่อพันธุ์ ๑๒ ตัว และโค “ตัวล่อ” ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นความรู้สึกของพ่อพันธุ์บางตัว“เรารีดน้ำเชื้อพ่อพันธุ์สัปดาห์ละ ๒ วัน คือ วันอังคารและวันพฤหัสฯซึ่งจะใช้โคตัวเมียที่มีขนาดใหญ่มาเป็นตัวล่อ เพราะต้องรับน้ำหนักตัวมหาศาลของพ่อพันธุ์ เรื่องแปลกก็คือ พ่อพันธุ์บางตัวต้องใช้ตัวล่อเป็นตัวผู้ด้วยกันค่ะ ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่ยอมขึ้น เดาว่าเขาถูกเลี้ยงไว้ในกลุ่มตัวผู้มาตลอด พอได้กลิ่นตัวเมียก็เลยรู้สึกไม่ปลอดภัย”

(จากภาพ)
จากการเริ่มต้นด้วยฟาร์มโคเนื้อ ซึ่งมีคาวบอยและม้าเป็นส่วนหนึ่งในวิถีเกษตรตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๒ แม้ว่าทุกวันนี้ฟาร์มโชคชัยจะเลี้ยงโคนม ไม่ได้อาศัยคาวบอยในการดูแลปศุสัตว์แล้ว ทว่าภาพลักษณ์ของตำนานโคบาลเมืองไทยยังคงชัดเจนอยู่เสมอ หลายคนสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงดังที่ทำให้จินตนาการถึงสัมผัสหนักหน่วงที่ฟาดลงมาเจ็บแปลบบนผิวเนื้อ คาวบอยสวมชุดเต็มยศตรงกลางลานทรายรูปวงกลมยังคงเหวี่ยงข้อมือตวัดแส้พลิกพลิ้วตัดอากาศอย่างฉับไวและหนักแน่น เสียง “ควั่บ ๆ” ดังต่อเนื่องนั่นคือหนึ่งในชุดการแสดงโชว์ของคาวบอยและม้าในฟาร์มโชคชัยที่ผู้มาเยือนประทับใจ นับแต่เริ่มเปิดฉากด้วยคาวบอยหนุ่มใหญ่ผู้มีใบหน้าละม้ายชาวอินเดียนเดินม้าออกมายืนสง่ากลางลาน ประกอบเสียงบรรยายบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหน้าที่การงานในทุ่งกว้างท่ามกลางฝูงปศุสัตว์นับพัน รวมถึงเหตุผลของการแต่งตัวเท่ ๆ ซึ่งแท้จริงแล้วคือเรื่องจำเป็นไม่ว่า
จะเป็นกางเกงยีนส์ตัวหนาที่ถูกสวมทับด้วยแชปส์ (Chaps) หรือแผ่นหนังที่คลุมตั้งแต่เอวลงไปถึงท่อนขาทั้งหมด ก็เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากเขาวัว รวมทั้งลดการเสียดสีกับขนหยาบของม้า ส่วนรองเท้าบูตหุ้มข้อ สวมเพื่อช่วยป้องกันหญ้าบาดและป้องกันงูฉก ต้องมีส้นเพราะเมื่อสอดเท้าเข้าโกลนแล้ว ส้นรองเท้าจะถูกรั้งไว้ที่โกลน ทำให้เท้าไม่ลื่นผ่านโกลนไปเมื่อม้าควบ ส่วนหัวรองเท้านั้น มักเป็นแบบปลายแหลม เพราะถ้าตกม้าจะได้ชักเท้าออกจากโกลนได้ทันที ทำให้ไม่ถูกม้าลากถูลู่ถูกังให้เจ็บตัวยิ่งขึ้น เช่น การใช้บ่วงบาศคล้องวัว ซึ่งนอกจากจะทำให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการเหวี่ยงเชือกของคาวบอยและความแสนรู้ของม้าแล้ว ยังได้อมยิ้มกับบทบาทล้มลงกองบนพื้นทรายอย่างหมดท่าของวัวอีกต่างหาก รอยยิ้มยังไม่คลายเมื่อชมการแสดงถัด ๆ ไป ทั้งการควงปืนโดยคาวบอยมาดยียวนการควงเชือกบ่วงบาศแข่งกันในหมู่ผู้ชายกลางแจ้ง ฯลฯ จากนั้นจึงเป็นเวลาตามอัธยาศัยของนักท่องเที่ยว จะเลือกนั่งบนหลังม้าให้คาวบอยจูงไปรอบ ๆ เมืองคาวบอยจำลอง ตื่นเต้นท้าทายบนหลังม้าพยศ (ตัวปลอม) ยิงปืนพิสูจน์ความแม่นยำ หรือนั่งจิบเครื่องดื่ม กินไอศกรีม “อืมม!..มิลค์” ก่อนขึ้นฟาร์มแทรกเตอร์ไปยังจุดท่องเที่ยวต่อไป ก็ล้วนแล้วแต่ได้บรรยากาศของการมาเยือนสถานที่อันเป็นตำนานของโคบาลไทยทั้งนั้น

(จากภาพ)
การแสดงของคาวบอยและม้าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับฟาร์มที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นตำนานคาวบอยเมืองไทย มีทั้งโชว์การขี่ม้า การละเล่นยามว่าง เช่น สะบัดแส้ ควงปืน เป็นต้น สาวตาคมในชุดคาวบอยบอกเล่าขณะเราย้ายมายืนอยู่ข้างแปลงหญ้าอ่อนที่ปลูกไว้เพื่อเป็นอาหารลูกโค เรายืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่ขึ้นเรียงรายเป็นอุโมงค์สีเขียวสวย สายตาจับจ้องม้าฝูงเล็ก ๆ ที่คาวบอยขี่เหยาะพามันออกกำลังกายเบา ๆ พักผ่อนเพลิน ๆ
ท่ามกลางทุ่งกว้าง เป็นโอกาสดีของเจ้าม้าฝูงนี้ที่ได้ก้มและเล็มหญ้าอ่อนสด ๆ ระหว่างออกภูมิประเทศโคบาลซึ่งอยู่บนหลังมันดูผ่อนคลายไม่ต่างกัน น้ำเสียงเรียกชื่อและวิธีปฏิบัติต่อม้าดูราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน

(จากภาพ)
สำหรับนักท่องเที่ยว หากอยากลองนั่งบนหลังม้าสักครั้งก็มีเจ้าหน้าที่จูงม้าพาเหยาะย่างไปในเขตเมืองคาวบอยจำลองแบบเพลิน ๆ ไม่ใช่เฉพาะคนกับคน แต่รวมถึงคนกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในฟาร์มที่เกิดจากความฝันของเด็กชายคนหนึ่งเมื่อกว่า ๕๐ ปีที่แล้ว ซึ่งเขาได้สานต่อฝันจนเป็นจริง แล้วส่งต่อทั้งความฝันและแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อมาอีกมากมาย ดร. โชคชัย บูลกุล คือผู้สร้างตำนานคาวบอยไทย และวันนี้อาณาจักรเล็ก ๆ ของเขาซึ่งเริ่มจากพื้นที่ ๒๕๐ ไร่ ขยายกว้างขวางขึ้นกว้างใหญ่นับพันนับหมื่นไร่ โดยส่วนหนึ่งนั้นจัดเป็นพื้นที่บริการท่องเที่ยวที่เรายืนอยู่ขณะนี้

(จากภาพ)
“เด็กผู้ชายทุกคนฝันอยากจะเป็นคาวบอย” ประโยคเด่นของ ดร. โชคชัย บูลกุล ผู้ก่อตั้งฟาร์มโชคชัยซึ่งมุ่งมั่นสร้างฝันจนเป็นจริง และเติมฝันให้ชายหนุ่มอีกหลายคน คราวนี้เป็นการควบตะลุยไปในทุ่งโล่งเจ้าแฮตทริกสีน้ำตาลซึ่งจัดเป็นม้าแรงห้อตะลุยจนฝุ่นดินคละคลุ้งไล่เลี่ยไปกับเจ้าบราวน์ “ม้าตัวผู้นี่ไม่ค่อยยอมกันค่ะ ถ้าได้ควบแล้วจะต้องเอาชนะอีกตัวให้ได้เลย” สาวโคบาลอมยิ้มมองตามร่างกำยำที่ควบเร็วรี่จนไปผ่อนความเร็วใกล้ต้นจามจุรีแผ่กิ่งกว้าง
สัญชาตญาณเพศผู้ผลักดันให้ม้าหนุ่มเป็นเช่นนั้นม้าที่นำมาขี่จึงต้องตอนหลังอายุผ่านพ้น ๒ ปี ไม่อย่างนั้นมันจะยิ่งอยากเอาชนะกันมากกว่านี้ จนไม่สามารถนำมาฝึกเพื่อทำงานร่วมกันได้เลย ส่วนม้าตัวเมียก็ไม่นิยมนำมาขี่รวมฝูงกับตัวผู้ เพราะกลิ่นของมันจะทำให้ตัวผู้ไม่มีสมาธิ จิตใจกระเจิดกระเจิง...ว่าอย่างนั้นเถอะ

(จากภาพ)
คาวบอยที่นี่เชี่ยวชาญการขี่ม้าสามารถบังคับม้าโชว์ได้อย่างน่าตื่นตา
(0)
Share
osotho
Keep by osotho
3132
FOLLOWER

สุริยา มโนชาติ โคบาลในฟาร์มจริง

"ใบหน้าขรึม บุคลิกนิ่ง เป็นเอกลักษณ์ของชายคนนี้ สุริยา มโนชาติ หนึ่งในสิบโคบาลที่ทำงานประจำอยู่ในฟาร์มโชคชัย นักท่องเที่ยวจะเห็นมาดคาวบอยเท่ ๆ ของเขาได้ในช่วงชมโชว์ม้า ซึ่งในชีวิตจริง สุริยา หรือ “พี่เหนาะ” ของน้องๆก็คือโคบาลที่คลุกคลีอยู่กับฟาร์มม้า และวัวมานานนับสิบปี
“ผมเริ่มทำงานที่ฟาร์มโชคชัย เพราะพ่อบุญธรรมทำงานอยู่ที่นี่ แรก ๆ ก็มาจับม้าให้พ่อ จับบ่อย ทุกวันๆ พอสักสิบขวบเข้าสิบเอ็ด ขวบก็เริ่มขี่ม้า พออายุสิบสาม ผู้จัดการฟาร์มให้มาเลี้ยงวัว วัวตัวไหนดื้อ ผมจะเข้าไปจับให้ เพราะเป็นคนตัวเล็ก ซอกแซกได้ แต่ตอนดึงนี่ไม่ไหว เพราะไม่มีแรง ต้องให้คนตัวใหญ่เข้าไปดึง
“มาขี่ม้าจริง ๆ ประมาณปี ๒๕๒๗ มีคนฝึกให้ แล้วก็ทำงานขี่ต้อนวัว ตั้งแต่ ๖ โมงเช้าถึง ๔ โมงเย็น พอเราเริ่มขี่เก่ง ก็ไปฝึกม้าต่อ
“ตกม้าบ่อยครับ คนที่ฝึกม้าใหม่นี่ตกทุกคน แต่เรารู้ตัวก่อนว่าจะตก เพราะตัวลอยออกจากที่นั่ง เราก็หมุนตัวลงไปเลย ไม่ต้องพยายามยึดไว้ เพราะยิ่งพยายามยิ่งเจ็บ ถ้าตกก็ต้องตก
“การโชว์ม้าเริ่มประมาณปี ๒๕๔๓ แต่ว่าเรื่องโยนบ่วง คล้องบ่วงนี่ผมเป็นมาตั้งแต่เลี้ยงวัว เพราะใช้จริงตั้งแต่ยังเด็ก ตอนนั้นเวลาดึงไม่อยู่ก็ให้คนใหญ่มาช่วยดึง
“ก่อนจะมาขี่ม้าโชว์ ผมทำงานหลายอย่าง ทั้งปลูกพืชไร่ ทั้งเลี้ยงวัว ตอนทำงานจริงไม่ได้แต่งตัวแบบนี้ (หมายถึงชุดคาวบอยเต็มสูตร คือ เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ สวมแชปส์ทับ สวมหมวกปีกกว้าง ผูกผ้าพันคอ สวมบูตหนังเท่ ๆ ติดสเปอร์) เราแต่งลูกทุ่ง ๆ บางทีใส่บูตยางเพราะฝนตก เวลาเดินเข้าไปในคอกสัตว์จะได้ไม่เลอะเทอะ”
คาวบอยไทยผู้มีใบหน้าคล้ายชาวอินเดียน ชนพื้นเมืองทางฝั่งตะวันตกของอเมริกา ยิ้มน้อย ๆ ก่อนขอตัวไปดูแลม้า ใบหน้าและมาดนิ่งเป็นสิ่งจริงแท้ของเขา รวมถึงวิถีการทำงานในฟาร์ม ซึ่งเป็นจริงมานานนับสิบปี
"
1 KEEP
osotho
0 LOVES
COMMENT