สืบสานประเพณีงาม อีสานเข้าพรรษา ยิ่งเมื่อสายฝนเย็นโปรยปรายพร่างพรมในช่วงฤดูแห่งความชุ่มฉ่ำ ลูกอีสานก็จะพากันไปลงแขกในนาไร่ สายฝนปลุกผืนดินให้มีชีวิตกล้าข้าวสดเขียว เสียงกบเขียดร้องระงมคล้ายสัญญาณบ่งบอกถึงความอุดมของแหล่งดินดำน้ำชุ่ม ทว่าช่วงเข้าพรรษานี่เอง ที่จะมีงานประเพณีดีงามของหมู่ชนอีสานอุบัติขึ้นนอกจากจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริงแล้ว ยังสะท้อนถึงความสามัคคีในชุมชนและสืบสานสิ่งดีงามส่งต่อไปยังลูกอีสานรุ่นแล้วรุ่นเล่า
  เดินทางสู่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งตรงกับเดือน 6-7 ตามปฏิทินไทย พากันไปชื่นชมงานบุญใหญ่แห่งปี“บุญผะเหวด” หรือ “งานบุญหลวง” ที่จัดติดต่อกัน 3 วัน แต่มีไฮไลท์เป็นที่รู้จักกว้างขวางในวันที่สอง เพราะเป็น “การแห่ผีตาโขน” อันเต็มเปี่ยมด้วยสีสัน ความสนุกสนาน และเรื่องราวเบื้องหลังน่าค้นหา
ชาวพุทธในแผ่นดินสยาม โดยเฉพาะลูกอีสานทุกคนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันต่างเป็นผู้ที่มีพระพุทธศาสนาตั้งมั่นเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ตั้งแต่เกิดจนตาย หรือแม้แต่ตลอด 12 เดือนในรอบปี วิถีชีวิตของพวกเขาจึงผูกพันพึ่งพิงอยู่กับเทศกาลงานประเพณี จารีต และความเชื่อ เชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนาอย่างแยกกันไม่ออก บ่งบอกถึงความงามในจิตใจ สะท้อนความใจเย็นของคนอีสาน อีกทั้งเป็นคนมีน้ำใจงาม ยิ้มง่าย พร้อมช่วยเหลือผู้คนที่ผ่านเข้ามา วัดโพนชัยในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยคือศูนย์กลางการจัดงานผีตาโขนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน กล่าวกันว่างานแห่ผีตาโขนเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระเวสสันดรและนางมัทรีจะเดินทางออกจากป่ากลับคืนสู่เมือง บรรดาผีป่าหลายตนและสัตว์นานาชนิดอาลัยรัก จึงแห่แหนแฝงตัวแฝงตนมากับชาวบ้าน เพื่อมาส่งทั้งสองพระองค์กลับเมือง แรกๆ เรียกกันว่า “ผีตามคน”กระทั่งปัจจุบันการเรียกขานเพี้ยนเสียงเป็น“ผีตาโขน” ผู้เข้าร่วมพิธีจึงแต่งกายคล้ายภูตผีปีศาจ โดดเด่นที่การใส่หน้ากากขนาดใหญ่ทำจากกาบมะพร้าว แกะสลักสวยงาม และสวมศีรษะด้วยหวดนึ่งข้าวเหนียวทาสีเป็นลวดลายต่างๆ ตามจินตนาการ ในขบวนแห่จะมีการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน ไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด วันที่ในการจัดงานแห่ผีตาโขนของแต่ละปีจะไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับการเข้าทรงกำหนดของเจ้าพ่อกวน อันเป็นที่เคารพของชาวด่านซ้ายแต่โดยทั่วไปมักตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ หลังวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี หลังจากงานนมัสการพระธาตุศรีสองรักแล้ว ผีตาโขนจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ “ผีตาโขนใหญ่” เป็นหุ่นผีทำจากไม้ไผ่สาน ขนาดใหญ่กว่าคนจริงประมาณสองเท่า เวลาแห่ คนเล่นต้องเข้าไปอยู่ข้างในหุ่น แต่ละปีจะทำผีตาโขนใหญ่เพียง 2ตัว คือ ผีตาโขนชาย 1 ตัว และผีตาโขนหญิง1 ตัว การทำต้องได้รับอนุญาตจากผีหรือเจ้าก่อน อีกประเภทเรียกว่า “ผีตาโขนเล็ก”เป็นการละเล่นของเด็กๆ ทั้งหญิงชายแบบที่เราเห็นกันชินตาทั่วๆ ไป ทุกคนมีสิทธิ์ร่วมสนุกเหมือนกันหมด ความจริงแล้วการละเล่นผีตาโขนเป็นส่วนหนึ่งของ “งานบุญหลวง” ซึ่งมีการเทศน์มหาชาติ การทำบุญพระธาตุศรีสองรัก และงานบุญต่างๆ รวม 3 วัน โดยวันแรกจะเริ่มพิธีก่อนฟ้าสาง คณะแสนหรือบริวารเจ้าพ่อกวนจะนำมีด ดาบ หอก ฉัตร พานดอกไม้ ธูปเทียน และขันห้า ขันแปด ถือเดินไปที่ริมแม่น้ำหมัน เพื่อนิมนต์พระอุปคุต พระผู้มีฤทธานุภาพมาก มักเร้นกายอยู่ในมหาสมุทรเพื่อป้องกันภยันตรายแก่มนุษย์ ผู้อัญเชิญจะกล่าวพระคาถาและให้อีกคนลงไปในน้ำงมก้อนหินใต้น้ำขึ้นมา ถามว่า “ใช่พระอุปคุตหรือไม่” ผู้ที่ยืนอยู่บนฝั่งตอบว่า “ไม่ใช่”พอพบหินก้อนที่ 3 ให้ตอบว่า “ใช่ นั่นแหละพระอุปคุตที่แท้จริง” เมื่อได้พระอุปคุตแล้วก็นำมาใส่พานกลับไปที่หอพระอุปคุต เดินทักษิณาวรรต 3 รอบ มีการยิงปืนจุดประทัดเฉลิมฉลอง ซึ่งช่วงเวลานั้นบรรดาผีตาโขนจะมาร่วมขบวนด้วยความยินดีปรีดา เต้นรำเข้าจังหวะกับเสียงหมากกะแหล่ง ซึ่งเป็นกระดิ่งผูกคอวัวให้เสียงดัง วันที่สอง เป็นพิธีแห่พระเวส ในขบวนประกอบด้วยพระพุทธรูป 1 องค์ พระสงฆ์ 4 รูป นั่งบนแคร่คานหามตามด้วยเจ้าพ่อกวนนั่งบนกระบอกบั้งไฟ ท้ายขบวนเป็นเจ้าแม่นางเทียมกับบริวาร ชาวบ้าน และเหล่าผีตาโขนเดินตามเสด็จไปรอบเมือง จากนั้นก่อนตะวันตกดินสำหรับคนที่เล่นผีตาโขนใหญ่ ต้องถอดเครื่องแต่งกายผีตาโขนออกให้หมด แล้วนำไปทิ้งลงในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้าน เชื่อว่าเป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายออกไปรอจนปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยทำเล่นกันใหม่ จนถึงวันที่สาม วันสุดท้ายของงาน ประชาชนทั้งหลายก็จะมานั่งรวมตัวกันเพื่อฟังเทศน์มหาชาติ13 กันฑ์ ณ วัดโพนชัย เพื่อเป็นการสร้างกุศลและเป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิต ความสนุกสนานของการชมงานแห่ผีตาโขนคือ เราสามารถเข้าร่วมชมขบวนแห่ได้อย่างใกล้ชิด เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของงาน ท่ามกลางเสียงดนตรีดังครึกครื้น ได้ชมชุดผีตาโขนซึ่งแต่ละตัวไม่เหมือนกันเลย แต่ละชุดต่างนำเศษผ้าสีมาเย็บติดกัน มีหมากกะแหล่ง(กระดึงผูกคอวัวควาย) หรือกระดิ่ง กระพรวนกระป๋องผูกเอว ดังเป็นจังหวะตามการเขย่าหรือส่ายเอวส่ายสะโพกของเหล่าผีตาโขน อีกทั้งผีตาโขนทุกตัวจะมีอาวุธประจำกายเป็นดาบหรือง้าวทำจากไม้เนื้ออ่อน โดยจะทำให้มีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศชายทาสีแดงตรงปลาย เพื่อเอาไว้หยอกล้อให้เกิดการตื่นเต้นขบขัน และสนุกสนาน มิได้ถือเป็นเรื่องอุจาดลามกหรือหยาบคายแต่อย่างใด
  ส่วนหน้ากากผีตาโขน ทำด้วยหวดนึ่งข้าวเหนียวนำมาหักพับขึ้นให้มีลักษณะคล้ายหมวก ส่วนหน้าทำจากโคนก้านมะพร้าวถากเป็นรูปหน้ากาก เจาะช่องตา สำหรับจมูกของผีตาโขนนั้น สมัยก่อนจะมีขนาดเล็กคล้ายจมูกคนธรรมดาทั่วไป แต่ในปัจจุบันนิยมทำให้ยาวแหลมคล้ายงวงช้าง โดยทำจากไม้นุ่นซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน นำมาแกะเป็นรูปทรงต่างๆ ส่วนเขาทำจากปลีมะพร้าวแห้งนำมาตัดเป็นขนาดและรูปทรงตามต้องการ จากจังหวัดเลย ซึ่งเป็นเขตอีสานเหนือเราเดินทางด้วยรถยนต์ตัดลงมาสู่เขตอีสานใต้ที่จังหวัดสุรินทร์ ถิ่นช้างไทย ดินแดนของชาวกูยผู้มีวิชาคชลักษณ์สามารถเลี้ยงช้างไว้เป็นเพื่อน และนำมาใช้งานได้ อีกทั้งจังหวัดสุรินทร์ยังมีหมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง อำเภอท่าตูม เป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงจำนวนมากที่สุดในโลก! สะท้อนความอุดมของธรรมชาติและภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษที่เข้าใจเข้าถึงสัตว์ใหญ่ใจดีที่เรียกว่า “ช้าง”
  ในขณะที่อำเภอด่านซ้ายของจังหวัดเลยกำลังสนุกสนานกับงานแห่ผีตาโขน ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ฝนเริ่มพร่างพรายแล้วเช่นกันจังหวัดสุรินทร์เขาก็ไม่น้อยหน้า พากันจัดงาน“แห่เทียนพรรษาและตักบาตรบนหลังช้าง”โดยปี 2556 นี้ เขาจัดติดต่อกันเป็นปีที่ 7 แล้ว ณ อนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง และเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จุดเด่นของงานนี้อยู่ที่ขบวนแห่เทียนพรรษา และขบวนแห่ช้างนับร้อยเชือก ต่างประดับตกแต่งด้วยแสงไฟระยิบ พร้อมด้วยขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานบนหลังช้าง มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ รวมถึงการอธิษฐานจิตถวายในหลวง เทิดพระเกียรติ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ ครบ 86 พรรษา ทั้งนี้ขบวนแห่เทียนจะตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 แล้วตามด้วยการตักบาตรบนหลังช้าง ในเช้าวันถัดมา คือเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 นั่นเองนอกจากนี้ยังมีการจัดพิธีปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา มีการประกวดสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ การประกวดโต๊ะหมู่บูชา และการแสดงดนตรีไทยของนักเรียน สืบสานประเพณีอันดีงามบนแผ่นดินสยามให้คงอยู่เป็นเอกลักษณ์ของชาติต่อไป งานตักบาตรบนหลังช้าง เป็นงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความรักความผูกพันที่คนสุรินทร์มีต่อช้างไทย ซึ่งพวกเขาเปรียบไว้เสมือนเพื่อน ในเช้าตรู่วันจัดงานเวลาประมาณ 07.00 น. พุทธศาสนิกชนผู้มีศรัทธา ต่างนุ่งขาวห่มขาว นำดอกไม้ธูปเทียนพร้อมด้วยข้าวปลาอาหารสดอาหารแห้ง มายืนรอขบวนช้างโดยทางเทศบาลเมืองสุรินทร์เขามีการจัดสร้างอัฒจันทร์ไว้ให้คนขึ้นไปยืนตักบาตร ให้เท่ากับความสูงของหลังช้างพอดี จากนั้นเมื่อขบวนช้างพร้อมด้วยเถระชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่บนหลังช้างเดินมาถึง เราก็จะได้ชมภาพงดงามแบบวิถีไทยได้ร่วมกันทำบุญตักบาตร เพื่อชำระจิตใจให้สะอาด สะสมบุญบารมีให้เพิ่มพูน นับเป็นงานประเพณีตักบาตรบนหลังช้างซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในโลกที่นี่!
  ช่วงเข้าพรรษาในต้นฤดูฝนนี้ หากคุณยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวจังหวัดไหนดี ลองไปสนุกกับผีตาโขน หรือร่วมอิ่มบุญกับช้างสุรินทร์ รับรองว่าจะเป็น 2 เทศกาลงานประเพณีงามแบบไทยอีสาน ที่จะประทับใจคุณไปอีกนานแสนนานเชียวครับ When to go 
  วันที่จัดงานผีตาโขน จังหวัดเลย ในแต่ละปีจะไม่ตรงกันแล้วแต่เจ้าพ่อกวนเป็นผู้กำหนด แต่มักอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ส่วนงานแห่เทียนพรรษาและตักบาตรบนหลังช้าง จังหวัดสุรินทร์ สำหรับปี 2556 นี้ ตรงกับวันที่ 20-21 กรกฎาคม
How to go
- อำเภอด่านซ้าย สถานที่จัดงานผีตาโขน อยู่ห่างจากอำเภอเมืองจังหวัดเลย ไปทางตะวันตก 82 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอภูเรือ ตรงสู่ด่านซ้ายได้เลย
- จังหวัดสุรินทร์ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 434 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงจังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ไปจนถึงจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ถึงจังหวัดสุรินทร์
Where to stay 
  อำเภอด่านซ้าย แนะนำ ภูนาคำรีสอร์ท โทร. 0-4289-2005-6, 0-2393-5855, 08-8585-0406 www.phunacomeresort.com
  ส่วนที่จังหวัดสุรินทร์ แนะนำ โรงแรมทองธารินทร์ โทร. 0-4451-4281-8 www.thongtarinhotel.com
What to eat 
  อาหารอร่อยอำเภอด่านซ้าย ต้องไม่พลาดชิม น้ำพริกผักสะทอนจิ้มกับผักพื้นบ้านต่างๆ ส่วนที่จังหวัดสุรินทร์แนะนำให้ไปชิมไตรยอัง (ปลาปิ้ง) เพราะฤดูฝนมีปลาในนาเยอะแยะ ทั้งสดทั้งอร่อยกินคู่กับซันลอร์เจ๊กจ์ (แกงกล้วย) และละแวกะดาม (แกงคั่วปูนา)หารับประทานยาก
Informations 
  ททท. สำนักงานจังหวัดเลย โทร. 0-4281-2812 อีเมล tatloei@tat.or.th 
และ ททท. สำนักงานจังหวัดสุรินทร์ โทร. 0-4451-4447-8 อีเมล tatsurin@tat.or.th
Board: Travel
(1)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2581
FOLLOWER

สืบสานประเพณีงาม อีสานเข้าพรรษา

"ยิ่งเมื่อสายฝนเย็นโปรยปรายพร่างพรมในช่วงฤดูแห่งความชุ่มฉ่ำ ลูกอีสานก็จะพากันไปลงแขกในนาไร่ สายฝนปลุกผืนดินให้มีชีวิตกล้าข้าวสดเขียว เสียงกบเขียดร้องระงมคล้ายสัญญาณบ่งบอกถึงความอุดมของแหล่งดินดำน้ำชุ่ม ทว่าช่วงเข้าพรรษานี่เอง ที่จะมีงานประเพณีดีงามของหมู่ชนอีสานอุบัติขึ้นนอกจากจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริงแล้ว ยังสะท้อนถึงความสามัคคีในชุมชนและสืบสานสิ่งดีงามส่งต่อไปยังลูกอีสานรุ่นแล้วรุ่นเล่า
เดินทางสู่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งตรงกับเดือน 6-7 ตามปฏิทินไทย พากันไปชื่นชมงานบุญใหญ่แห่งปี“บุญผะเหวด” หรือ “งานบุญหลวง” ที่จัดติดต่อกัน 3 วัน แต่มีไฮไลท์เป็นที่รู้จักกว้างขวางในวันที่สอง เพราะเป็น “การแห่ผีตาโขน” อันเต็มเปี่ยมด้วยสีสัน ความสนุกสนาน และเรื่องราวเบื้องหลังน่าค้นหา"
1 KEEP
Kullastree
1 LOVES
naruk.pink
COMMENT