วังจระเข้ ห้องเรียนธรรมชาติศึกษาวงจรชีวิตของจระเข้ ที่แคมป์ลานหินดาด เราพายคายักลงไปสำรวจวังน้ำตอนใต้ ถึงตลิ่งสูงชันช่วงหนึ่ง เขาก็โจนลับไปด้วยท่วงท่าปราดเปรียว

ตรงนั้นทำเลค่อนข้างเหมาะ น้ำสองสายไหลมาบรรจบ แดดอุ่นฉายลงมารำไร ถัดลงไปเป็นวังน้ำลึกอุดมด้วยอาหาร ฝูงปลาพลวง เต่า ตะพาบน้ำ ปลาชะโด ปลากา กุ้งตัวโตขนาดข้อมือ

เมื่อเราไปถึงวังน้ำทอดยาว รอยไถลตัวใหม่ๆ ที่ปรากฏทำให้รู้ว่า พวกเขาเริ่มมีอาณาเขต “วัง” เป็นของตนเอง ตอนยังเด็ก พวกเขาจะอาศัยอยู่ร่วมกัน พอเข้าปีที่ ๗ พวกเขาจะเติบโตเป็นหนุ่มสาวและเริ่มมีแหล่งอาศัยของตน

ล่วงเข้าฤดูหนาว จระเข้หนุ่มจะไปเยือนถิ่นของจระเข้สาว พวกเขาจะสื่อสารกันด้วยเสียงคลื่นต่ำที่มนุษย์อย่างเราไม่ได้ยิน จากนั้นก็จับคู่แล้วทำรังวางไข่ตามใต้ร่มไม้เงียบสงบ

เดือนสิงหาคม ฝนโปรยละออง ชีวิตใหม่จะใช้หัวดันเปลือกไข่และหลุมทรายขึ้นมา ช่วงที่สายน้ำไหลรี่เปี่ยมตลิ่ง ขณะผืนป่าก็กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งในรอบปี…
เนิ่นนานแล้วที่ห้วยน้ำเย็นเป็นที่รู้จักในหมู่นักธรรมชาติวิทยา ร่องรอยอันชัดเจนทำให้เชื่อได้ว่า ที่นี่คือบ้านจำนวนน้อยนิดของจระเข้สายพันธุ์ไทย ชีวิตซึ่งใกล้สูญพันธุ์แล้วในโลกธรรมชาติ

ย้อนเวลากลับไป ๘ ปีก่อน ผมมีโอกาสร่วมสังเกตการณ์โครงการปล่อยจระเข้คืนสู่ธรรมชาติ นักวิชาการกลุ่มหนึ่งเริ่มงานวิจัยโดยปล่อยจระเข้สายพันธุ์ไทยจำนวน ๕ คู่ ลงในห้วยน้ำเย็นบริเวณต้นสาย

ในวันนั้น หลายคนเอ่ยเช่นเดียวกันว่าพวกเขาน่าเอ็นดู “เหมือนเด็กๆ” บรรยากาศในแคมป์วิจัยอบอุ่นด้วยความหวัง เดือนกุมภาพันธ์ ผมได้รับข่าวสำคัญจากแก่งยายมาก-หน่วยพิทักษ์ป่าซึ่งตั้งอยู่ริมห้วยน้ำเย็นตอนปลาย พวกเขาพบร่องรอยใหม่ๆ ของจระเข้โตเต็มวัยตัวหนึ่ง

ปลายเดือนมีนาคม เราตามข่าวนั้นลึกเข้าไปถึงแก่งวังเย็นจุดซึ่งพบรอยใหม่รอยสุดท้าย

๔ ชั่วโมงในลำห้วยอันคดเคี้ยวรกเรื้อ เรือคายักค่อยๆ พาเราคืบเคลื่อน บางช่วงเป็นวังน้ำ ทอดยาวร่มครึ้ม พื้นผิวราบเรียบลึกเกินหยั่งได้ ขณะบางช่วงเป็นกรวดหินกล่นเกลื่อน ต้องลากเรือซึ่งเต็มด้วยอุปกรณ์ข้ามผ่านไป ล่วงบ่ายจึงถึงจุดตั้งแคมป์ใต้ต้นไทรใหญ่ เมื่อครั้งโครงการปล่อยจระเข้คืนสู่ธรรมชาติ ผมเข้าไปอยู่ร่วมกับพวกเขา ได้เห็นจระเข้สายพันธุ์ไทยอายุ ๒ ปีค่อยๆ แหวกว่ายไปในลำห้วยสายนี้

๘ ปีก่อน ตอนผมเห็นครั้งแรก เขาพุ่งตัวปราดเปรียวลงไปในวังน้ำ พวกเขาเป็นอิสระแล้ว น่าแปลกใจที่ผ่านไปเพียงเดือนเดียว พวกเขาปรับตัวได้ดีเยี่ยม หรือสัญชาตญาณจะกระตุ้นเตือนเขาแล้วว่า ไม่ควรวางใจมนุษย์เช่นเรา

“ตอนปล่อยนี่สวยมาก เขาค่อยๆ ว่ายห่างเราออกไป น้ำนิ่งสนิทสะท้อนเงาต้นไม้ใสเหมือนกระจก” ใครบางคนเล่าบรรยากาศน่าชมในวันนั้น

ต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ จระเข้ตัวผู้และตัวเมียอายุ ๒ ปี ขนาดยาว ๑ เมตร ถูกนำมาปรับตัวที่นี่ ทั้ง ๕ คู่ผ่านการพิสูจน์สายเลือดแล้วว่าเป็นพันธุ์ไทยแท้ น่าตื่นใจที่เรายังมีสายพันธุ์ตัวแรกที่มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสพบเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งตรวจสอบและยอมรับว่าเป็นจระเข้สายพันธุ์ใหม่ นำมาสู่การตั้งชื่อ “จระเข้สยาม” Crocudylus siamensis ในวันนั้น ขณะพายเรือกลับแคมป์ลานหินดาด เขาก็โผล่แล้วดำดิ่งหายไปตรงหน้า

สำหรับในน้ำ ประสาทสัมผัสของเขานั้นดีเยี่ยม เพียงแค่รู้ว่าเรามา เขาจะซุ่มดูเรา คุณสมบัติของสัตว์ผู้ล่านั้นมีอยู่เต็มเปี่ยม เขาใช้วิธีซุ่มรอมากกว่าจะปรากฏตัวอย่างโจ่งแจ้ง รักสันโดษ หลีกเลี่ยงการปะทะ เพราะจะทำให้ร่างกายบาดเจ็บจนหาอาหารไม่ได้

เขามีหูที่ดี จมูกที่ไว สายตาคมกริบ หากมีสิ่งอื่นใดเข้ามาในอาณาเขตเขาจะรู้ทันที ทั้งทักษะและหน้าที่นี้ไม่ต่างจากเสือโคร่ง พวกเขาคือผู้ควบคุมประชากรสัตว์อื่นๆ ควบคุมความสมดุลในห่วงโซ่อาหาร เย็นวันนั้น ที่หน้าแคมป์ลานหินดาด ผมได้เห็นเขาอีกครั้งตรงแพใบไม้แห้งในวังน้ำ เขาค่อยๆ โผล่ส่วนหัวขึ้นมา ราวกับเด็กๆ เล่นซ่อนหา ดวงตาคมกริบทอดมองมาอย่างไร้ความหมาย

หากไม่ทึกทักคิดเอาเอง หลายคนที่ได้เห็นคงรู้สึกคล้ายๆ กันว่า ภาพตรงหน้านั้นช่าง “น่าเอ็นดู” วันที่ ๕ หลังกลับออกมาจากห้วยน้ำเย็น ผมขึ้นไปเยือนหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยน้ำเย็นอันเป็นต้นธารบ้านของพวกเขา

กลางฤดูร้อนเช่นนั้น รอบๆ หน่วยฯ เต็มด้วยชีวิต บรรดาสัตว์ป่าเริ่มจับคู่ให้กำเนิดชีวิตใหม่

ที่ต้นตะเคียนใหญ่ นกกกคู่หนึ่งเพิ่งให้กำเนิดทายาท ในโพรงไม้สูงขึ้นไป ลูกน้อยอ้าปากรอคอยการกลับมาของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว

ในทุกๆ วงรอบปี ชีวิตนกเงือกหลายชนิดเป็นเช่นนี้ พวกเขาจะหมั่นใส่ใจกันในฤดูหนาว คัดสรรลูกไม้สุกป้อนให้แก่กัน พอล่วงสู่ฤดูแล้งนกเงือกสาวจะเข้าไปใช้ชีวิตในโพรงไม้เพื่อให้กำเนิดลูกน้อย

ร่วม ๓ เดือนในโพรงแคบๆ ตัวเมียและลูกน้อยจะฝากทุกอย่างไว้กับคู่รัก-พ่อของเขา ไม่เพียงอาหารอย่างลูกไทรหรือสัตว์เล็กๆ การกลับมาของพ่อนกในทุกๆ คราวทำให้โพรงรังดูอบอุ่นอย่างเห็นได้ชัด หลายวันที่ผมอยู่ร่วมกับพวกเขา บรรยากาศดำเนินไปอย่างอบอุ่นและงดงาม พวกเขาอาจเพียงทำหน้าที่ของชีวิต ทว่าสำหรับมนุษย์เช่นผม นิยามมากหลายค่อยๆ ซึมเข้ามาในหัวใจ

อบอุ่น ละมุนละไม คงมั่น อ่อนหวาน หรือเพียงนิยามสั้นๆ ว่า “รัก”...

เช้าวันสุดท้าย ขณะพ่อนกเงือกบินออกไปหาอาหาร ผมแวะไปที่ห้วยน้ำเย็นซึ่งอยู่ถัดกันไม่ไกล

ต้นธารน้ำเย็นกว้างราว ๕ เมตร มองเห็นกรวดหินและฝูงปลาแหวกว่าย ข้างๆ นั้นผีเสื้อฝูงใหญ่บินเวียนดูดกินเกลือแร่ นกปรอดโอ่งเมืองเหนือลงเล่นในแอ่งน้ำใส ขณะนั่งลงริมสายน้ำ ผมนึกถึงแคมป์ต้นไทรและโมงยามในบังไพรริมแก่งวังเย็น เนิ่นนานแล้วที่จระเข้สายพันธุ์ไทยหายสูญไปจากถิ่นต่างๆ ปางสีดาคือหนึ่งในบ้านเหล่านั้น

ปัจจุบันพวกเขายังอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN-สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ป่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับวิกฤต

ในยุคสัมปทานทำไม้ พวกเขาทั้งถูกทำลายแหล่งอาศัยและถูกล่าอย่างน่าใจหาย จากการสำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ ตลอดสายห้วยน้ำเย็น พบร่องรอยพวกเขาราว ๔ ตัวเท่านั้น ขนาดตัวเต็มวัยไล่เลี่ยกับที่พบที่เขาอ่างฤๅไน

เช่นเดียวกับรายงานพบเห็นพวกเขาจำนวนไม่มากนักในผืนป่าต่างๆ เช่น ที่แก่งกระจาน ยอดโดม ภูเขียว และที่คลองชมพู-ทุ่งแสลงหลวง นึกถึง ๔ วัน ริมแก่งวังเย็น เวลาในบังไพรทำให้ผมได้ครุ่นคิดหาความหมาย ภาพว่างเปล่าที่เห็นดูไม่ต่างจากการ “วิ่งตามหาเงาตนเอง”

ย้อนนึกถึงภาพพ่อนกโบยบินกลับมา ในยามดวงตาและเรียวปากสัมผัสสื่อความหมาย

ขณะที่หลายชีวิตยังดำรงอยู่ อาจเป็นสิ่งดีที่เราจะหันมาเรียนรู้และใส่ใจ

เพราะขณะที่เราละเลยหลงลืม หรือมุ่งเพียงตามหารอยอดีต หลายชีวิตอาจหายสูญไปโดยไม่หวนกลับมา
(0)
Share
osotho
Keep by osotho
3132
FOLLOWER

วังจระเข้ ห้องเรียนธรรมชาติศึกษาวงจรชีวิตของจระเข้

"ที่แคมป์ลานหินดาด เราพายคายักลงไปสำรวจวังน้ำตอนใต้ ถึงตลิ่งสูงชันช่วงหนึ่ง เขาก็โจนลับไปด้วยท่วงท่าปราดเปรียว
ตรงนั้นทำเลค่อนข้างเหมาะ น้ำสองสายไหลมาบรรจบ แดดอุ่นฉายลงมารำไร ถัดลงไปเป็นวังน้ำลึกอุดมด้วยอาหาร ฝูงปลาพลวง เต่า ตะพาบน้ำ ปลาชะโด ปลากา กุ้งตัวโตขนาดข้อมือ
เมื่อเราไปถึงวังน้ำทอดยาว รอยไถลตัวใหม่ๆ ที่ปรากฏทำให้รู้ว่า พวกเขาเริ่มมีอาณาเขต “วัง” เป็นของตนเอง ตอนยังเด็ก พวกเขาจะอาศัยอยู่ร่วมกัน พอเข้าปีที่ ๗ พวกเขาจะเติบโตเป็นหนุ่มสาวและเริ่มมีแหล่งอาศัยของตน
ล่วงเข้าฤดูหนาว จระเข้หนุ่มจะไปเยือนถิ่นของจระเข้สาว พวกเขาจะสื่อสารกันด้วยเสียงคลื่นต่ำที่มนุษย์อย่างเราไม่ได้ยิน จากนั้นก็จับคู่แล้วทำรังวางไข่ตามใต้ร่มไม้เงียบสงบ
เดือนสิงหาคม ฝนโปรยละออง ชีวิตใหม่จะใช้หัวดันเปลือกไข่และหลุมทรายขึ้นมา ช่วงที่สายน้ำไหลรี่เปี่ยมตลิ่ง ขณะผืนป่าก็กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งในรอบปี…"
1 KEEP
osotho
0 LOVES
COMMENT