รู้ลึก รู้จริงเรื่องดอกไม้ ในงานดอกไม้ที่ลอนดอน ใกล้ๆ กันนั้นจะเป็น Plant Village ที่นำเอาไม้ดอกไม้ประดับเหล่านั้นมา ตกแต่งเป็นสวนเล็กๆ เป็นตัวอย่างการจัดสวนจากผลิตผลของเรือนเพาะชำเหล่านี้ และคนที่สนใจเรื่องพฤกษศาสตร์ต้องไม่พลาด Plant Heritage Marquee ที่จัดขึ้น เพื่อฉลอง 35 ปีของ Plant Heritage โดยมี National Plant Collection 9 แห่งนำเอาพันธุ์ไม้มาจัดแสดง ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่เป็นอังกฤษแท้ๆ นอกจากนี้ยังมีสาธิตการปลูกไม้เหล่านี้ในกระถางอีกด้วย

โดยในส่วน Grow นี้จะมีโซนของเด็กๆ ให้ได้เรียนรู้และสนุกกับพันธุ์ไม้ต่างๆ ซึ่งได้รับความนิยมมาก หรือผู้ใหญ่ก็มีการบรรยายเรื่องภาษาดอกไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในยุควิกตอเรียนได้สนใจและบัญญัติถึงเรื่องราวของภาษาดอกไม้หรือการที่ดอกไม้สื่อความหมายต่างๆ และยังมีการใช้สืบมาจนทุกวันนี้
RHS HAMPTONCOURT PALACE Flower Show 

ใครไปเที่ยวอังกฤษในช่วงฤดูใบไม้ผลิตอนกลางๆ ปีเรื่อยไปถึงช่วงฤดูร้อนจะรู้สึกเลยว่าคนที่นั่น จะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาจะได้รับแสงแดดกันเต็มที่และบรรดาธรรมชาติไม่ว่าจะใน เมืองใหญ่อย่างลอนดอนหรือในชนบทไม่ว่าจะแห่งหนใดในสหราชอาณาจักรก็ดูจะเบิกบานตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนานในช่วงฤดูหนาว

ในช่วงเวลาเช่นนี้ก็ได้มีการจัดแสดงดอกไม้ที่เป็น งานใหญ่และสำคัญที่น่าจะเรียกว่าระดับโลกได้นั่นก็คือ RSH Chelsea Flower Show และ RHS Hampton Court Palace Flower Show ซึ่งฉบับก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอเรื่องงานจัดแสดงดอกไม้ที่เชลซีฟลาวเวอร์โชว์ไปแล้ว ใน ฉบับนี้ เราจึงนำเสนอเรื่องราวของการจัดแสดงดอกไม้ที่พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต ซึ่งวาระของการจัดงานจะห่างกันราว 3 สัปดาห์และจะจัดเป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น การแบ่งโซนการจัดในงานนี้ทำได้อย่างลงตัวชัดเจนโดยแบ่งเป็น 3 โซนหลักคือ Grow ซึ่งนำเสนอเสน่ห์ของพันธุ์ไม้รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องปลูกต่างๆ ใครชอบการจัดสวนมักจะไม่พลาดโซนนี้ Escape ซึ่งมีธีมเป็นสวนแบบชนบทและสวนในฤดูร้อนที่มีดอกไม้นานาพันธุ์ อาทิ กุหลาบ และมีการจัดดอกไม้ประดับเพื่อการตกแต่งโดย เน้นที่บรรยากาศแบบวินเทจ โดยมีการนำเสนอไม้ผลและพืชผักต่างๆ จาก Growing Tastes รวมทั้งมีการสาธิตการทำอาหาร และขนมจากพืชผักผลไม้ต่างๆ

นอกจากนี้โซนนี้ยังเป็นที่ตั้งของ RHS Butterfly Dome และ Eden ซึ่งเป็น The Native Butterfly Garden and Bee Garden& House ซึ่งเป็นสวนผีเสื้อและแมลงที่ช่วยผสมเกรสรดอกไม้ โดยส่วนโดมผีเสื้อนี้ถือเป็นส่วนใหม่ที่เข้ามาสร้างสีสันในงานที่ผู้ชมงานทุกคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยจัดทำเป็นทางเดินที่ลัดเลาะไปตามไม้เมืองร้อนและชื่นชม เหล่าผีเสื้อปีกสวยที่อยู่ในโดมและนอกโดม ในส่วน The Native Butterfly Garden ก็ยังมีผีเสื้อสวยๆ ให้ชมอีกรวมทั้งผึ้ง นอกจากนี้ยังมีการสอนวิธีที่จะอยู่ในสวนที่มีผึ้งได้อย่างปลอดภัย เพราะผึ้งนั้นจริงๆ ก็มีคุณประโยชน์ต่อการแพร่พันธุ์ดอกไม้ ส่วนโซนที่สามคือ Inspire ซึ่งนำเสนอแนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับการจัดสวนและพฤกษศาสตร์ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เกี่ยวกับการจัดสวน การสาธิตรวมทั้งให้ไอเดียใหม่ๆ เกี่ยวกับการจัดสวน โดยตลอดงานจะมีการปาฐกถาและการบรรยาย รวมทั้งสาธิตต่างๆ เกี่ยวกับพืชพันธุ์ไม้และการจัดสวน โดยการบรรยายนี้จะมีในมุมต่างๆ ของงาน อย่างเช่น Landscaping Live หรือ The RHS Potting Benches ซึ่งสาธิตการปลูกไม้กระถางในส่วนของ Floral Marquee รวมทั้งมีการเชิญผู้รู้และคนดังในวงการจัดสวนหรือแม้แต่คนดังที่ชื่นชอบการจัดสวนมาพูดคุยรวมทั้งการเดินแบบที่นำเอาดอกไม้มาเป็นธีมของแฟชั่น แต่จุดเด่นของงานที่ทุกคนไม่พลาดแน่ๆ ก็คือการแสดงการจัดสวนรูปแบบต่างๆ มีทั้งสวนขนาดใหญ่ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ สวนขนาดเล็กที่จัดเป็นสวนฤดูร้อน หรือแม้แต่สวนที่เน้นคอนเซ็ปต์หรือมีจุดเด่นที่มโนทัศน์ของผู้ออกแบบที่เน้นความแปลกและท้าทายจินตนาการ และที่หลายคนสนใจ เพราะคนรักสวนหลายๆ คนอาจจะมีพื้นที่จำกัดหรืองบประมาณจำกัดนั่นก็คือสวนแบบประหยัด ซึ่งทั้งหมดนี้จะรวมอยู่ในโซน Inspire and Escape Garden

สำหรับการจัดสวนเด่นๆ ที่เน้นพันธุ์ไม้คลุมดินและใช้ไม้ดอกมาเสริมเสน่ห์ในบางจุดโดยเลือกใช้ ดอกไม้ขาวอย่างสวนของ Bournemouth Borough Council ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุควิกตอเรียนแต่ไม่ได้จัดสวนแบบโบราณ ทว่านำเอารายละเอียดลวดลายของยุคนั้นมาเป็นคอนเซ็ปต์สร้างสรรค์สวนแนวล้ำสมัยด้วยการนำประติมากรรม และการตัดแต่งพุ่มไม้แบบโทเปียรี ให้เป็นรูปหัวนกยูงสองหัวประสานกันดูเป็นกรอบภาพที่สวยงาม

โดยสีสันของสวนนี้มีเพียงสีเขียวและแดงของไม้คลุมดินและไม้พุ่ม ส่วนสีขาวมาจากดอกไม้ชนิดต่างๆ โดยไม่มีสีสันอื่นใดมาปะปน เพราะรูปทรงประติมากรรมที่นำมาตกแต่ง สวนก็มีความฉูดฉาดของรูปทรงอยู่แล้ว หลายคนประทับใจกับความมากในรายละเอียด แต่น้อยด้วยสีสันทำให้สวนนี้ดูเป็นอีกความงดงามหนึ่งที่ท้าทายจินตนาการ ส่วนใครที่ชอบสวนแบบร่วมสมัยและอยากจะตกแต่งสวนในบ้านแบบนี้มีตัวอย่างสวนสวยที่ใช้พื้นที่น้อยๆ อย่าง Morgan & Neal Ltd. & OneAbode Ltd. ซึ่งขนาดสวนจริงๆ จะไม่เล็กนักแต่ทว่าหลายคนดูแล้วสามารถเลือกเพียงบางส่วนมาปรับใช้กับสวนหลังบ้านของทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านที่มีพื้นที่สนามเล็กๆ ได้

การปลูกไม้ยืนต้นขนาดกลาง หรือขนาดเล็กที่ให้ร่มเงา แต่ใต้ต้นแทนที่จะปล่อยเป็นสนามหญ้า กลับปลูกเป็นไม้ดัดและตัดแต่งให้เป็นรูปทรงกลมอย่างโทเปียรี ซึ่งถ้าเป็นบ้านเราก็ใช้ไม้ในตระกูล ชาดัดมาทำได้ แต่ความเก๋ที่เขาลดทอนความแข็งกระด้างของรูปทรงไม้ตัดที่ตัดแต่งเป็นทรงกลม ก็คือการปลูกไม้ใบที่เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กแทรกตามต้นไม้ดัดตัดหรือถ้าอยู่ที่อากาศเย็นหน่อยจะปลูกเป็นพุ่มไฮเดรนเยียที่เอารูปทรงของใบมาลดทอนความแข็งของไม้ดัดก็ได้ แต่ที่จะต้องมีเพื่อลดทอนรายละเอียดของเส้นใบที่มีขนาดแตกต่างกันก็คือการทำพื้นยกระดับขึ้นมาในสวนสำหรับเป็นที่สันทนาการ โดยตัวพื้นนี้อาจจะปูด้วยไม้หรือวัสดุที่เลียนแบบไม้แต่ทนทานต่อฝนและความชื้นได้ ถ้าเราจะย้อนกลับไปดูในอดีตว่าสถานที่นี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับการจัดสวนและพันธุ์บุปผางามๆ ก็ย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 16 โดยสวนพระราชวังแห่งนี้มีความสวยงามโดดเด่นเป็นสวนสไตล์บาโรกที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางของแฟชั่นการจัดสวนในยุคนั้นและได้แสดงถึงเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำสมัยของยุคนั้นด้วย และการจัดงาน RHS Hampton Court Palace Flower Show ก็คือการสืบสานความงดงามยิ่งใหญ่ของสวนที่นี่ที่มีมากว่า 400 ปีของพระราชวังแห่งนี้ พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต (Hampton Court Palace) เป็นพระราชวังหลวงที่ตั้งอยู่ที่ลอนดอนบะระห์แห่ง ริชมอนด์อัพพอนเทมส์ ห่างจากชาริงครอสในลอนดอนไม่ถึง 20 กิโลเมตร โดยเป็นพระราชวังที่ราชวงศ์อังกฤษประทับมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ได้ยึดครองสถานที่แห่งนี้หลังจากที่พระองค์ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้สำหรับ ทอมัส โวลซีย์ ขุนนางคนโปรด ภายหลังที่โวลซีย์หลุดจากการเป็นคนโปรดพระองค์ ก็ได้ยึดวังแห่งนี้มาเป็นของพระองค์และได้ก่อสร้างเพิ่มเติมให้เหมาะกับการเป็นพระราชวังสำหรับกษัตริย์

มาจนถึงสมัยพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 ก็มีโครงการต่อเติมพระราชวังนี้ให้ใหญ่โตเพื่อแข่งกับพระราชวังแวร์ซายส์ของฝรั่งเศสแต่ก็ยังต่อเติมให้ยิ่งใหญ่ไปไม่ได้อย่างที่คาดหวังก็ต้องหยุดลงในปลายศตวรรษที่ 17 จึงทำให้พระราชวังแห่งนี้มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรม 2 ยุคสมัยภายใต้กรอบสถาปัตยกรรมที่ใช้อิฐแดงเหมือนกัน แม้เวลาการก่อสร้างจะแตกต่างกันนานหลายร้อยปีและผสมผสานระหว่างสไตล์ทิวดอร์ ในยุคแรกของการสร้างพระราชวังและสไตล์บาโรกคือยุคหลังของการก่อสร้างเพิ่มเติม แต่ที่โดดเด่นและไม่เคยตกยุคสมัย ก็คือสวนของพระราชวังแห่งนี้ซึ่งเป็นที่กล่าวขานเรื่อยมา และปัจจุบันการจัดงาน ‘เทศกาลพระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต’ และ ‘การแสดงดอกไม้ประจำปีพระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต’ คือสองงานใหญ่ที่นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนลอนดอนในช่วงนั้นๆ ต้องไม่พลาด แต่ในช่วงที่ไม่มีเทศกาลพระราชวังแห่งนี้ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมได้ทั้งปี

สำหรับคนที่รักต้นไม้ดอกไม้สวยๆงามๆ คงไม่มีใครพลาดชม Floral Marquee ในส่วนของ Grow เพราะมีไม้ดอกไม้ใบสวยๆ จากเนอร์สเซอรีชั้นนำของอังกฤษส่งตัวอย่างดอกไม้และไม้ใบที่ มีความงดงามสมบูรณ์มาแสดงให้เห็นถึงผลงานของเนอร์สเซอรีนั้นๆ โดยคนที่มาชมงานยังสามารถพูดคุยกับเจ้าของเรือนเพาะชำเหล่านั้นเพื่อถามเคล็ดของการปลูกไม้ดอกไม้ประดับได้โดยตรงอีกด้วย มาถึงส่วน Escape ที่มีจุดเด่นก็คือ RHS Butterfly Dome และ Eden ซึ่งผู้ชมได้เดินชิลล์ๆ ภายใต้ร่มเงาของไม้เมืองร้อนและมี ผีเสื้อให้ชม นอกจากนี้ยังมีผีเสื้อท้องถิ่นที่ The Native Butterfly Garden นอกตัวโดมอีกด้วย และอย่างที่บอกว่าใครสนใจเรื่องผึ้งก็มี การสาธิตการเลี้ยงผึ้งและการให้ความรู้เกี่ยวกับผึ้ง หรือถ้ามีผึ้งในสวนของคุณจะต้องทำอย่างไรที่จะไม่ทำให้ผึ้งมาทำอันตรายคุณ

และส่วนที่คนไทยทั้งหลายมักจะไม่พลาด บางคนก็ขอเข้ามาชมส่วนนี้ก่อนก็คือ Rose & Floristry Vintage Festival ซึ่งเป็นการจัดแสดงดอกกุหลาบที่ย้อนไปถึงยุคฟิฟท์ตี้ส์ ซึ่งการจัดแสดงดอกกุหลาบนี้ทำให้ชื่อเสียงของงานจัดแสดงดอกไม้ที่แฮมป์ตันคอร์ตเป็นที่เลื่องลือมาจนทุกวันนี้ด้วย ในส่วนนี้จะมีทั้งการบรรยายการสาธิตการปลูก และทุกอย่างที่เป็นเรื่องราวของดอกกุหลาบ ไม่ใช่แค่คนอังกฤษเองที่หลงใหลคลั่งไคล้ความงามของดอกไม้ชนิดนี้แต่แทบจะทุกชาติทุกภาษา ต่างก็ชื่นชมความงามและกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ที่มีความเกี่ยวพันกับราชวงศ์อังกฤษนี้ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เรียกว่า Growing Taste ที่นำเอาผลิตผลทางการเกษตรชั้นเยี่ยมนำมาจัดแสดงและออกจำหน่าย ใครที่หลงรักการครัวจะต้องชอบโซนนี้มากเป็นพิเศษ เพราะจะมีวัตถุดิบที่น่าเลือกซื้อหาไปปรุงอาหารมากมาย ในส่วน Escape ยังมีการจัดสวนเพื่อโชว์ความงดงามและไอเดียอย่าง The QEF Garden for Joy หรือ The One Show Garden ซึ่งรายการ The One Show เป็นรายการของ BBC ที่ให้คนส่งแบบสวนเข้ามาประกวดแล้ว คัดเลือกให้มาทำสวนจริงๆ ในงานนี้ โดยปีนี้ เป็นฝีมือของ Vicky Stothard ซึ่งเอามุมมองของสวนในจินตนาการของเด็กๆ มาสร้างสรรค์ ให้เป็นสวนที่จะให้คนในครอบครัวมาหย่อนใจ ร่วมกัน โดยเธอคิดว่าโลกในยุคไฮเทคโนโลยีนี้ ได้ทำให้คนในครอบครัวไม่มีกิจกรรมหรือการสื่อสารร่วมกันดังเช่นแต่ก่อน เธอจึงสร้างสรรค์สวนนี้ขึ้นมาเป็นสิ่งดึงดูดให้ทุกคนมาใช้เวลาร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีสวนสไตล์ต่างๆ อีกมากมาย อย่างสวนที่ออกแนวกราฟิกของ Macmillan Legacy Garden หรือสวนไม้กินได้ สวนสมุนไพรในแบบร่วมสมัยของ Vestra Wealth’s Jardin du Gourmet ซึ่งเป็นสวนที่เป็นตัวอย่างว่าคุณสามารถปลูกไม้กินได้ต่างๆ รวมทั้งสมุนไพรในสวนบ้านของคุณได้

ในโซน Inspire ที่เน้นเรื่องเทคโนโลยี และแรงบันดาลใจในการจัดสวนได้มีสวนในเชิงมโนทัศน์มากมาย แต่ละสวนนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มากนักแต่มีความงดงามและเสน่ห์ดึงดูดให้หลงใหล โดยเฉพาะส่วนที่เป็นสวน Low cost High Impact เป็นส่วนที่ได้รับความสนใจมากเพราะคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้มีพื้นที่สวนในบ้านมากมาย ดังนั้นสวนแบบ Low Cost นี้จึงไม่ได้แค่เป็นสวนสวยราคาประหยัด แต่เป็นสวนที่ใช้พื้นที่น้อยแต่มีความสวยและสร้างบรรยากาศร่มรื่นให้กับบ้านได้มากเกินกว่าที่คิด โซนนี้จึงถูกใจคนชอบการจัดสวนมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นสวน The Singing Tree ที่จะมีเสียงและสีของสวนที่เปลี่ยนไปเมื่อคนเดินเคลื่อนไหวในสวนที่มีตัวเซ็นเซอร์คอยจับและทำให้มีเสียง เพื่อการผ่อนคลายหรือการสร้างสมาธิให้เกิดขึ้น หรือสวนน้ำที่มีคอนเซ็ปต์จากน้ำคือชีวิต แต่เป็นสวนน้ำเพื่อการอนุรักษ์น้ำไม่ได้ใช้น้ำให้ฟุ่มเฟือยของ The Ecover Garden นอกจากนี้ยังมีสวนในส่วนที่เป็น Conceptual Gardens อย่างสวนของ Luc Arek Garden Design ที่ชื่อ I Disappear ที่ได้แรงบันดาลใจจากเพลงชื่อนี้ของวง Metallica หรือ Ashes to Ashes โดย Outerspace Designs & The Conservation Foundation ซึ่งผู้จัดสวนได้แรงบันดาลใจจากโรคพืชที่คุกคามต้นไม้ คือ โรคยืนตาย (dieback) ที่ต้นพืชจะมีการเหี่ยวและไหม้ที่ปลายใบเรื่อยไล่ลงมาถึงลำต้นอย่างช้าๆ โดยผู้จัดสวนใช้ต้นเอมที่เป็นโรคจากเชื้อราและตายลงมาจัดเป็นสวนเล็กๆ ที่ทำให้ตระหนักถึงภัยร้ายของโรคพืช

และอีกด้านหนึ่งจะเป็นกลุ่มต้นมะกอกที่เติบโตอย่างแข็งแรง โดยต้นมะกอกนี้เชื่อว่าเป็นต้นไม้ชนิดแรกที่เติบโตหลังน้ำท่วมโลก (เรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิ้ล) เพราะนกพิราบได้บินไปคาบช่อมะกอกมาให้โนอาห์เพื่อเป็นสัญญาณถึงการมีแผ่นดินและน้ำได้ลดลงแล้ว ต้นมะกอกจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ เรียกว่าดูว่าสวยๆ อย่างเดียวไม่ได้ ดูแล้วต้องคิดตามด้วย ใครที่ชอบสวนแบบล้ำๆ ต้องไม่พลาดโซนนี้ เพราะดูแล้วคุณจะนึกไม่ถึงว่านวัตกรรมของการจัดสวนจะล้ำไปถึงขนาดนี้แล้ว นี่เป็นการเล่าแบบสังเขป ถ้าคุณมีโอกาสเดินทางมาอังกฤษในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือราวเดือนพฤษภาคมจนถึงต้นกรกฎาคม คุณลองเช็กวันได้ว่าช่วงนี้ที่ลอนดอนจะมีงานจัดแสดงดอกไม้ใหญ่ๆ ถึง 2 งานคือ RHS Chelsea Flower Show และ RHS Hampton Court Palace Flower Show ซึ่งเป็นงานที่คนรักความสวยงาม ของไม้ดอกไม้ประดับไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง
(0)
Share
Lips
Keep by Lips
3896
FOLLOWER

รู้ลึก รู้จริงเรื่องดอกไม้ ในงานดอกไม้ที่ลอนดอน

"ใกล้ๆ กันนั้นจะเป็น Plant Village ที่นำเอาไม้ดอกไม้ประดับเหล่านั้นมา ตกแต่งเป็นสวนเล็กๆ เป็นตัวอย่างการจัดสวนจากผลิตผลของเรือนเพาะชำเหล่านี้ และคนที่สนใจเรื่องพฤกษศาสตร์ต้องไม่พลาด Plant Heritage Marquee ที่จัดขึ้น เพื่อฉลอง 35 ปีของ Plant Heritage โดยมี National Plant Collection 9 แห่งนำเอาพันธุ์ไม้มาจัดแสดง ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่เป็นอังกฤษแท้ๆ นอกจากนี้ยังมีสาธิตการปลูกไม้เหล่านี้ในกระถางอีกด้วย
โดยในส่วน Grow นี้จะมีโซนของเด็กๆ ให้ได้เรียนรู้และสนุกกับพันธุ์ไม้ต่างๆ ซึ่งได้รับความนิยมมาก หรือผู้ใหญ่ก็มีการบรรยายเรื่องภาษาดอกไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในยุควิกตอเรียนได้สนใจและบัญญัติถึงเรื่องราวของภาษาดอกไม้หรือการที่ดอกไม้สื่อความหมายต่างๆ และยังมีการใช้สืบมาจนทุกวันนี้"
1 KEEP
Lips
0 LOVES
COMMENT