ย้อนเวลาสู่แดนทวารวดีที่กาฬสินธุ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานีที่มีร่องรอยของทั้งเขตศักดิ์สิทธิ์แบบหินตั้ง และการดัดแปลงเขตศักดิ์สิทธิ์มาเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี
วัฒนธรรมหินตั้งนี้ไม่มีในภาคกลาง เมืองโบราณทวารวดีในภาคกลางก็เลยไม่พบเสมาหินใหญ่แบบนี้
ผมเคยเห็นภาพถ่ายเก่าเมื่อครั้งสำรวจพบเมืองฟ้าแดดสงยาง น่าตื่นตาตื่นใจมากครับ ใบเสมาหินใหญ่นับร้อยปักเรียงรายเต็มไปหมด อดไม่ได้ที่จะจินตนาการไปถึงสมัยที่นครแห่งนี้ยังรุ่งเรืองอยู่ว่าจะงดงามขนาดไหน เจดีย์แบบทวารวดีงดงามตระหง่านเรียงราย เสียงระฆังดังหง่างแหง่ง ผู้คนมากมายในเครื่องแต่งกายงดงามต่างชวนกันเข้าวัดไหว้พระทำบุญ ในงานประเพณีจัดขึ้นประจำปีที่รอบข้างประดับประดาอย่างงดงามอลังการ
แสงสุดท้ายของวันลับหายไปจากขอบฟ้า ปล่อยให้มวลความมืดแห่งรัตติกาลคืบคลานเข้ามาครอบคลุมทั่วอาณาบริเวณ องค์เจดีย์เก่าแก่และบรรดาใบเสมาหินที่ปักไว้อยู่รายรอบถูกกลืนเข้าในม่านราตรี เห็นเป็นเพียงเงาตะคุ่มอยู่ท่ามกลางแวดล้อมหมู่ไม้ทะมึนที่ไหวโอนเอนตามสายลม บรรยากาศยามนี้แลดูไปคล้ายฉากในภาพยนต์ประเภทมิติเร้นลับ แดนสนธยา เหตุที่ยามนี้ผมยังเดินวนเวียนไปมาอยู่ไม่ใช่ว่าคิดจะเปลี่ยนใจหันมาทำสารคดีแนวไสยศาสตร์ลึกลับอะไรนะครับ แต่เพราะว่าในท่ามกลางเงาสลัวรางกลางความมืดนั่นเอง เป็นช่วงเวลาเปิดโอกาสให้จินตภาพได้ทำงาน สร้างสรรค์ปะติดปะต่อภาพจากซากปรักหักพังในความคิดให้ชัดเจนเจิดจ้าแจ่มชัด ภาพของนครฟ้าแดดสงยางอันเคยรุ่งโรจน์เป็นต้นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ในยุคสมัยที่เรียกขานกันว่า “ทวารวดี” เมื่อหลายปีก่อน ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติขอนแก่น ผมมีโอกาสได้เห็นใบเสมาหินจากเมืองฟ้าแดดสงยางเป็นครั้งแรก ยังจำได้ถึงความตื่นเต้น ไม่ใช่จากลวดลายจำหลักอันวิจิตรงดงามตามแบบศิลปะทวารวดีหรอกครับ เพราะผมเคยอ่านเคยเห็นลวดลายทั้งหลายมาจากในหนังสือก่อนหน้านั้นหลายครั้งแล้ว ขนาดใบเสมาอันมหึมาสูงใหญ่ท่วมหัวต่างหากที่ตื่นตะลึง มิหนำซ้ำยังเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ เนื่องจากบรรดาเมืองโบราณสมัยทวารวดีในภาคกลางที่ผมเคยไปเยี่ยมเยือนมาหลายต่อหลายแห่ง ไม่เคยพบเคยเห็นใบเสมาเบ้อเริ่มเบ้อร่าขนาดนี้มาก่อน เหมือนโชคชะตาเป็นใจให้ครับ หลังจากได้เห็นใบเสมาเมืองฟ้าแดดสงยางครั้งนั้นไม่นาน ผมก็บังเอิญได้มีโอกาสร่วมเดินทางทัศนศึกษากับคณะสื่อมวลชนในรายการ “อีสานแห่งความรู้ อู่อารยธรรม” จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เรานี่แหละ บนเส้นทางอันยาวไกลผ่านแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒธรรมหลากหลายนั้นได้ผ่านมาทางเมืองฟ้าแดดสงยางด้วย โดยได้แวะให้เยี่ยมชมสักการะพระธาตุยาคูและหมู่เสมาหินขนาดใหญ่ที่เก็บไว้ในวัดโพธิ์ชัยเสมาราม “ใบเสมาใหญ่ที่สุดที่เคยขุดพบ ขนาดเท่ากับรถกระบะ จมอยู่ใต้ดิน ชาวบ้านขุดเจอแล้วก็ไม่มีปัญญาเอาขึ้นมา เพราะต้องมีใช้เครื่องมืออย่างปั่นจั่นใหญ่ ๆ มายก ก็เลยต้องเอาดินกลบเอาไว้ตามเดิม” คำบอกเล่าจากวิทยากรท้องถิ่นผู้ทรงคุณวุฒิระหว่างนำชมทำเอาผมหูผึ่ง เสียดายว่าเวลาที่ให้แวะนั้นมีน้อยไม่ได้เที่ยวดูชมรายละเอียดอะไรเท่าไหร่ ได้แต่แอบหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ว่า มีโอกาสมาด้วยตัวเองเมื่อไหร่จะใช้เวลาดูให้สาสมใจเลยทีเดียว มาคราวนี้ได้ทำตามที่ตั้งใจไว้ครับ วันๆ ก็เทียวไล้เทียวขื่อชมใบเสมาหินใหญ่ของเมืองฟ้าแดดสงยางที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง เมืองนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เมืองเสมา” ที่มาจากหนังแผงผังของเมืองเป็นวงรีคล้ายรูปใบเสมา แต่บ้างก็ว่าเรียกขานอย่างนี้เพราะเป็นเมืองที่พบเสมาหินอยู่มากที่สุด ช่วงกลางวันที่แดดแผดจ้าร้อนจนผิวไหม้ในแต่ละวัน ผมแอบหลบแดดไปพินิจพิจารณาบรรดาใบเสมาหินขนาดใหญ่ทั้งหลายที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เมืองฟ้าแดดสงยางในวัดโพธิ์ชัยเสมารามครับ เรียกพิพิธภัณฑ์ฟังดูอาจจะนึกภาพหรูหรา ความจริงแล้วเพิงหลังเล็กๆ ชั้นเดียว มุงหลังคาสังกะสี ไม่มีฝาผนัง (แต่เขาเรียก “พิพิธภัณฑ์” จริงๆ นะ มีป้ายติดเอาไว้ด้วย) ในบริเวณแคบ ๆ จัดตั้งใบเสมาหินขนาดใหญ่เรียงรายเอาไว้รอบผนัง ๓ ใบเสมารูปเจดีย์ กึ่งกลางใบเสมาแกะสลักเป็นรูปเจดีย์ มีฐานเป็นชั้นๆ หรือไม่ก็เป็นกลีบบัวซ้อนกัน แบบที่ ๔ ใบเสมาสี่เหลี่ยมด้านเท่า ลักษณะคล้ายศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหง มีฐานเป็นชั้นๆ  หรือกลีบบัวซ้อนกัน แบบที่ ๕ ใบเสมาแปดเหลี่ยม ลักษณะเหมือนกลับมะเฟือง และแบบที่ ๖ แบบสุดท้าย คือใบเสมาแกะสลักเป็นภาพ เล่าเรื่องราวในชาดกและพุทธประวัติใบเสมาทั้งหมดที่เก็บรักษาเอาไว้ในอาคารพิพิธภัณฑ์ก็เป็นแบบแกะสลักเล่าเรื่องราวนี้แหละครับ ส่วนแบบอื่นๆ ทางวัดเอาไปปักเรียงรายเอาไว้รอบอุโบสถ หอระฆัง และตามริมทางเดินใบเสมาหินขนาดใหญ่แต่ละแบบที่พบในเมืองฟ้าแดดสงยางมีมากกว่า ๑๓๐ ชิ้น ซึ่งกรมศิลปากรได้คัดเลือกชิ้นที่สวยงามและมีคุณค่าทางโบราณคดีขึ้นทะเบียนไว้ แล้วย้ายไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถาน ใบเสมาที่ลายจำหลักสวยงามและค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุดในวัดคือใบใหญ่ที่อยู่กึ่งกลาง เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าห้ามพระญาติที่วิวาทแย่งน้ำกันในแม่น้ำโรหิณี งามขนาดไหนนะหรือครับก็ถึงขนาดมีประวัติเป็นเรื่องราวการันตีนั่นแหละ คงจำกันได้สมัยที่ไทยเราเรียกร้องทับหลังนารายณ์บรรทมสิทธุ์ คือจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อหลายปีก่อน หลังจากโยกโย้อยู่นาน ทางพิพิธภัณฑ์ศิลปะชิคาโกได้ต่อรองขอแลกเปลี่ยนทับหลังนารายณ์ฯ กับใบเสมาชิ้นนี้ครับ โชคยังดีที่ทางฝ่ายไทยเราไม่มีใครบ้าจี้จอมแลกด้วย (ขืนยอมแลกให้ก็บ้าเท่านั้น มีอย่างที่ไหน อัฐยายซื้อขนมยาย แถมใบเสมาชิ้นนี้ยังมีอายุเก่กว่าทับหลังนารายณ์ฯ นับร้อยปีอีกต่างหาก)ชิ้นอื่นๆ ก็ใช่ว่าจะไม่งาม เพียงแต่บางชิ้นสภาพชำรุดแตกหัก แม้ลวดลายยังคมชัด แต่นึกไม่ออกว่าเป็นเรื่องไหน บางชิ้นลวดลายก็ลบเลือนราง ดูยากกว่าเป็นภาพอะไร กว่าจะดูรู้เรื่องต้องใช้เวลานั่งเพ่งพิจารณากันไม่น้อยละครับ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวจากชาดกทั้งั้น ใบเสมาใหญ่ที่มีรูปแพะกับสุนัขอยู่ด้านล่างมาจากเรื่องมโหสถชาดก ใบย่อมลงมาที่มีรูปบุคคล ๓ คน คนกลางมีหาบอยู่บนบ่า อีก ๒ คนนั่ง มาจากเรื่องนารทชาดก ใบที่มีรูปบุคคลหนึ่งยืนถือจอบ อีกคนนั่ง มาจากเรืองเตมียชาดก ใบที่มีรูปบุคคลชายและหญิงยืนคู่กัน โดยฝ่ายหญิงทูนของอย่างไว้บนศีรษะมาจากเรื่องมโหสถชาดก มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับองค์พระนอนว่า ประมาณ พ.ศ. ๒๒๓๕ พระเจ้าศรีโครตบูร กษัตริย์ขอมต่อยอดพระธาตุพนมสำเร็จ มีพระราชดำริจะจัดพิธีสมโภชฉลอง จึงแจ้งข่าวแก่ขอมทั่วไปให้มาร่วมฉลองครั้งนี้ ฝ่ายขอมทางเขมรต่ำมีนายสาเป็นหัวหน้า พากันรวบรวมทรัพย์สมบัติและผู้คนเดินทางมาเพื่อร่วมการกุศล พอมาถึงบ่อคำม่วง ห่างจากถ้ำภูค่าวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๙ เส้น ก็พากันหยุดพักและทราบข่าวว่า การสมโภชพระธาตุพนมเสร็จสิ้นเสียแล้ว นายสาจึงปรึกษาพรรคพวกแล้วตกลงกันว่าให้ฝังสมบัติที่พากันนำมาไว้ที่ภูค่าว และได้สลักรูปพระโมคคัลลานะไว้ที่ถ้ำแห่งนี้เป็นที่หมาย
จากนั้นตั้งปริศนาไว้ว่า “พระหลงหมู่อยู่ภูถ้ำบก” แสงตาตกมีเงินเป็นแสน ไผหาได้กินทานหาแหน่เหลือจากนั้นกินเลี้ยงบ่อหลอ” ใรทีไขปริศนาที่ว่านี้ได้ก็จะพบกับทรัพย์สมบัติที่ซ้อนเอาไว้
ตัวผมนะฟังแล้วขอสละสิทธิ์ไปเป็นคนแรกเลย ไม่ใช่ว่าเป็นคนดีไม่อยากได้สมบัตินะครับ ทว่าแค่ฟังคำปริศนาก็งงไป ๑๕ ตลบแล้ว เพระาไม่รู้ภาษาอีสาน
แล้วจะมีปัญญาที่ไหนไปไขปริศนาขุมทรัพย์ลายแทงอะไรกับเขาได้
ของอดีตอันรุ่งเรืองจงคืนกลับมา
กลิ่นธูปควันเทียนวูบมาตามสายลม ทำเอาผมตื่นจากห้วงภวังค์ที่เพลิดเพลินอยู่กับภาพจิตนาการวันเวลาอันรุ่งเรืองของเมืองฟ้าแดงสงยางในกลางความมืด
กำลังคิดว่าจะเจอดีเข้าแล้วเสียละมั๊งคราวนี้ ก็พอดีเห็นเงาตะคุ่มขอคุนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในบริเวณพระธานตุยาคู พ่อเฒ่าแม่แก่เดินนำหน้า พาคู่ชายหญิงสามีภรรยาถือธูปเทียนวนเวียนสักการะตามมุมต่างๆ ที่ตั้งใบเสมารอบองค์พระธาตุ ก่อนจะพากันคุกเข่าลงตรงลานด้านหน้าที่เรียงรายไปด้วยตุ๊กตาแก้บนรูปข้างม้าวัวควายตัวใหญ่ๆ แว่วเสียงพ่อเฒ่าแม่แก่กล่าวนำให้คู่สามีภรรยาว่าตามเป็นภาษาท้องถิ่น แอบเงี่ยหูฟังพอจะจับใจความได้ว่า ทั้งสองคนแต่งงานอยู่กินกันมานาน ยังไม่มีลูก จึงอยากขอพรจากองค์พระธาตุให้มีลูกสมใจในเร็ววัน
เห็นอย่างนี้แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ตั้งหลายวัน ผมยังไม่ได้อธิษฐานขออะไรเลย ว่าแต่จะขออะไรดี จะขอเงินเดือนขึ้นสองขั้นก็เพิ่งจะได้ไป
ถ้าอธิษฐานได้ ผมคงไม่ขออะไรมาก ขอแค่ให้ความรุ่งเรืองของเมืองฟ้าแดดสงยางคืนกลับมาอีกครั้งก็แล้วกันไม่ใช่คืนีพนครสมัยทวารดวีล่มสบายไปเนิ่นนานนับพันปีขึ้นมาใหม่ เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้หรอกครับ แต่อยากให้ฟื้นคืนชีพในลักษณะที่มีผู้สนใจเห็นความสำคัญ สร้างเป็นศูนย์ข้อมูลศึกษาวัฒนธรรมทวารวดีเมืองฟ้าแดดสงยางและเมืองทวารดวดีอื่นๆ ในภาคอีสาน เพราะเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่มีลักษณะเฉพาะโดดเด่นด้วยใบเสมาหินทรายขนาดใหญ่ยักษ์นับร้อยนับพัน แถมอายุเก่าแก่นับพันปีอย่างนี้ เทียบชั้นกันกับระดับโลกแล้วก็คงไม่น้อยหน้าแหล่งอารยธรรมสำคัญไม่ว่าที่ไหนทั้งนั้น รถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ กรุงเทพฯ-สระบุรี-นครราชสีมา ไปจนถึงอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๓ ไปถึงจังหวัดมหาสารคาม จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๑๓ ตรงไปเรื่อยๆ จนถึงจังหวัดกาฬสินธื รวมระยะทางประมาณ ๕๑๙ กิโลเมตร
รถโดยสาร จากกรุงเทพฯ ที่สถานีขนส่งหมอชิต ๒ มีรถโดยสารปรับอากาศในเส้นทางกรุงเทพฯ-กาฬสินธุ์ทุกวัน อัตราค่าโดยสารวีไอพี ๒๔ ที่นั่ง ๖๓๓ บาท ธรรมดา ๔๖ ที่นั่ง ๓๓๐ บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๘ ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริษัทขนส่ง จำกัด โทรศัพทย์ ๐ ๒๘๓๖ ๒๘๔๑-๔๘ และ ๐ ๒๙๓๖ ๒๘๕๒-๖๖ เว็บไซต์ www.transport.co.th
รถไฟ จากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) มีขบวนรถไฟรถเร็ว รถด่วน และรถดีเซลรางปรับอากาศไปลงที่สถานีขอนแก่น จากนั้นต่อรถโดยสารจากขอนแก่นไปยังกาฬสินธุ์อีกประมาณ ๗๕ กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย สายด่วน ๑๖๙๐ และ ๐ ๒๒๒๐ ๔๓๓๔, ๐ ๒๒๒๐ ๔๔๔๔ เว็บไซต์ www.railway.co.th
หมายเหตุ อัตราค่าโดยสารอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบอีกครั้งก่อนออกเดินทาง
เมืองฟ้าแดดสงยางอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปตามเส้นทางหลวงสาย ๒๑๔ (กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด) ระยะทางประมาณ ๑๙ กิโลเมตร
พุทธสถานภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ห่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์ไปทางทิศเหนือประมาณ ๒๘ กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข ๒๓๑๙
(0)
Share
osotho
Keep by osotho
3132
FOLLOWER

ย้อนเวลาสู่แดนทวารวดีที่กาฬสินธุ์

"ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานีที่มีร่องรอยของทั้งเขตศักดิ์สิทธิ์แบบหินตั้ง และการดัดแปลงเขตศักดิ์สิทธิ์มาเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี
วัฒนธรรมหินตั้งนี้ไม่มีในภาคกลาง เมืองโบราณทวารวดีในภาคกลางก็เลยไม่พบเสมาหินใหญ่แบบนี้
ผมเคยเห็นภาพถ่ายเก่าเมื่อครั้งสำรวจพบเมืองฟ้าแดดสงยาง น่าตื่นตาตื่นใจมากครับ ใบเสมาหินใหญ่นับร้อยปักเรียงรายเต็มไปหมด อดไม่ได้ที่จะจินตนาการไปถึงสมัยที่นครแห่งนี้ยังรุ่งเรืองอยู่ว่าจะงดงามขนาดไหน เจดีย์แบบทวารวดีงดงามตระหง่านเรียงราย เสียงระฆังดังหง่างแหง่ง ผู้คนมากมายในเครื่องแต่งกายงดงามต่างชวนกันเข้าวัดไหว้พระทำบุญ ในงานประเพณีจัดขึ้นประจำปีที่รอบข้างประดับประดาอย่างงดงามอลังการ"
1 KEEP
osotho
0 LOVES
COMMENT