ป่าไม้ร่มรื่นกว้างใหญ่ในวัดหลวงพ่อชา วัดนี้เป็นวัดป่าสายปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงเงียบสงบ ร่มรื่น มีพื้นที่กว้างขวางเกินกว่าจะดูได้หมด และบางส่วนก็กันไว้สำหรับการปฏิบัติธรรมจริงๆ เท่านั้น นักท่องเที่ยวเข้าชมไม่ได้ ส่วนที่ชมได้ก็คือ พิพิธภัณฑ์ที่ใช้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อชา ให้สาธารณะชนได้กราบไหว้ ไม่ห่างกันมากนัก มีเจดีย์สีทองอร่ามซึ่งใช้บรรจุอัฐิของหลวงพ่อชา สร้างเป็นทรงศิลปะล้านช้าง (ลาว) ผสมกับศิลปะอีสาน ได้อย่างงดงามลงตัวยามได้มาเยือนที่นี่แล้วรู้สึกสงบเย็น เข็มนาฬิกาชีวิตเดินช้าลง และมีพลังขึ้นอย่างวิเศษคงเพราะอย่างนี้เราจึงเห็นคนนุ่งขาวห่มขาวมาถือศีลปฏิบัติธรรมกันอยู่เป็นนิจ
เมืองไทยเราเป็นแดนทองแดนธรรม ซึ่งมีศิลปวัฒนธรรมงดงามมาแต่โบราณ ยิ่งในแง่ศาสนาด้วยแล้วคนไทยผูกพันอยู่กับพระและวัดวาอารามตั้งแต่เกิดจนตาย หนึ่งในงานประเพณีสำคัญทางศาสนา ที่จัดขึ้นทุกปีในช่วงเข้าพรรษา ณ แดนอีสานก็คือ “งานแห่เทียนพรรษา” ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งแม้ว่าจะมีการแห่เทียนพร้อมกันหลายจังหวัดในช่วงนั้น ทว่างานแห่เทียนเข้าพรรษาของอุบลราชธานี ถือว่ายิ่งใหญ่ตระการตาและสวยงามที่สุดเพราะแต่ละอำเภอ แต่ละหมู่บ้าน แต่ละคุ้มวัด ต่างก็ลงทุนลงแรง ทุ่มเทเวลาแรงกายแรงใจ โดยใช้ช่างฝีมือชั้นยอดมาช่วยกันสร้างสรรค์งานพุทธศิลป์ ที่เปรียบดังพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่งกว่านั้นยังมีพัฒนาการการทำเทียนสมัยใหม่ บอกเล่าเรื่องราว ทั้งพุทธประวัติและวิถีชีวิตในปัจจุบัน ปีนี้ถือว่าพิเศษมาก เพราะมีช่างแกะสลักเทียนจากหลายประเทศทั่วโลก มาเข้าร่วมสร้างสีสันให้คึกคักกว่าทุกปี ในปีนี้งานแห่เทียนพรรษาของอุบลราชธานีมีอายุครบ 111 ปีพอดิบพอดี ถือเป็นเลขสวย ทางสายการบิน Thai Air Asia จึงร่วมสนับสนุนให้งานยิ่งใหญ่สมเกียรติ ภายใต้ชื่องาน “111 ปี ลือเลื่อง ฮุ่งเฮืองเมืองธรรมงามล้ำเทียนพรรษา ภูมิปัญญาชาวอุบล” ผมจึงเหินฟ้าไปพร้อมกับแอร์เอเชีย เพื่อเก็บภาพประทับใจนี้มาฝากทุกคน แต่ก่อนจะไปชมงานกันจริงๆ เราลองมาทำความรู้จักกับพัฒนาการของเทียนพรรษากันก่อนดีกว่า 
การทำเทียนพรรษามีบันทึกว่ามีมาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว โดยชาวพุทธจะทำเทียนพรรษาเพื่อจุดบูชา “พระรัตนตรัย” โดยการเอารังผึ้งร้างมาต้อมเอาขี้ผึ้ง แล้วฟั่นเป็นเที่ยนเล่มเล็กๆ หรือเป็นศอก แล้วใช้จุดบูชาพระซึ่งชาวพุทธเราถือเป็นประเพณีสำคัญ ที่ต้องนำเทียนดังกล่าวไปถวายพระในเทศกาลเข้าพรรษา เนื่องจากสมัยโบราณไม่มีไฟฟ้าใช้พระสงฆ์ท่านจึงต้องใช้เทียนเหล่านี้ จุดให้แสงสว่างเพื่อทำกิจของสงฆ์ระหว่างจำพรรษาตลอดช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ ชาวพุทธยังถือเคล็ดโดยเชื่อว่า การถวายเทียนจะช่วยให้ตนเฉลียวฉลาด มีไหวพริบดี ประดุจแสงสว่างของเปลวเทียน งานแห่เทียนของอุบลราชธานีปีนี้จัดขึ้นในต้นเดือนสิงหาคม ผมจึงบินลัดฟ้าไปสัมผัสช่วงเวลาพิเศษ แต่ก็ไปล่วงหน้าวันสองวัน เพื่อเก็บภาพการเตรียมงานก่อน อย่างเช่นที่ “วัดมณีมหาวนาราม” ในอำเภอเมือง อันเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง พระคู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานีนั้น เขาก็มีการเตรียมงาน จัดทำขบวนรถแห่เทียนกันอย่างยิ่งใหญ่ ใช้งบไปหลายแสนบาท เนื่องจากในปัจจุบันก้อนเทียนมีราคาสูงมาก บางครั้งจึงมีการใช้ขี้ผึ้งหรือแวกซ์เข้ามาผสมด้วย และในแต่ละคุ้มวัดก็มิได้ทำเทียนต้นเล็กอีกแล้ว ทว่ามีการประกวดประชันกันสุดฝีมือ ด้วยการทำขบวนรถแห่เทียน สร้างเป็นเรื่องราวพุทธประวัติตอนต่างๆ อย่างยิ่งใหญ่อลังการ โดยแบ่งประเภทของเทียนออกเป็น 2 แบบคือ แบบดั้งเดิม ใช้วิธีติดพิมพ์ (เทน้ำเทียนร้อนลงในเบ้าหลอมให้เป็นรูปร่างลวดลายตามต้องการ แล้วค่อยแกะจากแบบ นำไปติดประทับในขบวนรถ กับอีกอย่าง เป็นการแกะสลักเทียน ซึ่งต้องใช้ความชำนิชำนาญสมาธิ และการทุ่มเทเวลาสูงมาก ปีนี้วัดมณีมหาวนารามสร้างรถแห่เทียนอย่างยิ่งใหญ่อลังการ มีการติดพิมพ์เป็นรูปเทวดา นาค ครุฑ และพุทธประวัติ นอกจากนี้ยังจัดเต็นท์ไว้ให้ประชาชนที่สนใจลองเข้ามาแกะสลักเทียนเป็นพุทธบูชาด้วย จึงมีน้องๆ เยาวชนมาประชันฝีมือกันสุดเหวี่ยง เป็นภาพอันน่าชื่นชม ดีกว่าไปใช้เวลาเล่นเกมคอมพิวเตอร์! 
ดูการเตรียมงานแล้ว ก็ได้เวลาเข้าไปกราบขอพรพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงภายในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปคู่เมืองอุบลฯ วิหารอันศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปคู่เมืองอุบลฯ องค์นี้ มีตำนานการก่อสร้างและที่มาของชื่อน่าอัศจรรย์ยิ่ง เล่ากันว่าขณะที่ก่อสร้าง มีฝนตกฟ้าร้องตลอดเวลา ใกล้จะเสร็จ เหลือแต่การตกแต่งให้สวยงามเท่านั้น พอถึงตอนดึกมีแสงสว่างเต็มบริเวณวัดไปหมด ลำแสงพุ่งขึ้น สู่อากาศ ผู้คนตื่นตกใจมาดูก็ไม่เห็นมีอะไร พอรุ่งเช้าปรากฏว่าพระพุทธรูปที่สร้างยังไม่เสร็จนั้น ก็ได้เสร็จเรียบร้อยสวยงามมากชาวบ้านจึงเชื่อกันว่า พระอินทร์แปลงร่างลงมาช่วยสร้าง เหตุนี้จึงได้ตั้งชื่อองค์พระท่านว่า “พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง” มาจนทุกวันนี้ ยิ่งกว่านั้นยังมีบันทึกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า ทหารญี่ปุ่นนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมืองอุบลฯ มีระเปิดตกลงในวัดหลายลูกแต่ไม่ระเบิดเลย น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละครับ จากนั้นผมก็ไปดูการเตรียมทำเทียนต่อที่ “วัดหนองบัว” ที่อยู่ไม่ไกลวัดมณีมหาวนารามมากนัก เขามีการเตรียมงานคล้ายๆ กัน เลยขอตัวเข้าไปกราบพระขอพรดีกว่า วัดนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ “พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์” ซึ่งสร้างขึ้นเฉลิมฉลองวาระครบ 25 พุทธศตวรรษ เมื่อปี พ.ศ. 2500 พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางวัดเลยครับ เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม ฐานกว้าง ยอดแหลม สร้างจำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยาที่ประเทศอินเดีย อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ภายในพระเจดีย์องค์นี้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอันล้ำค่า มีประตูเข้าออกสี่ด้าน และตัวเจดีย์สูงถึง 56 เมตร ยิ่งใหญ่จนต้องแหงนมองคอตั้งบ่าทีเดียวล่ะครับ ออกจากวัดหนองบัว ก็ได้เวลาไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของงานแห่เทียนกันต่อ แต่คราวนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะเขามี “งานแกะสลักเทียนนานาชาติ ซึ่งมีศิลปินนักแกะเทียนมืออาชีพจาก 9 ชาติมาโชว์ฝีมือ ทั้งญี่ปุ่น ตุรกี เยอรมี อาร์เจนตินา ไต้หวัน โรมาเนีย เนปาล ยูเครน และไทย โดยงานนี้ทางแอร์เอเชียได้เป็นเจ้าภาพ นำศิลปินทั้งหมดบินมาร่วมสร้างสีสันในงานกันแบบเต็มๆ พื้นที่จัดงานก็อยู่บริเวณสวนร่มรื่น ด้านข้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี ที่ตัวอาคารสร้างแบบสถาปัตยกรรมยุโรปประยุกต์สวยงาม อยู่ติดกับทุ่งศรีเมืองพื้นที่จัดงานแห่เทียนพรรษาเลย คนที่สนใจความโมเดิร์น กลิ่นอายของศิลปะสมัยใหม่ ที่เพิ่มสีสันให้กับงานแห่เทียนแบบท้องถิ่นดั้งเดิมจึงเดินเข้ามาชนกันได้อย่างสะดวกสบาย ศิลปินทั้ง 9 ท่าน ต่างได้รับก้อนเทียนขนาดยักษ์สูงท่วมหัวไปคนละก้อน เพื่อให้แต่ละคนใช้จินตนาการสร้างสรรค์งานออกมาอย่างอิสระ ชิ้นงานที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ผลงานเทียนแกะสลักเป็นรูปโครงสร้างหน้าคนครึ่งเสี้ยว ผลงานของซูซานนี่โพลคเกอร์ จากเยอรมนี ขณะที่ความวิจิตรบรรจงของศิลปินชาวไทยอย่างสุชาติ พละศักดิ์กับผลงานที่ชื่อ ความงอกงามแห่งศรัทธาก็ยังคงเกี่ยวเนื่องกับหลักพระพุทธศาสนาทำให้ผู้ชมต่างทึ่งกับความประณีตบรรจงของชิ้นงาน ในบริเวณเดียวกันยังมีการออกร้านสินค้าที่ระลึกเก๋ไก๋ที่วัยรุ่นต้องชอบ จึงสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้าชมกันอย่างล้นหลามยอดเยี่ยมจริงๆ หลังจากเที่ยงวันนั้น ได้ชิมอาหารอีสานและอาหารเวียดนามอร่อยๆ ในตัวเมืองอุบลฯ เพิ่มพลังแล้ว ผมก็ใช้เวลาช่วงบ่ายออกไปเที่ยวนอกเมืองบ้าง เรามุ่งหน้าไปที่ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ อันเป็นที่ตั้งของ “วัดหนองป่าพง” หรือที่คนไทยทั่วประเทศรู้จักกันในชื่อ “วัดหลวงพ่อชา” นั่นเอง เย็นวันนั้นที่ลานทุ่งศรีเมืองในตัวเมืองอุบลราชธานี ขบวนรถแห่เทียนพรรษาต่างก็เคลื่อนมาเตรียมการ มีการแสดงฟ้อนอีสานและดนตรีคึกคัก ผู้คนนับหมื่นจึงหลั่งไหลไปชมความงามของต้นเทียนกันแต่เนิ่นๆ 
รุ่งเช้าวันถัดมาก็ได้เวลาสำคัญ ขบวนรถแห่เทียนกว่า 50 คุ้มวัดค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาผ่านถนน ด้านข้างทุ่งศรีเมือง รถแห่เทียนแต่ละคันจะนำมาด้วยขบวนด้วยฟ้อนรำ ซึ่งใช้หญิงสาวอีสานหน้าตาจิ้มลิ้มหน้าแฉล้ม สวมชุดซิ่นอีสาน เสื้อผ้าไหมสไบเฉียง บ้างเป็นชุดสีกลีบบัว สีสัญลักษณ์ของเมืองอุบลราชธานี (ที่ชื่อเมืองแปลว่า “ดอกบัว) บ้างก็เป็นชุดผ้าไหมสีเหลือง สีฟ้า สีน้ำตาลอ่อน สีแดงเลือดหมู ฯลฯ งดงามมาก นางรำนับร้อยฟ้อมอย่างพร้อมเพรียงกัน ขบวนรถแห่เทียนผ่านไปขบวนแล้วขบวนเล่า อวดความงามของลวดลาย ความประณีต และความยิ่งใหญ่ในขณะที่ ฝูงชนเรือนหมื่นสองฝั่งถนนเนืองแน่น ต่างตบมือ โห่ร้อง ถ่ายภาพ ด้วยความสุขใจ บอกได้เลยว่า ปีนี้กรรมการคงหนักใจ และตัดสินใจยากมาก เพราะทุกขบวนแห่เทียนล้วนสวยงามไม่เป็นรองกันเลย เสียดายที่ไม่สามารถอยู่ชมขบวนแห่เทียนได้ครบถ้วนทั้งหมด เพราะผมต้องรีบบึ่งรถไปที่ “ด่านชายแดนช่องแม็ก” เพื่อข้ามไปเที่ยวลาวกันต่อ ในส่วนของเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ซึ่งเป็นเมืองเอกของเขตลาวใต้เลยล่ะครับ เมืองนี้มีแม่น้ำโขงและแม่น้ำเซโดนไหลผ่านจึงอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งตั้งอยู่ใกล้ที่ราบสูงโบโลเวน อากาศเย็นสบายตลอดปี สามารถปลูกพืชผักนานาชนิดได้ โดยเฉพาะชาและกาแฟ ซึ่งทุกวันนี้ลาวส่งขายไปทั่วโลกแล้วที่ขายดินขายดีชื่อเสียงโด่งดังมากมีอยู่ 2 ยี่ห้อครับ คือ Dao Coffee และ Sinouk Coffee จะซื้อที่ร้านปลอดภาษีตรงด่านชายแดนช่องเม็ก หรือซื้อในเมืองปากเซก็เหมือนกัน  เมืองปากเซวันนี้เจริญพัฒนาไปมากคงเพราะเป็นประตูบ้านสู่ลาวใต้ และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจด้วย ไกด์ลาวแสนน่ารัก พาเราไปเที่ยวชม “น้ำตกตาดเยือง” ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก แต่ช่วงนี้นี้ฝนพรำ ทางเดินไปน้ำตกเลยลื่นมากต้องจูงมือกันไป แต่ถ้าไปยืนอยู่หน้าน้ำตกจริงๆ ล่ะก็ จะถูกละอองไอของน้ำปลิวว่อนมาอาบเราจนเปียกโชกยังกะเล่นน้ำฝนเลยล่ะ คำว่า “เยือง” ในภาษาลาวแปลว่า “เลียงผา” น้ำตกแห่งนี้มีลักษณะเป็นสายน้ำคู่ตกลงจากหน้าผาสูงนับร้อยเมตร เสียงดังสนั่นแวดล้อมด้วยป่าไม้เขียวทึบ อากาศโดยรอบสดชื่นมากๆ จากที่นั่นไกด์พาไปเที่ยวต่อที่น้ำตกอีกแห่ง คือ “น้ำตกตาดผาส้วม” อย่าเพิ่งตกใจ คำว่า “ส้วม” ในภาษาลาวหมายถึง “ห้อง” ครับ เนื่องจากน้ำตกแห่งนี้มีลักษณะคล้ายห้องเล็กๆ หลายห้อง ที่สายน้ำทิ้งตัวลงไปด้านใน นับว่างดงามไม่แพ้ตาดเยืองเลย แต่ตาดผาส้วมมีขนาดเล็กกว่า น้ำตกสองแห่งนี้ทำให้เรารับรู้เลยว่า ลาวยังมีป่าไม้สมบูรณ์มาก น้ำท่าเขาถึงอุดม เช้าวันสุดท้ายของทริปอันแสนสนุก ผมตื่นแต่เช้าตรู่ไปเดินเที่ยว “ตลาดเมืองปากเซ” ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ แบ่งเป็นโซน In Door และ Out Door กลางแจ้ง จุดเด่นของโซนภายในก็คือ มีเสื้อผ้าขายเยอะมาก เช่นเดียวกับมีร้านขายทอง (คนลาวเรียกทองว่า “คำ”) อยู่นับร้อยๆ ร้าน สะท้อนความนิยมซื้อและสวมใส่ทองของคนลาวปัจจุบัน ที่อาจได้รับค่านิยมนี้ไปจากฝั่งไทย ส่วนโซนด้านนอกก็เด่นด้วยพ่อค้าแม่ขายที่นำพืชผักผลไม้นานาชนิดจากที่ราบสูงโบโลเวนมาวางขายกันในถนนราคาไม่แพงเลย ปากเซวันนี้จึงอุดมสมบูรณ์เดินทางเข้าออกก็ง่าย ผ่านทางสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น ซึ่งมาจากช่องเม็กนั่นไง วันนี้ถึงคิวไปสัมผัสยอดแหล่งท่องเที่ยวไฮไลท์ของลาวใต้ ฉายา “น้ำตกไนแองการ่าแห่งเอเชีย” หรือ “น้ำตกคอนพะเพ็ง” จากเมืองปากเซ ใช้ทางหลวงหมายเลข 13 วิ่งไปประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร ถึงน้ำตกเอาเกือบเที่ยงแล้ว แต่ก็คุ้ม เพราะน้ำตกตรงหน้ายิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ แม่น้ำโขงทั้งสายยุบตัวลง ปล่อยให้สายน้ำไหลแรงกระโจนลงจากแก่งหินเสียงดังสนั่น สายน้ำ เกรี้ยวกราดรุนแรง ฟุ้งเป็นละอองไอไปทั่ว 
เรามาเที่ยวในช่วงฤดูฝน สายน้ำจึงเป็นสีโอวัลติน แต่ถ้ามาช่วงฤดูหนาว สายน้ำจะใสเป็นสีเขียวมรกตเลยล่ะ 
ได้เวลากลับเมืองไทยแล้ว แต่ความประทับใจของการเดินทางยังตราตรึงอยู่ในหัวใจ ทำให้ผมเริ่มวงแผนท่องเที่ยวในทริปต่อไปแล้วล่ะครับ When to go 
งานแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี จัดช่วงต้นเดือนสิงหาคมของทุกปี แต่วันที่ไม่แน่นอน 
How to go 
จากกรุงเทพฯ/เชียงใหม่/ภูเก็ต ไปอุบลราชธานี เดินทางสะดวกด้วยสายการบิน Thai Air Asia มีเที่ยวบินไปอุบลราชธานีทุกวัน สนใจติดต่อ www.airasia.com กรุงเทพฯ ใช้เวลาบินไป 1 ชั่วโมง 10 นาที Where to stay แนะนำ Sunee Grand Hotel โทร 0-4528-3999/Laithong Hotel โทร. 0-4526-4271 www.laithong.com/Thanaporn Hotel & Resort โทร. 0-4547-5056 www.thanaporn-resort.com What to eat 
แนะนำร้านอาหารเวียดนามที่โด่งดังไปทั่วประเทศ “ร้านอินโดจีน” โทร. 0-4525-4126 ไม่ว่าจะเป็นแหนมเนือง, ขนมเบื้องญวน, ปอเปี๊ยะญวน, กุ้งพันอ้อย, เนื้อย่างใบชะพลู และอื่นๆ อีกเพียบ 

Souvenirs 
ของฝากยอดฮิต คือ ผ้ากาบบัว ที่มีลวดลายสวยงาม ส่วนของกินก็เป็นพวกหมูยอ รสเลิศ Information ททท. สำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี โทร. 0-4524-3770, 0-4525-0714
Board: Travel
(0)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2581
FOLLOWER

ป่าไม้ร่มรื่นกว้างใหญ่ในวัดหลวงพ่อชา

"วัดนี้เป็นวัดป่าสายปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงเงียบสงบ ร่มรื่น มีพื้นที่กว้างขวางเกินกว่าจะดูได้หมด และบางส่วนก็กันไว้สำหรับการปฏิบัติธรรมจริงๆ เท่านั้น นักท่องเที่ยวเข้าชมไม่ได้ ส่วนที่ชมได้ก็คือ พิพิธภัณฑ์ที่ใช้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อชา ให้สาธารณะชนได้กราบไหว้ ไม่ห่างกันมากนัก มีเจดีย์สีทองอร่ามซึ่งใช้บรรจุอัฐิของหลวงพ่อชา สร้างเป็นทรงศิลปะล้านช้าง (ลาว) ผสมกับศิลปะอีสาน ได้อย่างงดงามลงตัวยามได้มาเยือนที่นี่แล้วรู้สึกสงบเย็น เข็มนาฬิกาชีวิตเดินช้าลง และมีพลังขึ้นอย่างวิเศษคงเพราะอย่างนี้เราจึงเห็นคนนุ่งขาวห่มขาวมาถือศีลปฏิบัติธรรมกันอยู่เป็นนิจ "
1 KEEP
Kullastree
0 LOVES
COMMENT