ปั่นจักรยานชมเมือง ซึมซับความสุขที่โคเปนเฮเกน สมุดบันทึกหน้าที่ 39...
ห้องเก็บของหนาแน่นไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ... ผมเปิดเลือกหยิบของเก่าๆ ออกมาดู สมุดภาพวาดเมื่อครั้งยังเด็ก รูปที่ผมจำได้ติดตาคือภาพบ้านรูปทรงเลขาคณิต มีความยาวติดต่อกันหลายหลัง แต่ละหลังถูกแต่งแต้มด้วยสีต่างกันไป ทั้งส้ม แดง เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน ตอนนั้น พ่อผมพูดว่า “บ้านอะไรสีเยอะแยะไปหมด” ผมอมยิ้มก่อนจะตอบว่า “บ้านผมเองครับพ่อ”...

ผมฉีกกระดาษหน้านั้นออกมาพร้อมกับตัดแต่งให้สวยงาม... ปัดฝุ่นจนเรียบร้อย แล้วนำมาแปะรวมกับโปสการ์ดจาก Copenhagen ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่ผมสร้างขึ้นจากจินตนาการเมื่อครั้งยังเด็กมีอยู่จริงซะด้วย ผมแอบขำเล็กๆ ก่อนที่จะหยิบสมุดบันทึกเล่มโปรดออกมา เปิดหน้าที่ 39 พบกับเรื่องสั้นที่ผมไปเจอมา ใช่ครับ... Copenhagen เมืองนี้น่ารักเกินกว่าจะบรรยายหมดจริงๆ การเดินทางครั้งนั้นของผมเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง Copenhagen เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเดนมาร์ก แต่ก็ไม่แออัดเหมือนกับเมืองหลวงอย่างบ้านเรา เรียกว่าอยู่กันแบบบางเบา และใช้ชีวิตกันสบายๆ กับทั้ง 365 วันครับ...
เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวเมืองโคเปนเฮเกนใช้ชีวิตแบบสบายๆ... เพราะความพยายามสร้างเมืองให้มีความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบายหรือวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นเมืองแห่งจักรยาน เมืองที่การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานสะอาดอื่นๆ เมืองแห่งอาหารออร์แกนิก สิ่งที่ถูกชูให้เมืองนี้น่าอยู่เข้าไปอีกคงเป็นเรื่องของความสุข โคเปนเฮเกนได้รับเลือกให้เป็นเมืองแห่งความสุขของโลก จากการจัดอันดับของยูเอ็น เรื่องราวต่างๆ ภายในเมืองนี้จึงถูกตีกรอบให้ดูแน่นหนากว่าเดิมขึ้นอีกหลายเท่าทีเดียว ผมจำได้เลยว่าตอนที่ไปครั้งนั้นผมได้รับความสุขในทุกก้าวย่าง รู้สึกปลอดภัยทุกครั้งยามที่เดินอยู่บนถนนเส้นต่างๆ รอบเมือง และเมื่อพร้อมแล้วก็เริ่มกันเลยครับ... เช่าจักรยานสักคัน แล้วขี่ให้รอบเมือง... จุดบริการจักรยานมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ผู้คนในเมืองนี้เกือบ 50 % ใช้จักรยานในการเดินทาง มีถนนจัดแบ่งไว้สำหรับจักรยานโดยเฉพาะ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ขี่กันสนุกสนาน ทราบกันหรือเปล่าครับว่าสวนสนุกแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นที่ไหน Tivoli Gardens ถูกสร้างขึ้นด้วยแนวความคิดที่ว่า "ถ้าประชาชนมีความสุข พวกเขาจะไม่นึกถึงเรื่องการเมือง" สวนสนุกแห่งนี้ก่อตั้งสร้างความบันเทิงให้กับชาวเดนมาร์กมานับร้อยปีทีเดียว และถือเป็นต้นแบบของ Disneyland ด้วยเช่นกันครับ สิ่งที่น่าสนใจนอกจากเครื่องเล่นหลายชนิดแล้ว คือแสงไฟยามค่ำคืน ซึ่งจะเปิดจนสว่างไสว นักท่องเที่ยวจึงมาเก็บภาพกันเยอะมาก มาต่อย่านช้อบปิ้งกัน Town Hall Square เป็นบริเวณด้านหน้าของศาลากลางเมืองโคเปนเฮเกน ถนน Stroget สายนี้ช้อบปิ้งกันยาวประมาณ 1 กิโลเมตร มีร้านขายของมากมาย ของแบรนด์เนม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ของที่ระลึก และเปิดขายกันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 ถนนเส้นนี้จะคึกคักในวันธรรมดาครับ โดยเฉพาะวันที่อากาศดี โคเปนเฮเกนเป็นเมืองหนาว ดังนั้นจึงเหมาะมาเที่ยวในช่วงฤดูร้อน อากาศจะเย็นสบายขี่จักรยานสนุกครับ เพราะเหงื่อไม่ค่อยออกมาก... บริเวณท่าเรือของกรุงโคเปนเฮเกน ชื่อว่า ท่าเรือนูฮาฟน์ (Nyhavn Harbour) ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสีสันที่สุดของกรุงโคเปนเฮเกน มีผู้คนมาเดินเล่นพักผ่อนมากมาย รวมทั้งร้านค้าต่างๆ ก็มีมากเช่นกัน โดยเฉพาะร้านอาหาร ผับ บาร์ ที่ตั้งให้เห็นริมฝั่งทั้งสองด้าน ชาวเดนิชให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกินมาก และในย่านนี้ก็มีหลายร้านให้เลือกนั่งรับประทานครับ อาหารขึ้นชื่อของที่นี่เรียกว่า Smorrebrod เป็นแซนด์วิชแบบหน้าเปิด ประกอบด้วยขนมปัง เนื้อสัตว์ ผัก ไข่ ราดด้วยซอสตามชอบ มีหลายหน้าให้เลือกลอง อีกอย่างคือ Karbonader เป็นเนื้อวัวบดทอดคล้ายกับเบอร์เกอร์ รับประทานพร้อมกับมะเขือเทศ และน้ำเกรวี่ สำหรับบ้านเรือนในย่านนี้เป็นสไตล์เดนิช และในช่วงฤดูร้อนจะมีดนตรีขับกล่อมให้ฟังตลอดทั้งเส้น เรียกว่าเป็นถนนอีกเส้นหนึ่งที่โรแมนติกไม่แพ้ใครทีเดียว ขอแถมอีกนิดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเรื่อง The Little Mermaid ว่ากันว่ามีบ้านหลังหนึ่งในย่านนี้เป็นที่พักของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ผู้ที่แต่งเทพนิยายอมตะเรื่องนี้ด้วยครับ ดังนั้นบริเวณอ่าวโคเปนเฮเกนจึงมีรูปปั้นของ แอเรียล เจ้าหญิงเงือกน้อยแห่งท้องทะเลที่แสนดื้อรั้น ตั้งอยู่ แอเรียลถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองแห่งนี้เลยครับ เราจะพบเห็นเธอได้ตามโปสการ์ด พวงกุญแจ ไปจนถึงรูปภาพต่างๆ ทั่วทั้งเมือง แต่ที่ทึ่งคือ ผู้สร้างแอเรียลกลับเป็นเจ้าของเบียร์ยี่ห้อดังนามว่า Calsberg เนื่องจากเขาหลงใหลตัวละครเรื่อง The Little Mermaid มากนั่นเอง... พระราชวังอเมเลียนบอร์ก (Amalienborg Palace) พระราชวังแห่งนี้ก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมร็อคโคโค เป็นพระราชวังที่พระราชินีมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งราชวงศ์เดนมาร์กประทับอยู่ บริเวณด้านหน้าจึงมีทหารแต่งกายเต็มยศให้เห็นเกือบทั้งวัน บริเวณตรงกลางเป็นลานกว้างเราสามารถขี่จักรยานผ่านเข้าไปได้เลยครับ (รวมถึงรถยนต์ด้วย) ส่วนจัตุรัสด้านหน้ามีพระรูปของกษัตริย์เดนมาร์กทรงม้า (Frederick V) ตั้งอยู่ แลดูสง่างามมาก บริเวณใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของโบสถ์ Frederik's Church หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า The Marble Church เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1749 แต่เนื่องจากปัญหาทางด้านการเงิน รวมไปถึงการเสียชีวิตของสถาปนิกผู้ออกแบบจึงทำให้โบสถ์แห่งนี้เสร็จล่าช้าไปมาก โดยสามารถเปิดให้บริการได้ในปี ค.ศ.1894 ลักษณะโดยทั่วไปของโบสถ์นี้ถือได้ว่าเป็นโบสถ์ที่มีโดมใหญ่ที่สุดในแสกนดิเนเวียร์ บนยอดโดมเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปชมเมืองโคเปนเฮเกนในมุมสูง โดยจะเปิดให้ขึ้นวันละ 2 รอบ ในช่วงบ่ายครับ St.Alban Church หรือที่รู้จักกันในนามทั่วไปว่า English Church เป็นโบสถ์ที่รู้จักกันดี ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1885 ปกครองโดยศาสนจักรของอังกฤษ ดังนั้นผู้ที่ต้องการเข้าโบสถ์โดยใช้ภาษาอังกฤษต้องมาที่นี่ครับ อีกจุดหนึ่งใกล้ๆ กันคือ น้ำพุแห่งราชินีเกฟิออน (Gefion Fountain) ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1908 มีลักษณะเป็นรูปปั้นผู้หญิงถือแส้ไล่วัวตั้งอยู่บนน้ำพุ ตามตำนานเล่าว่า เทพเจ้าได้ดลบันดาลให้ราชินีเกฟิออนกอบกู้บ้านเมือง พระนางจึงได้แปลงร่างลูกชายทั้ง 4 คนให้กลายเป็นโค เพื่อที่จะได้ช่วยไถพื้นดินขึ้นมาจากใต้น้ำ ซึ่งพื้นดินนั้นก็ได้กลายมาเป็นประเทศเดนมาร์กในปัจจุบัน... ภาพบรรยากาศของเมืองแห่งความสุขนี้กระจายไปทั่วห้อง... สมุดบันทึกของผมปิดลงพร้อมกับรอยยิ้ม รูปภาพที่โคเปนเฮเกนถูกใส่กรอบอย่างดีวางอยู่บนโต๊ะ เป็นภาพผมกับคุณพ่อถ่ายพร้อมกับบรรยากาศของท่าเรือนูฮาฟน์ ตอนนั้นเราแอบไปเที่ยวกันสองหนุ่ม เพราะกลัวว่าถ้าพาสาวๆ ในบ้านไปด้วยจะหมดหนักกับค่าช้อปปิ้ง แต่อยากจะบอกครับว่าถึงจะไปกันแค่สองคน พวกเราก็หมดเงินกันไปเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะค่าอาหาร แต่ก็คุ้มครับ เพราะเมืองนี้น่าอยู่ น่าเที่ยว เหมาะแล้วครับที่เขาได้รับเลือกให้เป็นเมืองแห่งความสุข...
Board: Travel
(1)
Share
Weekend
Keep by Weekend
1349
FOLLOWER

ปั่นจักรยานชมเมือง ซึมซับความสุขที่โคเปนเฮเกน

"สมุดบันทึกหน้าที่ 39...
ห้องเก็บของหนาแน่นไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ... ผมเปิดเลือกหยิบของเก่าๆ ออกมาดู สมุดภาพวาดเมื่อครั้งยังเด็ก รูปที่ผมจำได้ติดตาคือภาพบ้านรูปทรงเลขาคณิต มีความยาวติดต่อกันหลายหลัง แต่ละหลังถูกแต่งแต้มด้วยสีต่างกันไป ทั้งส้ม แดง เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน ตอนนั้น พ่อผมพูดว่า “บ้านอะไรสีเยอะแยะไปหมด” ผมอมยิ้มก่อนจะตอบว่า “บ้านผมเองครับพ่อ”...
ผมฉีกกระดาษหน้านั้นออกมาพร้อมกับตัดแต่งให้สวยงาม... ปัดฝุ่นจนเรียบร้อย แล้วนำมาแปะรวมกับโปสการ์ดจาก Copenhagen ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่ผมสร้างขึ้นจากจินตนาการเมื่อครั้งยังเด็กมีอยู่จริงซะด้วย ผมแอบขำเล็กๆ ก่อนที่จะหยิบสมุดบันทึกเล่มโปรดออกมา เปิดหน้าที่ 39 พบกับเรื่องสั้นที่ผมไปเจอมา ใช่ครับ... Copenhagen เมืองนี้น่ารักเกินกว่าจะบรรยายหมดจริงๆ การเดินทางครั้งนั้นของผมเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง Copenhagen เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเดนมาร์ก แต่ก็ไม่แออัดเหมือนกับเมืองหลวงอย่างบ้านเรา เรียกว่าอยู่กันแบบบางเบา และใช้ชีวิตกันสบายๆ กับทั้ง 365 วันครับ..."
1 KEEP
Weekend
1 LOVES
tanny4u
COMMENT