บึงกาฬ กาลเวลา การเปลี่ยนแปลง    ตามบ้านยังเต็มไปด้วยกี่ทอผ้าร้างผู้คน ตอนนี้พวกเขาจมอยู่ในฤดูปักกล้าในนาข้าว ชายชราบางคนทำเอาผมทึ่งกับลอบหาปลาขนาดยักษ์ที่ผู้ชายตัวโต ๆ อย่างผมเข้าไปนั่งได้สบาย "ไต้แบบมาจากคนลาวน่ะ มันกินปลาดี” ลอบของลุงคล้ายลอบยืนแบบที่คนลุ่มน้ำสงครามเคยใช้ให้ผมเห็น แต่ใหญ่กว่ามาก ปากกว้างราวเมตรกว่า และยาวร่วม ๓ เมตร พ่อเฒ่านั่งเหลาไม้ไผ่อยู่อย่างคนทำสมาธิ แน่วแน่ และชัดเจน ในแม่น้ำโขงมากไปด้วยชีวิตที่ผูกพันหากินอยู่กับมัน บางอย่างคล้ายเรื่องเล่าชั้นดี บางสิ่งสะท้อนฤดูกาลแห่งท้องนา การปักกล้า หว่านดำทุกอย่างหลอมระคนให้คนบึงกาฬและคนอีสานคือจิตรกรบนนาข้าว ออกมาราวงานศิลปะพื้นบ้าน ทั้งอุปกรณ์หาปลา เคล็ดลับของคนประมง มากไปด้วยรอยยิ้มและหยดน้ำตา ยามที่พวกเขาด้องพูดถึงการใช้ชีวิต เมื่อมาถึงบ้านห้วยดอกไม้ เราบ่ายหัวรถขึ้นไปที่จุดชมวิวแม่น้ำโขงของพุทธสถานวัดท่าโขงงาม (เมืองขอม) เมื่อขึ้นไปเหนือสุด ภาพตรงหน้าก็กระจ่างตา พื้นที่เกษตรทางฝังเราไล่เลยไปจดริมโขง ที่ฝั่งปากซัน แนวภูเขาหินปูนห่มหมอกอยู่เลือนราง คล้ายภาพของเมืองในอุดมคติ มากไปด้วยความสมบูรณ์ ฉ่ำชุ่ม
กุดทิงในยามเย็น กระจ่างตาทั้งความงามและวิถีชีวิต สมเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสากลแห่งที่  ๑๑  ของไทย

NOTE
เรื่อง ฐากูร โกมารกุล ณ นคร 
ภาพ สาธิต บัวเทศ   แม่น้ำโขงทอดตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ในฤดูฝนเมื่อเราผ่านระยะทางกว่า ๖๑๕ กิโลเมตรจนถึงตัวเมืองหนองคาย จุดชัดเจนของคำว่า “ชายแดน” ในอีสานเหนือ หลายสิ่งปรากฏรายรอบให้รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน ทั้งภาพผู้คน ถ้อยสนทนา อีกร่วมร้อยกิโลเมตรที่ทางหลวงหมายเลข ๒๑๒ ผ่านพาเราไปในความสวยงามของมัน ถนนสายเล็กเส้นนี้กำลังเติบโต หลายคนรู้สึกได้แม้ปลายทางยังมาไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ริมสองข้างทางล้วนคือภาพชัดเจนอันไม่ควรผ่านเลย สวนกล้วยแถบริมน้ำโขงที่ปากคาดและรัตนวาปีกำลังสุกงอม แผงกล้วยหอมริมทางน่าตื่นตา หรือท้องนาเขียวชุ่มยามที่เปี่ยมด้วยแรงงานจากสองมือ กล้าข้าวปักเป็นแถวแนว มีมิติ เมื่อถึงบึงกาฬ เมืองเล็ก ๆ ที่กำลังสัมผัสคำว่าก้าวไปข้างหน้า เติบโต และเปลี่ยนแปลง เสียงเครื่องยนต์สงบนิ่งหลังเดินทางไกลกว่า ๗๑๕ กิโลเมตร เสียงแม่น้ำโขงยามเปี่ยมน้ำไหลรินอยู่แผ่วเบาในความมือ เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วับแวมแสงไฟเป็นหย่อมดวง นาทีนั้น ผมคล้ายรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เสียงของความสงบงาม ภาพของสายน้ำ และลมหายใจของผู้คน

NOTE
กลางเมืองบึงกาฬ เก็บงำความเก่าแก่ไว้ตามห้องแถวไม้เก่า โรงหนังโบราณ หรือชีวิตและรอยยิ้มที่สงบ เรียบง่าย งดงาม ด้วยถนนไม่กี่สายที่ขีดแบ่งพื้นที่อำเภอเมืองฯ ของบึงกาฬให้เป็น “เมือง” เราใช้ยามเช้าไปกับการทำความรู้จักที่นี่ผ่านรอยยิ้มในตลาดเช้า แผงปลาจาก แม่น้ำโขงหน้าบ้านไม่เคยจางหาย ยิ่งเป็นปลาจากหนองและบึงรายรอบ ว่ากันว่ามีมากมายหลากหลายชนิด “บ้านเฮามีกุดอยู่หลาย ทั้งในเมือง นอกเมือง กุดบึงกาฬ กุดทิง ไกล ๆ โน่นก็โขงหลง" แม่ค้าปลาเล่าเสียงใส คำว่าบ้านของเธอนั้นกินความถึงเรื่องการเป็นอยู่มากกว่าที่หลับที่นอน กายภาพของบึงกาฬที่รายล้อมด้วยภูเขาหินทราย หนองน้ำ และแม่น้ำขนาบด้านหน้า ล้วนนำพาความอุดมของสัตว์น้ำจืดมาชัดเจนอยู่ในตลาดเช้า มันแสน มีชีวิตชีวา ไม่เพียงแต่ปลา หอย หรือแมลงตามฤดูกาล แต่พบผักพื้นถิ่นล้วนแปลกตาคนมาเยือนอย่างผมพวกเขานำสิ่งรายรอบมายังชีพได้มากมายอย่างน่าชื่นชม ที่บึงน้ำกว้างใหญ่คู่เคียงบึงกาฬ ทุกเช้านั้นเงียบสงบ ไม่ว่าจะฤดูกาลใด จะว่าไปมันไม่เคยร้างไร้ผู้คน หากแต่การงานของพวกเขาเงียบเชียบ เป็นหนึ่งเดียวกับบึงน้ำที่หล่อเลี้ยงคนในแถบ ‘ตัวเมือง" ของบึงกาฬรองจากแม่น้ำโขง ผมมานั่งดูพี่ป้าน้าอาที่นี่ยกยอกันแทบทุกเช้า ยิ่งฝนตกใหม่ ๆ บางคนว่าเป็นช่วงปลาขึ้นความชัดเจนนั้นแน่นอยู่ในข้องที่มีปลานับสิบดิ้นขลุกขลักอยู่ข้างใน เด็ก ๆ เหน็บเบ็ดเล็กเคียงคู่พ่อแม่ หันหน้าลงในความกว้างเบื้องหน้า ฝึกเป็นพรานปลากับหนองน้ำที่ล้อมรอบบ้านของเขาอยู่ บึงแห่งนี้คือหนึ่งในที่มาของชื่อบึงกาฬในปัจจุบัน หลังจากที่พื้นที่เล็ก ๆ ริมแม่น้ำโขงแห่งนี้เคยอยู่ในเขตปกครองของอำเภอไชยบุรี จังหวัดนครพนม จนมา ถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ เสนาบดีของกระทรวงมหาดไทยที่เดินทางมาตรวจราชการจึงใช้ชื่ออำเภอตามหนองน้ำข้างเมืองแห่งนี้ว่า “บึงกาญจน์" เมืองที่หนองน้ำแห่งหนึ่งนั้นเปรียบดั่งทอง มีค่าเสมอกับชีวิตที่หล่อหลอม และปักหลักอยู่ตรงนั้น ด้วยสีน้ำที่ค่อนข้างคล้ำ หรืออย่างไรก็ตาม หน่วยงานจากทางราชการในยุคต่อมาจึงเปลี่ยนชื่ออำเภอริมโขงแห่งนี้ จากบึงกาญจน์ มาเป็น "บึงกาฬ" แต่กระนั้นก็ตามเถอะ ในความรู้สึกของใครหลายคนที่นี้ พวกเขามองเห็นคุณค่าของหนองน้ำที่มีความกว้างราว ๑๖๐ เมตรแห่งนี้มากไปกว่านั้น ภาพตลอดเช้าจวบเย็นของผู้คนเล็ก ๆ ริมบึงนั้นงดงาม ต่อเนื่อง และคงทนมากกว่าสิ่งอื่นใด ภายในเรือช้าข้ามฝากระหว่างบึงกาฬและปากซัน เชื่อมโยงสัมพันธ์สองฝั่งโขงมาเนิ่นนาน ตลาดนัดไทย-ลาวคึกคักทุกวันอังคารและศุกร์ มากมายทั้งสินค้าพืชพรรณ และเครื่องอุปโภค ด่านศุลกากรที่คึกคักด้วยการขนถ่ายสินค้าข้ามผ่านชายแดนทุกวัน หนังควายเค็ม หนึ่งในสินค้า สนุก ๆ ที่ตลาด ข้าวจี่ร้อน ๆ บาแก๊ต หนึ่งในอาหารสะท้อนความเป็นตะวันตกในอินโดจีน ไข่ข้าว อาหารสะท้อนวัฒนธรรมเวียดนาม บนกนน ๓ ลายหลักอย่างถนนบึงกาฬ ถนนมีชัย และถนนชาญสินธุ์ เผยภาพเคลื่อนไหวตั้งแต่ ย่ำรุ่ง หลังพระสงฆ์จากวัดบุพราชสโมสรและอีกหลาย ๆ วัดเดินรับบิณฑบาตผ่านย่านผู้คน พวกเขาชัดเจนกับพระพุทธศาสนาที่หล่อหลอมจิตใจ หน้าห้องแถวไม้เก่าที่หลงเหลือไม่กี่หลัง อย่างร้านสิริพาณิชย์ปรากฏภาพสงบงาม แม่เฒ่านบมือไหว้นิ่งงัน หลังหย่อนป่นข้าวเหนียวลงไปในบาตร ทุกอย่างผ่านพ้นไปเหมือนเช่นเคยในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หากเป็นเช้าวันอังคารและวันศุกร์ แถบที่ถนนบึงกาฬลากผ่านมาใกล้หนองน้ำยิ่งคึกคัก ตลาดนัดไทย-ลาวชัดเจนแผงสินค้าเหยียดยาวไปตลอดลองฟากถนนเล็ก ๆ อย่างน่าสนุก นับเป็นความเคลื่อนไหวอันมีชีวิตชีวาทุกคนพร้อมออกจากบ้านมาซื้อหาสินค้าประดามีกันเป็นพิเศษเสียงทักทายคล้ายญาติมิตร ราวกับพวกเขามักคุ้นกันเป็นอย่างดีมาเนิ่นนาน ตั้งแต่เช้ามืด ไม่นับพ่อค้าแม่ขายทางฝังบ้านเรา ที่ด่านท่าเรือจะขวักไขว่ไปด้วยพี่น้องจากฝั่งปากชัน พวกเขาหอบหิ้วสินค้าข้าวของต่าง ๆ ข้ามแม่น้ำโขงมารออยู่ก่อนแล้ว และเมื่อแดดเข้าจับต้องถนนสายเล็ก อาหาร สมุนไพร หรือพืชพรรณจากป่าเขาก็เรียงรายอยูสองข้างทาง ผมเดินเล่นไปเหมือนผู้คนที่นี่ หนังควายเค็มมัดเป็นแผง ของกินผสานทั้งวัฒนธรรมไทย ลาว และญวน อย่างไข่ฮ้างฮัง-ไข่ข้าว เปาะเปี๊ยะ บาแก๊ต-ข้าวจี่ รวมไปถึงกะหย่อ หรือแหนมคลุก มีให้เลือกชิมกันไม่หวาดไหว แม่เฒ่าบางคนมาพร้อมกับหวายดิบ ที่ว่าเอาไปแกงก็อร่อยล้ำ สินค้าอุปโภคบริโภคสมัยใหม่จากพ่อค้าเร่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมจากคนฟากตรงข้ามเป็นอย่างมาก หลังการชื้อขายแลกเปลี่ยน พวกเขามักหาเวลาพามันกลับไปสู่ลูกหลานและชีวิตที่เติบโตคู่ขนานมากับบึงกาฬอย่างแยกไม่ออก เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งหลายอย่างที่เป็นของ “ทันสมัย” ชีวิตเติบโตและสัมผัสมันได้เท่าเทียม ตราบที่ความเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงยังดำเนินนิยามของมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เช้าไล่ไปจนสาย จวบจนใกล้เที่ยง ที่ต่างคนต่างปะปนผสมผสานไปกับการอยู่กินตรงพื้นที่ชายแดน สายสัมพันธ์ง่าย ๆ พาพวกเขาผ่านพันคำว่า "พรมแดน" ด้วยความรู้สึกอุ่นเอื้ออาทร และพร้อมที่จะเดินหน้าไปพร้อม ๆ กัน “แต่ก่อนที่นี่มันไกลปืนเที่ยง สำหรับพวกราชการนะ เขาเรียกว่าเขต ‘ปลดปล่อย’ ใครโดนย้ายมาก็แย่” ป้าวัชรี ลิ้มศรีมณีรัตน์ หรือที่ต่อมาผมคุ้นจะเรียกแกว่าป้าใหญ่ เล่าเพลิน ๆ หน้าโรงหนังแสงชัยรามา ที่วันนี้ผ่านพ้นตัวเองมา ๓๐ กว่าปี มันโอ่โถง คงรูปทรงคลาสสิก ด้วยการก่อสร้างอย่างดี "แต่ก่อนอยู่ในตลาดน่ะ เป็นไม้ ตอนนั้นบ้านเรามีความขัดแย้งเรื่องไล่คนญวน มีการเผาไล่ที่ เลยย้ายมาก่อสร้างถาวรข้างนอก" พันผ่านกาลเวลา ปิดตัว และเปลี่ยนมือสู่คนอีกรุ่น คือป้าแจ่มจันทร์ แสงชัย ที่ขยายธุรกิจโรงหนังมาจากอุดรธานี วันนี้ป้าทั้งสองจึงยืนคู่กันอยู่หน้าโรงหนังเก่าแก่ของบึงกาฬ ที่เปิดฉายหนังใหม่ ๆ ห่างเมืองใหญ่ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ “คนที่นี่เน้นหนังไทยค่ะ หนังฝรั่งฮิต ๆ ก็ต้องพากย์มาให้ด้วย” ป้าแจ่มจันทร์ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เพดานโปร่งโล่ง ผนังติดโปสเตอร์ภาพยนตร์หลากสีสัน บ้านไกลปีนเที่ยงกับคำคุ้นเคยของคนบึงกาฬนั้นเคียงคู่กันมาเท่าที่การเดินทางด้วยถนนหล่มโคลนในอดีตยังไม่สะดวกเท่าในลำน้ำโขง การไปถึงอุดรฯ สกลนคร หรือนครพนมต้องใช้เวลาเป็นวัน ๆ “บึงกาฬเป็นเมืองค้าขายทางเรือใหญ่มาก่อน มีเรือจากหนองคายล่องไปนครพนม ๗ วันโน่นจะถึง คนไทย คนลาว พ่อค้าแม่ขายมาก” ป้าใหญ่เล่าเพลินถึงธุรกิจเดินเรือของพ่อ ว่าเมื่อเรือมาถึงบึงกาฬ ผู้คนและสินค้าล้วนหลากหลาย ที่นี้เป็น ‘ชุมทาง’ ของสินค้าทางบกและทางเรือ  ตอนเป็นเด็กนั้น ป้าใหญ่ชอบผ้าตาเสือ หรือผ้าปีกงิ้ว ซึ่งมักมาพร้อมกับคนม้งจากในแผ่นดินลาว เราเพลิดเพลินไปในโรงหนังพัดลมเก่าแก่ ที่เมื่อก้าวไปข้างใน ที่นั่งซึ่งแต่เดิมเป็นเก้าอี้ไม้ราว ๕00 ตัว เปลี่ยนสู่เบาะนวม ลดเหลือ ๒๐๐ กว่าตัว ในยุคของป้าแจ่มจันทร์ แต่ความโปร่งโล่ง โอ่โถง ล้วนคงอยู่ในแสงเทาทึม มัน แลดูมี ‘เรื่องราว’ แม้บนจอจะว่างเปล่า ไร้แสงจากเครื่องฉายทอดส่อง หลายสิ่งของที่นี่เปลี่ยนผ่าน ไม่หยุดนิ่ง และรอวันเติบโต เช่นเดียวกับยามที่ผมเดินเล่นอยู่แถวบ้านไม้โบราณริมแม่น้ำโขงบนถนนชาญสินธุ์ บ้านไม้โบราณแบบชั้นเดียวหลายหลังก็ยังคงภาพเดิม คุณยายกับปลาจากแม่น้ำโขงที่ลูก ๆ หาขึ้นมาได้วันต่อวัน ขณะที่บางหลังปรับปรุงโฉมใหม่ คงทนมากขึ้น ลูกหลานเติบใหญ่ มีหน้าที่การงานดี ๆ จากเมืองเล็ก ๆ ริมแม่น้ำโขง ที่มีหนองน้ำอันสมบูรณ์เคียงข้าง เชื่อมโยงด้วยสายสัมพันธ์อันยาวนานลึกซึ้ง วันหนึ่งเมื่อการเติบโตมาถึง ทิศทางข้างหน้าเป็นเช่นไร ดูเหมือนพวกเขาเท่านั้นที่รู้จักมันดี เราบ่ายหน้าออกจากตัวเมืองบึงกาฬ ทางหลวงหมายเลข ๒๑๒ คดโค้ง ลัดเลาะไปตามชายแดน รอบด้านคือสวนยางพารา ภูเขา และแม่น้ำ แม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮง งดงามทุกยามเย็น (สุรพล สุภาวัฒนกุล...ภาพ) สวนยางพารา อีกหนึ่งอาชีพของคนอีสานเหนือ ยามน้ำมาก การยกยอมีให้เห็นได้ทั่วในบึงกาฬ ลอบขนาดยักษ์ที่คนแถบบุ่งคล้าเอาแบบมาจากคนลาว ตามหมู่บ้านริมฝังโขงยังคงเรียบง่ายอยู่ด้วยหมู่บ้านเล็ก ๆ สวนยางพาราครึ้มแน่นเป็นแถวแนว บดบังภาพแม่น้ำโขงกระจ่างตาไว้ด้วยอีกอาชีพหนึ่งของคนแถบริมโขง ฝนหนักอย่างนี้ พวกเขาเฝ้าประคบประหงมต้นยางและรอยกรีดกันอย่างถึงที่สุด ตามกะลาที่รองน้ำยางถูกคลุมด้วยแผ่นพลาสติกใส กันน้ำขังและอีกหลายเหตุผลที่ส่งผลกระทบกับพืชเศรษฐกิจอีกอย่าง ที่เติบโตและทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้ “ยางอีสานดีกว่ายางใต้ตรงกรีดได้บ่อยกว่า ฝนไม่ชุกเท่า" หนุ่มสวนยางแถบบ้านท่าอินทร์แปลง บอกกับผม กลางแรงงานอีกนับสิบ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนงานรับจ้าง แต่คือเจ้าของสวน-เจ้าของผืนดิน ที่เป็นบ้านริมโขงของพวกเขา ยางมีราคาขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก แต่ดูเหมือนเวลาพวกเขากรำงานอยู่ในความร่มครึ้ม ขึ้นแฉะ และหนักหน่วง ชีวิตดูจะไม่ได้สนใจอะไรนอกเหนือไปจากนาทีตรงนั้น "เราก็ทำไปเรื่อย ๆ ดีกว่าเจอทางตันแล้วต้องเข้ากรุงเทพฯ อย่างนั้นอาจเหนื่อยกว่า" หนุ่มสวนยางบ้านท่าอินทร์แปลงบอกเคล้าควันยาเส้นกลิ่นหอม น่าดีใจที่รอยยิ้มยังคงอยู่ แม้ภาพตรงหน้าจะเป็นเรื่องหนักหนา ต้องพึ่งพาฝนฟ้า ฤดูกาล และโชคชะตา เมื่อเข้าไปตามหมู่บ้านเล็ก ๆ ตลอดเส้นทาง ราวกับโลกตรงนั้นไม่ได้รับรู้อะไรกับเรื่องราวทุกข์ร้อน เปลี่ยนแปลง  ถนนสายหลักห่มคลุมด้วยฝนจาง ๆ เราเลาะต่อไปจนเข้าเขตอำเภอบุ่งคล้า แวะเที่ยวน้ำตกถ้ำฝุ่น ในวันธรรมดาที่ร้างไร้นักท่องเที่ยว เดินผ่านลานหิน ม่านน้ำ เพื่อไปสู่ตัวน้ำตกที่สายน้ำพึมพำผ่านผาหินทรายสีดำมะเมื่อม เอนอ้าติดดอกสีชมพูม่วงรับการมาเยือนของฤดูฝน ออกจากน้ำตก ถนนสายเดิมยิ่งงดงามด้วยภาพสองข้างทาง กล้าข้าวไล่โทนเขียวอยู่เพลินตา ขณะที่หนองน้ำน้อยใหญ่ราวกับมีงานมหกรรม ผู้คนริมฝังส่งเสียงทักทาย ในหนองเต็มไปด้วยเหล่าชายหญิงร่วม ๔๐ คน พวกเขายืนกันเป็นสองแถว หันหน้าเข้าหากัน ยกยอสลับฝังไปพร้อม ๆ กับภาพปลาเล็กปลาน้อยค่อย ๆ ดิ้นขลุกขลัก บางคน หยิบมันเก็บเข้าข้องที่เหน็บเอวอย่างทะมัดทะแมง เสียงหัวเราะ พูดคุย หยอกล้อ การงานตรงหน้าดูเป็นเรื่องรื่นรมย์ ผ่อนคลาย หนองน้ำ บึงเล็ก บึงใหญ่ หลากหลายของบึงกาฬล้วนสมบูรณ์ชุ่ม มีมากที่ไหลต่อเนื่องลงแม่น้ำโขง เช่นนี้ปลาสายพันธุ์หลากหลายจึงถ่ายเทหมุนเวียนให้เลือกจับ ปลาตองกราย ปลาชะโด น้อยลงก็เพียง ปลาใหญ่อย่างปลากระมัน ที่พรานปลาโบราณเท่านั้นจึงจะคุ้นตา วันทั้งวันนอกเมือง ชีวิตของคนที่นี่มักวนเวียนใส่ใจกับฤดูกาลและทำมาหากิน หลายอย่าง เปลี่ยนแปลงในการรับรู้ พวกเขาสัมผัสมันได้อย่างเท่าเทียมกับคนที่อื่น แต่แผ่นดินตรงหน้าก็น่าใส่ใจ และมีค่ายิ่งกว่าการจะหันไปตีโพยตีพายเอากับชะตากรรมและการเปลี่ยนผ่าน ผมมาพบความชัดเจนและความผูกพันในชีวิตกับผืนแผ่นดินของพวกเขาเมื่อเราผ่านพันการเวียน ด้วยความเชื่อมโยงของหนองน้ำ พรรณพืช พันธุ์สัตว์และการหากินร่วมกันของผู้คนที่อาศัยข้างเคียง พวกเขาเต็มไปด้วยอุปกรณ์หาปลา กับข้าวหลังการงาน และความหวังของชีวิต แวะพื้นที่รอบนอกจนเข้ามาสู่กุดทิง บึงน้ำกว้างใหญ่ที่ห่างจากตัวเมืองบึงกาฬเพียง ๖ กิโลเมตร แดด บ่ายฉายจับ เมื่อมองจากริมฝัง กอสนุ่นไล่เฉดน้ำตาล เขียว สลับกับผืนหญ้าและที่นารายรอบ ราวโลก ฝันชั้นดีของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมัน ด้วยพื้นที่ตัวบึงราว ๑๖,๕00 ไร่ ผนวกกับผืนนา เถือกสวน และหมู่บ้านน้อยใหญ่ จนกลายเป็น ราว ๒๒,๐๐๐ ไร่  ทำให้ที่นี่มากไปด้วยความพิเศษอันแสนลึกซึ้ง นักวิชาการเรียกความสมบูรณ์อันเกื้อหนุนระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์น้ำ พรรณพืช และผู้คนตรงนี้ว่า ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ (Wetland) หรีอแรมชาร์ไชต์ พื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำ แหล่งเก็บกักน้ำฝน และน้ำท่า เป็นแหล่งทรัพยากรและผลผลิตธรรมชาติที่มนุษย์สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวใช้ประโยชน์ได้ มี ความสำคัญต่อการคมนาคมในท้องถิ่นรวมถึงการเป็นแหลงรวมสายพันธุ์พืชและสัตว์อันมีความสำคัญ ทางนิเวศวิทยา และการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งของผู้ผลิตที่สำคัญในห่วงโซ่ อาหาร อาจฟังดูยากที่จะทำความเข้าใจในเรื่องของการเชื่อมโยงอันแสนลึกซึ้ง แต่กับคนที่นี่โลกใกล้ตัวดูเหมือนจะชัดเจนที่จะมีค่ากว่านิยามลึกซึ้งใด ๆ ตามคำกล่าวอีสานโบราณว่า “อำเภอบึงกาฬนี้ มีกุดทิง บนดินดำน้ำชุ่ม ปลากุ่มบ่อนเหมือนแข่แกงนาง ปลานางบ่อนเหมือนขางฟ้าลั่น จั๊กจั่นฮ้องเหมือนฟ้าล่างบน" นั้นชัดเจนถึงความสมบูรณ์ของกุดทิง ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับโลก หรือแรมซาร์ไชต์แห่งที่ ๒ ของประเทศไทย กับพื้นที่นี้ พวกเขารู้ชัดมานานแล้วว่า ในกุดมีกุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียด ผืนป่ารอบกุดออกเห็ด หน่อไม้ และพืชผักให้พวกเขาได้เข้าไปเก็บกินทุกเมื่อ วัวควายได้เล็มหญ้าริมบึง นกน้ำและนกอพยพ เวียนแวะมาอาศัยหากิน เหล่านี้คล้ายเรื่องเล่าชั้นดีที่พวกเขาหวงแหนการมีอยู่ของมัน แสงสียามเย็นของแม่น้ำโขงนวลตา สุขสงบราวโลกฝัน (นภดล กันบัว...ภาพ) “ทั้งปลาทั้งผักมันหลายนัก เก็บกินกันไม่หมดดอก กุดมันไหลไปต่อน้ำโขง ปลามันถึงกันหมด" ‘ลุง หลาว’ ชายชราเจ้าของเรือลำโตเล่าถึงปลาในแม่น้ำโขงที่พบในกุดทิงอย่างปลาสร้อยปีกแดง ปลาเหล็ก ใน หรือปลาบู่กุดทิง หลังแกเพิ่งกลับมาเข้าฝั่ง บัวกินสายที่เก็บจากกลางบึงก่ายกอง ปลาเล็กปลาน้อยดีดตัวในเรือ รอเวลาไปรวมกันอยู่ในแกงมื้อเย็น กินแกล้มกับสาหร่ายข้าวเหนียวและผักหลายชนิดที่เพียบแน่นอยู่ในลำเรือ เรานั่งคุยกันอยู่นาน ยามเย็นในกุดทิงเหมือนสวนสวรรค์ของชาวบ้าน เรือประมงวางข่ายเป็นแนว หลายคนพ่วงลอบมาเต็มข้างจักรยาน เตรียมล่องเรือออกไปดักปลา กอ ‘ผือ’ ขึ้นเป็นแนวอยู่ริมตลิ่ง พวกเขาบอกว่านำเปลือกมันไปตากแห้ง สานเป็นเสื่อได้ทนทาน นั่งสบายนัก ว่ากันว่ากุดทิงมากมายไปด้วยพันธุ์ปลากว่า ๒๐๐ สายพันธุ์ และเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีในที่ใดในโลก เกือบ ๒๐ สายพันธุ์ พืชน้ำอีกกว่า ๒๐๐ ชนิด ที่ล้วนเก็บกินหรือนำมาใช้ประโยชน์ต่อยอดชีวิตได้ บางเช้าเรารีบออกมานอกเมืองและลงเรือของลุงหลาวล่องไปในกุดทิง ถนนในกุดยามหน้าฝนจมหายไปเป็นผืนน้ำ เพียงเพื่อที่จะพบว่า บัวหลวงแผ่เป็นพรมสีแดง ตามสันดอนมีควายเล็มหญ้าอยู่เพลิน ๆ โลกตรงนี้คือ ‘อาณาจักร’ ของพวกเขา เป็นบ้านหลังอุ่นใกล้เมืองบึงกาฬที่ส่งผลต่อเนื่องถึงความสมบูรณ์อันยาวนาน  กลับจากล่องเรือ ยิ้มง่าย ๆ และฝักบัวกำโตของลุงเต็มแน่นอยู่ในลองมือ ผมรับมาด้วยเกรงใจ ก่อนจะกลับเข้าเมือง เมื่อความหมายของคำว่า ‘พื้นที่’ มีคุณค่าต่อชีวิตสำหรับคนกลุ่มหนึ่งเสียเหลือเกิน พื้นที่ของคนที่นี่จึงหดแคบ เต็มไปด้วยการหวงแหนดูแล และกินขนาดเท่าเทียมกับพื้นที่ของหัวใจ หลายวันที่บึงกาฬ หากไม่ตามเพื่อนร่วมทางออกไปเที่ยวน้ำตกหินทรายชั้นดีที่ล้วนรายรอบอยู่ในเขตภูเขานอกเมืองบึงกาฬ หลังจากเดินเล่น กินต้มเส้นเจ้าอร่อยตรงข้ามโรงแรมสมานมิตร ผมมักพาตัวเองออกไปนอกเมือง นั่งมองแก่งอาฮง คนที่นี่เชื่อกันว่าแก่งสวยงามตรงนี้คือสะดือแม่น้ำโขง จุดที่ แม่น้ำโขงลึกที่สุด ราว ๔๐-๕0 วา ที่ตรงนั้นไม่เพียงแต่เป็นจุดที่บอกว่าแม่น้ำมากไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ไหลเรื่อย สะท้อนภาพทางตาอันหลากหลาย เปลี่ยนรูปแบบไปไม่ซ้ำกันสักวัน แต่อาจกินความรวมถึงเมืองเล็ก ๆ แห่งริมน้ำโขงนี้ ที่หลายอย่างตกทอดสั่งสม และก่อเกิดความเป็นตัวตนเด่นชัด แม้การเปลี่ยนแปลงเติบโตจะเคลื่อนดำเนินมาถึงแผ่นดินของพวกเขาในนาทีปัจจุบัน
(0)
Share
osotho
Keep by osotho
3132
FOLLOWER

บึงกาฬ กาลเวลา การเปลี่ยนแปลง

" ตามบ้านยังเต็มไปด้วยกี่ทอผ้าร้างผู้คน ตอนนี้พวกเขาจมอยู่ในฤดูปักกล้าในนาข้าว ชายชราบางคนทำเอาผมทึ่งกับลอบหาปลาขนาดยักษ์ที่ผู้ชายตัวโต ๆ อย่างผมเข้าไปนั่งได้สบาย "ไต้แบบมาจากคนลาวน่ะ มันกินปลาดี” ลอบของลุงคล้ายลอบยืนแบบที่คนลุ่มน้ำสงครามเคยใช้ให้ผมเห็น แต่ใหญ่กว่ามาก ปากกว้างราวเมตรกว่า และยาวร่วม ๓ เมตร พ่อเฒ่านั่งเหลาไม้ไผ่อยู่อย่างคนทำสมาธิ แน่วแน่ และชัดเจน ในแม่น้ำโขงมากไปด้วยชีวิตที่ผูกพันหากินอยู่กับมัน บางอย่างคล้ายเรื่องเล่าชั้นดี บางสิ่งสะท้อนฤดูกาลแห่งท้องนา การปักกล้า หว่านดำทุกอย่างหลอมระคนให้คนบึงกาฬและคนอีสานคือจิตรกรบนนาข้าว ออกมาราวงานศิลปะพื้นบ้าน ทั้งอุปกรณ์หาปลา เคล็ดลับของคนประมง มากไปด้วยรอยยิ้มและหยดน้ำตา ยามที่พวกเขาด้องพูดถึงการใช้ชีวิต เมื่อมาถึงบ้านห้วยดอกไม้ เราบ่ายหัวรถขึ้นไปที่จุดชมวิวแม่น้ำโขงของพุทธสถานวัดท่าโขงงาม (เมืองขอม) เมื่อขึ้นไปเหนือสุด ภาพตรงหน้าก็กระจ่างตา พื้นที่เกษตรทางฝังเราไล่เลยไปจดริมโขง ที่ฝั่งปากซัน แนวภูเขาหินปูนห่มหมอกอยู่เลือนราง คล้ายภาพของเมืองในอุดมคติ มากไปด้วยความสมบูรณ์ ฉ่ำชุ่ม "
1 KEEP
osotho
0 LOVES
COMMENT